ส่อง “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แม่แจ่ม” จากโครงสร้าง “วงจรหนี้” สู่ “วงจรมลพิษ”

สองนักวิจัยเชียงใหม่ ชนกนันทน์ นันตะวัน และ ภูวมินทร์ อินดี ชวนส่องสถานการณ์ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แม่แจ่ม” จากมุมโครงสร้างทางเศรษฐกิจและนโยบายรัฐที่น่าจะสรุปได้ว่า เป็นโครงสร้างแห่ง “วงจรหนี้” สู่มุมสถานการณ์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่น่าจะเรียกได้ว่า “วงจรมลพิษ” ดิน-น้ำ-ป่า-อากาศ (ฝุ่นควันและ PM2.5) ที่ปกคลุมเชียงใหม่ในระดับ “รุนแรง” ในขณะนี้

ส่วนหนึ่งของ 85,000 ไร่ พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ปัจจุบัน (ภาพ : ชนกนันทน์ นันตะวัน / ภูวมินทร์ อินดี)

พื้นที่เพาะปลูกลดลง แต่กำลังจะเพิ่มขึ้น

ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา พื้นที่การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีแนวโน้มลดลง จากเดิมมีประมาณ 120,000 ไร่ ลดลงเหลือประมาณ 85,000 ไร่ ในปัจจุบัน สาเหตุหนึ่งมาจากปัจจัยด้านราคาที่ทำให้เกษตรกรรู้สึกว่าไม่คุ้มกับต้นทุน เนื่องจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีต้นทุนการผลิตที่สูงมาก 

ในปี พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา ราคารับซื้อเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของแหล่งรับซื้อในท้องถิ่น อยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 6-7 บาท จากเดิมอยู่ที่ราคาประมาณ 5 บาท ในมุมมองของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ถือว่าราคาดีขึ้น ประกอบกับนโยบายการประกันราคาของรัฐ 

หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ ในปี พ.ศ. 2564 พื้นที่การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอำเภอแม่แจ่มช่วงต้นฤดูฝนที่ใกล้จะมาถึงนี้ อาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

เกษตรกรที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่สูง (ภูเขา) ในอำเภอแม่แจ่มกว่าร้อยละ 90 มีอาชีพและรายได้จากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกง่ายและใช้น้ำน้อย ส่วนอีกกว่าร้อยละ 10 มีอาชีพและรายได้จากการรับจ้างและค้าขาย 

สำหรับเกษตรกรที่อาศัยอยู่บริเวณเนินเขาและที่ราบ กว่าร้อยละ 60 มีอาชีพรายได้หลักจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอีกกว่าร้อยละ 40 มีอาชีพและรายได้จากการปลูกและขายพืชผลทางการเกษตรชนิดอื่น ๆ เช่น ข้าว หอมแดง กระเทียม ถั่วเหลือง ฟักทอง เป็นต้น เนื่องจากใกล้น้ำแม่แจ่ม ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสายหลักในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จึงมีต้นทุนด้านทรัพยากรน้ำที่ดีกว่าเกษตรกรที่อยู่บนพื้นที่สูง

การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นที่นิยมอย่างมากในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม เนื่องจากเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกแล้ว การันตีว่าขายได้แน่นอน เพราะมีความต้องการมากในตลาดอุสาหกรรมอาหารสัตว์ จึงเป็นทางเลือกที่น่าดึงดูด 

ประกอบกับในพื้นที่ พร้อมไปด้วยแหล่งจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยา (เคมีเกษตร) ฯลฯ ที่หาซื้อได้สะดวก แม้ไม่มีทุนมากพอ ก็มีแหล่งทุนเงินกู้ ทั้งจากรัฐและเอกชน ที่พร้อมอำนวยความสะดวกให้อย่างเป็นระบบครบวงจร

(ภาพ : OK Nation blog Rosekia)

(เหมือน)ได้กำไร เพราะไม่คำนวณต้นทุน “จริง” “ทั้งหมด” 

ต้นทุนในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีปริมาณที่สูงมาก เมื่อคำนวณบวกลบต้นทุนกำไรแล้วเกษตรกรต้องแบกรับสภาพการขาดทุนเสียด้วยซ้ำ ข้อเท็จจริงนี้สามารถวิเคราะห์ต้นทุนและค่าใช้จ่ายของการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากปัจจัยต่าง ๆ ต่อไปนี้

  1. ค่าเช่าที่ดิน ในกรณีที่เกษตรกรไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ราคาค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000-2,000 บาทต่อไร่/ต่อปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งของที่ดิน
  2. ค่าเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด มีตั้งแต่ราคาถุงละ 800-1,200 บาท ถุงละ 10 กิโลกรัม ยิ่งราคาแพงยิ่งเป็นการการันตีว่าอัตราการงอกของเมล็ดพันธุ์ก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย โดยเฉลี่ย 1 ไร่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดประมาณ 10 ถุง
  3. ค่าปุ๋ย(เคมี) ปุ๋ยเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในกระบวนการปลูก เพื่อให้ต้นข้าวโพดมีความสมบูรณ์และให้ผลผลิตที่ได้มาตรฐานตามที่โรงงานผู้รับซื้อต้องการ ในหนึ่งฤดูการผลิตเกษตรกรจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยในแปลงปลูกข้าวโพดประมาณ 3-4 ครั้ง ต้นทุนครั้งละประมาณ 1,500 บาทต่อไร่
  4. ค่าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือยาฆ่าแมลง เมื่อต้นข้าวโพดเริ่มโตและติดฝัก ฝักและเมล็ดข้าวโพดเป็นอาหารของเหล่าแมลงสัตรูพืช เกษตรกรจำเป็นต้องฉีดพ้นสารเคมีเพื่อกำจัดแมลงไม่ให้กัดกินผลผลิตของตนเสียหา
  5. ค่าสารเคมีคุมกำเนิดหญ้า เกษตรกรใช้สารเคมีชนิดนี้หลังจากการฉีดพ้นสารเคมีสำหรับกำจัดสัตรูพืช เมื่อมีการหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลงในแปลงปลูก เกษตรกรก็จะฉีดยาคุมกำเนิดหญ้าเพื่อไม่ให้ต้นหญ้าหรือวัชพืชเจริญเติบโตแย่งสารอาหารจากปุ๋ยที่หว่านบำรุงต้นข้าวโพดในแปลง
  6. ค่าแรงหรือค้าจ้างแรงงาน ในปัจจุบันแรงงานในระดับครอบครัวเหลือน้อยมาก วัยรุ่นหนุ่มสาวในพื้นที่ไม่นิยมทำการเกษตร ส่งผลให้แรงงานในพื้นที่ขาดแคลน จำเป็นต้องจากแรงงานจากคนนอกพื้นที่และแรงงานต่างด้าวในแต่ละกระบวนการเพราะปลูกไปจนถึงกระบวนการเก็บผลผลิต ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก

เราไม่สามารถคำนวณต้นทุนที่แท้จริงออกมาเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้ เนื่องจากพื้นที่การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรแต่ละคนนั้นมีปริมาณพื้นที่ที่ไม่เท่ากัน และเงื่อนไขในการเลือกส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ใช้ในกระบวนการปลูกและเก็บเกี่ยวแตกต่างกัน 

แต่จากข้อมูลที่กล่าวมา น่าจะเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงต้นทุนในทุกกระบวนการผลิต ที่เกษตรกรจะต้องจ่ายสูงมาก เพื่อจะได้มาซึ่งเมล็ดข้าวโพดที่จะนำมาขาย ในราคากิโลกรัมละ 6-7 บาท 

เกษตรกรเจ้าของไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในแม่แจ่มส่วนใหญ่ประสบปัญหาขาดทุน เนื่องจากไม่ได้นำต้นทุน “จริง” ในการผลิต “ทั้งหมด” ดังกล่าว มาคำนวณผลลัพธ์จากการลงทุน (รายได้จากการขายข้าวโพดหักต้นทุนจริงที่ทั้งหมดที่จ่ายไป) จึงไม่แปลกที่จะประสบกับปัญหาการขาดทุนและปัญหาหนี้สินที่วนเวียนอย่างไม่จบสิ้น

ทำไมเกษตรกรในพื้นที่อำเภอแม่แจ่มถึงยังคงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่?

กระบวนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปัจจุบัน ต้องอาศัยเครื่องจักรทุ่นแรง ซึ่งล้วนต้องลงทุน (ภาพ : สหกรณ์การเกษตรแม่แจ่ม จำกัด)

โครงสร้างแห่ง “วงจรหนี้”

เมื่อวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แล้ว พบว่าเกษตรกรขาดทุนและติดอยู่ในวงจรหนี้สินจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ดังกล่าว เหตุใดที่ทำให้เกษตรกรเหล่านี้ยังคงเลือกที่จะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต่อไปถึงแม้จะขาดทุนก็ตาม

คำตอบที่ได้ คือ ในระบบเกษตรการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือเงินทุนหมุนเวียนในระบบ เมื่อเกษตรกรมีความต้องการที่จะทำการเกษตรและปลูกพืชเศรษฐกิจที่ภาครัฐส่งเสริม โดยมีมาตรการการประกันราคาการรับซื้อผลผลิต คำตอบที่ง่ายที่สุดคือการปลูก “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” 

เพราะโรงงานผู้รับซื้อผลิตผลทางการเกษตรจะรับซื้อเมล็ดข้าวโพดจากเกษตรกรเกือบร้อยเปอร์เซ็น “ข้าวโพดที่ปลูกขายได้ทุกเมล็ด” เนื่องจากเมล็ดข้าวโพดมีความต้องการอย่างมากในระบบอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ ทั้งนี้ราคาที่เกษตรกรขายได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของผลผลิตโดยมีความชื้นเป็นตัวแปรในการกำหนดราคารับซื้อ 

การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น เป็นทางเลือกที่จะทำให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น สถาบันทางการเงินของรัฐที่สนับสนุนและส่งเสริมการเกษตร มีนโยบายด้านสินเชื่อให้กับเกษตรกรและกลุ่มสหกรณ์การเกษตรทีมีความประสงค์จะกู้ยืมเงินไปลงทุนในการทำการเกษตรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาที่ยุ่งยากและซับซ้อน

ในกรณีที่เกษตรกรต้องการเป็นผู้ยืมกู้เอง ตามเงื่อนไขจำเป็นจะต้องมีผู้ค้ำประกันในสัญญากู้ยืม สหกรณ์เพื่อการเกษตรที่เกษตรกรเป็นสมาชิกอยู่ในฐานะนิติบุคคล สามารถเข้ามาเป็นผู้ค้ำประกันให้กับเกษตรกรได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ เช่น เกษตรกรจะต้องซื้อผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการเกษตรจากสหกรณ์ เป็นต้น

และในกรณีที่กู้ยืมเงินกับสหกรณ์การเกษตรที่เกษตรกรเป็นสมาชิก สหกรณ์เหล่านี้มีแหล่งทุนสนับสนุนจากสถาบันทางการเงินของรัฐ โดยสินเชื่อส่วนหนึ่งเป็นเงินทุนและอีกส่วนหนึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการทำการเกษตร เงื่อนไขการชำระหนี้คืนนั้นเกษตรกรสามารถเลือกได้ 2 ทาง คือ ชำระเป็นผลผลิต และ/หรือ ชำระเป็นเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย

การเข้าถึงแหล่งทุนที่ง่ายของเกษตรกรเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรหนี้สิ้นในอนาคต เมื่อมีค่าต้นทุนในการผลิตที่สูงประกอบกับราคาขายที่ขาดทุนส่งผลให้เกิดภาวะหนี้สินซ้ำเติม การดิ้นรนแสวงหาแหล่งทุนอื่น ๆ เพื่อนำมาอุดรอยรั่ว จากทั้งสถาบันทางการเงินของเอกชนและแหล่งทุนนอกระบบ ยิ่งซ้ำเติมให้เกษตรกรในพื้นที่ประสบกับปัญหาหนี้สินหนักขึ้น 

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้เกษตรกรจะมีปัญหาหนี้สินรัดตัว พอถึงฤดูกาลเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปีถัดไป สถาบันทางการเงินเหล่านี้ ก็พร้อมที่จะอำนวยความสะดวกด้านทุน(เงินกู้)ให้แก่เกษตรกรเสมอ หากเกษตรกรให้เหตุผลในการกู้ยืมว่า “จะเอาเงินไปลงทุนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” แม้จะมีหนี้สิ้นเดิมที่ค้างชำระก็ตาม 

เกษตรกรไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้พวกเขาได้เงินทุนมาบริหารค่าใช้จ่ายชีวิต ให้ตนเองและครอบครัวในฤดูการเพราะปลูกถัดไป เป็นวงจรอย่างนี้ไม่รู้จบสิ้น

ไฟป่าและ PM2.5 คุกคามคนเชียงใหม่หนักขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเผาซังข้าวโพดถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตมลพิษอากาศกล่าว (ภาพ : ชนกนันทน์ นันตะวัน / ภูวมินทร์ อินดี)

สู่ “วงจรมลพิษ” ดิน-น้ำ-ป่า-อากาศ (PM2.5)

นอกเหนือจาก ผลกระทบต่อการลดลงของพื้นที่ป่า ซึ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงกว้างขวางในระดับประเทศในปัจจุบัน ผลกระทบด้านปัญหาสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่แม่แจ่ม ยังมีอีกอย่างน้อยสามประการสำคัญดังนี้

  1. ปัญหาฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศ 

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ปลูกได้ปีละ 1 ครั้ง ซึ่งจะเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมของทุกปี โดยการใช้ไฟเผาพื้นที่ไร่ข้าวโพดเก่าของปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาที่เศษตอซังข้าวโพดและวัชพืชแห้งสนิท 

โดยเฉพาะพื้นที่สูงนิยมใช้วิธีการเผา เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดต้นทุนในการผลิต ส่วนพื้นที่ราบและเนินเขามีการเตรียมพื้นที่เพราะปลูกด้วยการเผาเช่นกัน มีเพียงส่วนน้อยที่เตรียมพื้นที่การเพราะปลูกด้วยวิธีไถพรวน การใช้ไฟเผาในช่วงที่เชื้อเพลิงแห้งสนิท มีผลให้เศษวัชพืชถูกกำจัดได้ดีและฟื้นกลับมาในช่วงฤดูฝนได้น้อย ช่วยให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายในส่วนของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ฉีดพ้นในพื้นที่แปลงข้าวโพด

การใช้ไฟในการเผาพื้นที่แปลงเกษตร เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นควันสะสมในอากาศ ซึ่งเป็นมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง 

หากเป็นการเผาในพื้นที่แปลงเกษตรขนาดใหญ่ ปริมาณของฝุ่นควันที่สะสมอยู่ในอากาศเหล่านี้ก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับสภาพของภูมิอากาศและทิศทางของลมก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะพัดพานำเอาฝุ่นควันเหล่านนี้แพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่น ๆ ด้วย

จากปัญหาดังกล่าว เกษตรกรในพื้นที่และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ต่างพยายามแสวงหาวิธีต่าง ๆ ในการช่วยแก้ไขปัญหาฝุ่นควันที่เกิดจากการเผาในพื้นที่ไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นี้ 

มีทั้งโครงการที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เช่น “โครงการป้องกันการเผาช่วยเหลือชุมชน” โดยการนำเอาเครื่องจักรมาใช้ในการอัดเศษเปลือกข้าวโพดที่เหลือทิ้งจากการสีเอาเมล็ดแล้ว ส่งขายต่อไปยังฟาร์มโคนมเพื่อเป็นอาหารให้กับโคนมในอำเภอฝางและอำเภอแม่อาย 

หรือการแผ่วถางเศษวัชพืชในพื้นที่ไร่ข้าวโพดให้เป็นแนวราบและทำแนวกันไฟของเกษตรกรก่อนจะมีการเผาเตรียมแปลงเพาะปลูก ซึ่งเป็นการป้องกันและควบคุมไม่ให้ไฟลุกลามและควบคุมปริมาณของฝุ่นควันที่เกิดจากการเผาในพื้นที่ 

สภาพดินในพื้นที่ไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ภาพ : ชนกนันทน์ นันตะวัน / ภูวมินทร์ อินดี)
  1. ปัญหาการชะล้างและการสูญเสียพื้นที่หน้าดิน

การไถพรวนเพื่อเตรียมพื้นที่ในการปลูกข้าวโพด แม้จะมีข้อดีในการช่วยลดมลพิษทางอากาศ โดยการไม่ใช้ไฟในการเผาและไม่ก่อมลพิษฝุ่นควัน แต่ก็มีข้อเสียอื่น ๆ ที่เกษตรกรในพื้นที่สะท้อนให้เห็นในอีกแง่มุม คือ การไถพรวนมีต้นทุนค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง 

การไถพรวนในพื้นที่ 1 ไร่ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 800 บาท และทำได้บริเวณเนินภูเขาที่ไม่ชันมากและที่ราบ การไถพรวนทำให้หน้าดินฟู เมื่อถึงฤดูฝนต้องประสบกับปัญหาการชะล้างของหน้าดินตะกอนดินไหลไปตามทางน้ำแม้จะเป็นพื้นที่ราบก็ตาม

ทุก ๆ ฤดูฝน แหล่งน้ำในที่ลุ่มของอำเภอแม่แจ่มจะมีปริมาณของตะกอนทรายเพิ่มมากขึ้น สาเหตุหลักมาจากการชะล้างของหน้าดินจากพื้นสูงที่มีการทำเกษตรที่เปิดหน้าดินเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว ในขณะเดียวกันพื้นที่ราบเชิงเขาก็ประสบกับปัญหานี้เช่นกัน 

โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรที่มีการไถพรวนให้ดินร่วนฟู เมื่อหน้าดินถูกน้ำฝนชะล้างจะเกิดความเสียหายและพังทลายของหน้าดิน ตะกอนดินจากการชะล้างและพังทลายเหล่านี้จะไหลไปตามกระแสน้ำและไปร่วมกันที่แม่น้ำและแหล่งน้ำ ส่งผลให้แหล่งน้ำในพื้นที่อำเภอแม่แจ่มตื้นเขินด้วยตะกอนทรายทับถม

ขวดเครื่องดื่มชูกำลังและสารเคมีที่ใช้ในการปลูกข้าวโพด ถูกนำมากองรวมกันไว้ใกล้กระท่อมในไร่ข้าวโพด อ.แม่แจ่ม (ภาพ : ชนกนันทน์ นันตะวัน / ภูวมินทร์ อินดี)
  1. ปัญหาสารเคมีปนเปื้อนในดินและแหล่งน้ำ

ขั้นตอนในการเตรียมพื้นที่และการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม อาบชุ่มไปด้วยสารเคมีจากภาคการเกษตรในปริมาณที่เข้มข้น เนื่องจากคุณภาพแร่ธาตุอาหารของดินมีน้อย เพราะผ่านการทำการเกษตรมาเป็นระยะเวลานานขาดการพักและฟื้นฟู ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องมีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีเพื่อเพิ่มธาตุอาหารที่จำเป็นในดินให้พืชที่ปลูกได้ผลผลิตที่ดีตามความต้องการของตลาด

ในช่วงปลายเดือนเมษายน เกษตรกรจะใช้ไฟในการเผาพื้นที่แปลงเกษตรกำจัดเศษวัชพืชเพื่อเตรียมการเพราะปลูก หลังจากที่ฝนตกลงสู่พื้นผ่านไป 1 ครั้ง เกษตรกรจะฉีดพ้นยาฆ่าหญ้าเพื่อป้องกันไม่ให้วัชพืชเกิดใหม่ในพื้นที่การเพาะปลูก 

หลังจากที่ฝนตกในพื้นที่การเพาะปลูกผ่านไป 2-3 ครั้ง เกษตรก็จะเริ่มหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลงในแปลง หลังจากหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลงในแปลงแล้ว เกษตรกรจะฉีดพ้นยาคุมกำเนิดหญ้าทั่วพื้นที่การเพาะปลูก เพื่อป้องกันไม่ให้วัชพืชเติบโตแย่งสารอาหารจากปุ๋ย 

เมื่อต้นกล้าของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์งอกได้ความสูงประมาณ 10 เซนติเมตร เกษตรกรจะเริ่มใส่ปุ๋ยรอบแรก ต้นข้าวโพดโตได้ประมาณ 20-25 เซนติเมตร เกษตรจะทำการใส่ปุ๋ยในแปลงปลูกรอบที่สอง ต้นข้าวโพดโตได้ประมาณ 50-80 เซนติเมตร เกษตรจะทำการใส่ปุ๋ยในแปลงปลูกรอบที่สาม และเมื่อต้นข้าวโพดเริ่มจะติดฝัก เกษตรจะทำการใส่ปุ๋ยอีกเป็นรอบสุดท้าย รวมแล้วใส่ปุ๋ยทั้งหมด 4 รอบ

ก่อนจะเก็บเกี่ยวผลผลิต เกษตรกรจะฉีดพ่นยาฆ่าหญ้าทั่วแปลงปลูกข้าวโพดอีกหนึ่งครั้ง เมื่อถึงช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต เกษตรจะนำเอาผลผลิตไปขายให้กับนายทุนผู้ตั้งโรงงานรับซื้อผลผลิตใกล้แหล่งปลูกหรือสหกรณ์เพื่อการเกษตรที่ตนเป็นสมาชิก ซึ่งราคาที่ขายได้จะต่ำกว่าราคาที่ประกาศรับซื้อหน้าโรงงานอยู่ประมาณ 1-2 บาท

ไร่ข้าวโพดที่ยังไม่ได้เคลียร์พื้นที่ อ.แม่แจ่ม (ภาพ : ชนกนันทน์ นันตะวัน / ภูวมินทร์ อินดี)

อนาคต ของปัญหาที่ยังไม่ถูกแก้ไข

จากข้อมูลข้างต้นก็พอแสดงให้เห็นภาพได้ชัดเจน ถึงรายละเอียดของแต่ละขั้นตอนของการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไปจนถึงขั้นตอนก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต ว่ามีการใช้สารเคมีในพื้นที่มากเพียงใด สารเคมีเหล่านี้นอกจากจะตกค้างในต้นข้าวโพดแล้ว ยังตกค้างอยู่ในพื้นดิน ระเหยเป็นไอล่องลอยในอากาศ 

หากมีฝนตกลงมาในพื้นที่สารเคมีบางส่วนก็จะไหลลงไปรวมกันที่แหล่งน้ำในพื้นที่ ส่งผลให้คุณภาพของน้ำลดลงปนเปื้อนไปด้วยสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนที่ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำ และส่งผลกระทบยังระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรแวดล้อมยังพื้นที่นั้นด้วย

ปัญหาของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หากพิจารณาอย่างละเอียดจะพบว่า ปัญหานี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในหลากหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และไม่อาจโทษเกษตรกรว่าเป็นผู้ทำลายสิ่งแวดล้อมได้อย่างเต็มปาก 

เพราะในขณะเดียวกัน หากเราตั้งคำถามว่า ใครเป็นผู้มีส่วนสนับสนุนให้เกิดปัญหาดังกล่าว ก็จะพบว่าการบริโภคของเรามีผลโดยตรงต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจที่สนับสนุนให้มีการปลูกพืชเศรษฐกิจ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 

ปัจจุบันความต้องการปริโภคเนื้อสัตว์ของมนุษย์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมอาหารมนุษย์และสัตว์เติบโตตามไปด้วย แต่กลับไม่มีมาตรการศึกษา และการแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากนโยบายนี้อย่างจริงจัง 

พฤติกรรมการบริโภคของมนุษย์ที่เปลี่ยนไป และการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานภาครัฐที่ไร้ประสิทธิภาพ ต้องแลกมาด้วยกับความสูญเสียอย่างมหาศาล ของคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ลดลง ความเจ็บป่วย สวัสดิการที่ต่ำกว่ามารฐาน คุณภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่กำลังอยู่ในสถานการณ์วิกฤต

หมายเหตุผู้เขียน

ชนกนันทน์ นันตะวัน นักวิจัย ศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์อละการพัฒนาอย่างยั่งยืน (RCSD) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

ภูวมินทร์ อินดี นักวิจัย สภาลมหายใจเชียงใหม่