“วิกฤตชาติพันธุ์-รัฐ-ป่า” ผ่านกรณี “บางกลอย” ในมุมมอง “อานันท์ กาญจนพันธุ์”

บทสัมภาษณ์กึ่งสนทนา (ขนาดยาว) ระหว่าง ศิริรุ่ง ศรีสิทธิพิศาลภพ ผู้สื่อข่าวพิเศษสำนักข่าวสิ่งแวดล้อม กับ .ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ “ครูใหญ่” ด้านมานุษยวิทยา นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เชี่ยวชาญด้านทฤษฎีสังคม การพัฒนา การจัดการทรัพยากร ระบบกรรมสิทธิ์ ชาติพันธุ์วิทยา ฯลฯ เพื่อหาคำตอบให้กับ 9 ประเด็นคาใจว่าด้วย “วิกฤตชาติพันธุ์” อันสืบเนื่องจากกรณี “บางกลอย”

  1. คนชายขอบ กับโครงการพัฒนาของรัฐ
  2. การอนุรักษ์ การจัดการ และการต้องลงทุน
  3. การจัดการเชิงเดี่ยว การจัดการร่วม 
  4. กรณี “บางกลอย” กับทิศการจัดการของรัฐ
  5. “คนในเขตป่า” ปัญหาใน “หัว” รัฐ และ นโยบายที่ไร้วิชาการรองรับ
  6. สื่อ วาทกรรม และการผลิตซ้ำ 
  7. วนศาสตร์ ไร่เลื่อนลอย และ Dark Green 
  8. คนเมือง การชี้นิ้วโทษคนอื่น และการไม่เห็นความเชื่อมโยง
  9. “การเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม-สิ่งแวดล้อม” ชาติพันธุ์ และทางออก
ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ (ภาพ : Anan Ganjanapan FC)

1.คนชายขอบ กับโครงการพัฒนาของรัฐ

ช่วงนี้ ประเด็นคนชายขอบกับผลกระทบจากการพัฒนาของรัฐเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาอีกครั้ง มีการนำเสนอเรื่องนี้ผ่านสื่อกันอย่างคึกคัก ในฐานะนักวิชาการด้านมานุษยวิทยา อาจารย์มองประเด็นเรื่อง “การสื่อสารเรื่องคนชายขอบ ในสังคมไทย” ในภาพรวมอย่างไรคะ มีประเด็นหรือมุมมองไหนที่สังคมไทยควรให้ความสำคัญบ้างไหมคะ

เรื่องเหล่านี้ไม่สามารถมองแค่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเดี่ยว ๆ ได้ เพราะมันมีความสลับซับซ้อน 

แต่โดยทั่วไปก็คือว่ามุมมองของเราเกี่ยวกับคนชายขอบในทางวิชาการ คือ การมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่ไร้อำนาจ คนที่ไร้อำนาจเหล่านี้ ก็จะถูกกลไกของรัฐ ของทุนและอะไรต่าง ๆ พยายามที่จะเบียดขับออกไปจากการเข้าถึงทรัพยากร 

เบื้องหน้าคือการมองถึงคนชายขอบในแง่ลบ เช่น กะเหรี่ยงทำไร่เลื่อนลอย คนบนดอยเผาป่า ฯลฯ แต่เบื้องหลังคือการพยายามเบียดขับคนเหล่านี้ให้ออกไปจากทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมในป่า หรือทุกทรัพยากรเพื่อจะได้เอาทรัพยากรเหล่านั้นไปสร้างให้เกิดมูลค่า 

เพราะการทำอะไรของคนชายขอบ ทำแล้วไม่มีมูลค่ามากในระบบทุนนิยม เขาทำไปก็เพื่อดำรงชีพ มันไม่เข้ากับมุมมองของกระแสหลัก ที่จะทำให้ทรัพยากรมีมูลค่า ดังนั้น ทรรศนะแบบนี้เลยไปครอบงำความคิด ให้มองเห็นคนชายขอบเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในระบบทุน หรือพูดง่าย ๆ คือ คนเหล่านี้ไม่ทำให้เกิดรายได้ ทำให้ทรัพยากรมีคุณค่า อันนี้เป็นระบบเศรษฐกิจที่ฝังลึกอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจโลกาภิวัฒน์ หรือทุนนิยมอะไรก็แล้วแต่ 

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นนานแล้ว แม้แต่ในทุนนิยมยุโรปก็ตาม ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่ทุนนิยมจะต้องใช้กลไกทุกอย่าง ทั้งรัฐและทุกอย่าง เพื่อเบียดขับคนไร้อำนาจและอยู่ชายขอบ เพราะเขาจะมองว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ ไม่เอื้อให้เกิดรายได้ไม่มีคุณค่าอะไรในระบบเศรษฐกิจประเทศ

แต่เวลาที่มีกรณีขัดแย้งกับคนชายขอบเกิดขึ้น เขาก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องปัญหาเชิงระบบโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่พูดถึงปัญหาการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ หรือการดูแลปกป้องสิ่งแวดล้อมแยกเดี่ยว และยังมองว่าคนชายขอบกลุ่มหนึ่ง ได้ประโยชน์จากพื้นที่จากการทำลายพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งเป็นของคนส่วนใหญ่ในประเทศ อาจารย์คิดอย่างไรคะ

ถ้าเขาพูดถึงคนไร้อำนาจ เขาจะอ้างเรื่องที่คุณพูดคือเรื่อง “การอนุรักษ์” แต่คุณอย่าลืมว่า การอนุรักษ์ที่เขาพูดเป็นแค่วาทกรรม (Discourse) ที่จะเอามาใช้กับคนที่ไร้อำนาจเท่านั้น แต่ถ้าเป็นกรณีปัญหาคนกลุ่มอื่นในพื้นที่เดียวกัน เขาจะไม่พูด อย่างกรณี การสร้างเขื่อนเพื่อทำไฟฟ้า ทำลายสิ่งแวดล้อมเท่าไหร่ ทำไมไม่เอาเขื่อนออก เพราะรัฐและระบบทุนมองธรรมชาติด้านหนึ่งว่าเป็นของฟรี ถ้าเผื่อเอาธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ได้ มันไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย เขาผลักภาระผลกระทบทั้งหมดให้สังคม 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลกระทบด้านภูมิอากาศ อย่างตอนนี้อากาศเสีย ส่วนหนึ่งมันมีความเกี่ยวข้องกับระบบอุตสาหกรรม แต่เรื่องเหล่านี้ก็ไม่ถูกดดันเท่ากับคนที่อยู่ในป่า ทำไร่ตามระบบวิถีชีวิตของเขา หรือการทำเกษตรเชิงเดี่ยวในพื้นที่ราบและพื้นที่สูง ทำไมคนเหล่านี้ แรงกดดันไม่รุนแรงเท่าคนชายขอบ และทำไม เขาถึงแสดงออกว่าไม่แคร์ ทำไมตรงนี้รัฐไม่พูดว่าอนุรักษ์บ้างล่ะ 

เพราะรัฐและคนส่วนใหญ่ในประเทศ ได้ประโยชน์จากระบบทุนนิยม ก็จะไม่พูดเรื่องการอนุรักษ์ ดังนั้น การอนุรักษ์ รัฐหยิบมาใช้เป็นเพียงวาทกรรมเพื่อเบียดขับคนอื่น หรือคนกลุ่มหนึ่งที่ไร้อำนาจ ดังนั้นเวลาเราฟัง เราจะไม่เข้าใจหรอกว่า การอนุรักษ์ที่เป็นรูปธรรมแบบสุด ๆ มันเป็นยังไง 

เพราะในความเป็นจริงแล้ว ธรรมชาติโดยปกติมันอยู่ด้วยตัวมันเองไม่ได้ ความเข้าใจของคนเหล่าที่เรียกตัวเองว่า “นักอนุรักษ์” จะมองว่า “ความเป็นธรรมชาติ” คือการปล่อยให้มันอยู่ตามที่เป็น ก็เป็นธรรมชาติแล้ว ธรรมชาติต้องเอาคนออก แต่จริง ๆ แล้ว ธรรมชาติมันอยู่ด้วยตัวมันเองไม่ได้ 

อย่างปัญหาไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และในออสเตรเลีย มันเกิดไฟป่าลามจนทั่วไปหมด จนต้องเกิดองค์ความรู้ในการจัดการ และคน คือกำลังสำคัญในการแก้ไขปัญหา แล้วที่รุนแรงที่สุด คือปัญหา Climate Change คุณคิดว่าไล่คนกลุ่มหนึ่งเพื่อรักษาที่ป่าแล้วปล่อยธรรมชาติมันไว้ด้วยตัวมันเอง แล้วจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากคนทั้งประเทศได้หรือ 

ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ (ภาพ : Anan Ganjanapan FC)

2. การอนุรักษ์ การจัดการ และการต้องลงทุน

อยากให้อาจารย์อธิบายการมองว่าใน “ธรรมชาติต้องมีคนร่วมจัดการ” เพิ่มเติมส่วนนี้ค่ะ

ความเข้าใจแบบนี้เป็นความเข้าใจผิด คิดว่าธรรมชาติอยู่ได้ด้วยตัวเอง ที่จริงธรรมชาติที่อยู่ได้ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว อย่างในภาคเหนือที่ผมศึกษามาตลอดเวลากว่า 40 ปี ธรรมชาติอยู่ได้เพราะมีคนอยู่ในป่า ซึ่งมันต่างจากภาคอีสาน เราไม่สามารถมองธรรมชาติที่ไม่อธิบายระบบนิเวศเฉพาะพื้นที่ได้ 

ภาคอีสานแต่ก่อนมีป่าจำนวนมากพอ ๆ กับภาคเหนือ แต่ปัจจุบันจะเห็นว่าที่มันหายไปมาก เพราะส่วนหนึ่ง เดิมทีไม่มีคนอาศัยเป็นชุมชนอยู่ในป่ามาก่อน แต่คนไปรุกป่าจากการขยายตัวของเกษตรกรรม ป่ามันเลยหมด ดังนั้นจึงถามว่าภาคไหนมีป่ามากที่สุด ก็คือภาคที่มีคนอยู่ในป่า แสดงว่าคนที่อยู่ในป่า ไม่ได้ทำลายอย่างเดียว 

จริงอยู่ที่ว่าคนใช้ประโยชน์จากป่า แต่มันมีระบบที่มันอยู่กับป่าได้ เช่น ไร่หมุนเวียน วนเกษตร แต่นักวิชาการส่วนหนึ่ง พอพูดคำว่า “วนเกษตร” หรือการทำเกษตรกรรมในป่าซึ่งมีคุณประโยชน์ เขากลับไม่ฟัง 

วนเกษตร แปลว่า ป่ากับระบบเกษตรมันอยู่ด้วยกันได้ แต่ว่าป่าเฉย ๆ มันอยู่ไม่ได้ ไม่ต้องที่ไหนหรอก อย่างในภาคเหนือ ถ้าคุณปล่อยป่าอยู่เฉย ๆ มันก็จะมีควัน หมอกควันจากที่หนึ่งก็ทำได้ ฝนกรดลอยจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งก็ทำได้ แต่ถ้ามีคนอยู่ เขาก็จะจัดการ 

ป่าหรือธรรมชาติมันต้องการการจัดการ แต่การจัดการป่าในปัจจุบัน เราคิดว่าเราแค่มอบให้กรมอุทยานหรือมอบให้กรมป่าไม้จัดการแล้วจบ แต่แล้วก็พบว่า 100 ปีที่ผ่านมาของการจัดการโดยรัฐ มันรักษาไม่ได้ดี ผลลัพธ์เหล่านี้ แทนที่จะถอดบทเรียนระบบการจัดการ แต่กลับไปโทษว่าประชาชนมากขึ้น หรือโทษจำนวนประชากรมากขึ้น มันไม่ได้เกี่ยวกันเลย มันเกี่ยวว่า คุณไม่สามารถที่จะทำหน้าที่รักษาคนเดียวได้ 

มีนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ที่ได้รางวัลโนเบล เอลินอร์ ออสตรอม กล่าวว่า “การจัดการทรัพยากรธรรมชาติใด ๆ มันต้องใช้ทุนมหาศาล” คือต้องลงทุนมหาศาล เพื่อจะรักษามัน เพราะว่าคุณจะไปทำกำแพงล้อมปิดไม่ได้ มันรักษาไม่ได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งมันต้องการการร่วมมือ ธรรมชาติถ้าจะรักษา มันต้องการความร่วมมือของคนหลายฝ่ายหลายชุดความคิด คนกลุ่มเดียวไม่รอด แล้วเราให้หน่วยงานเดียวทำมาตลอด ผมเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “การจัดการเชิงเดี่ยว” 

ดังนั้นประเด็นสำคัญที่ผมพยายามผลักดันมาตลอดชีวิต คือการแก้ไขปัญหาเรื่องธรรมชาติ ต้องจัดการเชิงซ้อน  หมายความว่า จัดการด้วยการมีส่วนร่วมของฝ่ายต่าง ๆ ทั้งคนในป่า นอกป่า อยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ ต้องมีส่วนร่วม  เมื่อไหร่เราฝากความหวังไว้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง มันไปไม่รอด 

เอลินอร์ ออสตรอม นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบล เขาได้ชี้ว่า การจะรักษาทรัพยกรธรรมชาตินั้น ทำได้ แต่ต้องทุ่มเทเงินมหาศาล แต่เราไม่มีเงินขนาดนั้น แต่การจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วม ก็ไม่ใช่มีเพียงวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งที่ผูกขาดกับกลุ่มใด ต้องมีการศึกษาวิจัย อย่างในต่างประเทศ เขาก็จะมีกฎหมายออกมา ที่จะให้คนอยู่ในป่ามีส่วนร่วมในลักษณะต่าง ๆ และมีระดับที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละระบบนิเวศ แต่ของเราปฏิเสธโดยสิ้นเชิง เราจึงประสบความล้มเหลวในการจัดการ เพราะเราคิดว่า การจัดการเชิงเดี่ยวเท่านั้นเป็นทางออกการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ (ภาพ : Anan Ganjanapan FC)

3. การจัดการเชิงเดี่ยว การจัดการร่วม 

รูปธรรมการจัดการอย่างมีส่วนร่วม เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่มีหลายฝ่ายร่วมกันนั้น อาจารย์อธิบายได้ไหมคะ ว่าควรทำอย่างไร

การจัดการเชิงเดี่ยวที่เป็นอยู่ตอนนี้ คือการที่ให้หน่วยงานรัฐมีหน้าที่รับผิดชอบ อย่างกรมป่าไม้ กรมอุทยาน เป็นการจัดการเชิงเดี่ยว คือผูกขาดอำนาจและวิธีคิดการจัดการ ให้เขามีอำนาจในการทำงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผนวกกับแนวคิดที่ว่า สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติมันเป็นสิ่งที่ฟรี 

ดังนั้นเวลานี้ มันมีความคิดในทางเศรษฐศาสตร์ที่เขาเรียกว่า Payments for environmental services (PES) คือถ้าคุณอยากได้ป่าในปริมาณมากขึ้น คุณก็ต้องจ่าย แต่จะจ่ายในรูปแบบไหนอีกเรื่องหนึ่ง 

อย่างเราไปท่องเที่ยว แล้วระบบนิเวศดีเพราะชาวบ้านเขารักษาป่าในที่สูงได้ดี มันก็เป็นการจ่าย หรือจะจ่ายภาษีที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การจ่ายในรูปแบบการแลกเปลี่ยนความช่วยเหลือ มีหลายที่ ที่เขาใช้รูปแบบการแลกเปลี่ยนกันของคนที่สูงกับคนที่ราบในแง่ที่ว่าพอคนไปเที่ยวที่สูงมากขึ้น แล้วมีการสร้างขยะ คนที่สูงก็บอกว่าให้คนที่ราบจัดการขยะให้หน่อย แล้วเขาจะดูแลพื้นที่ข้างบนที่สูง การทำเรื่องเขื่อน (ก็ด้วย) มีชีวิตแบบนี้ก็เกิดขึ้นหลายที่ 

แต่ประเด็นเวลานี้ คือคนที่อยู่ในส่วนกลางหรือชนชั้นกลางไม่อยากจ่าย คุณอยากได้อะไรฟรี ๆ ทั้งที่อยู่ในระบบทุนนิยมไม่มีอะไรฟรี พูดง่าย ๆ คือคนเหล่านี้ ไม่ต้องการการมีส่วนร่วม คุณต้องชดเชยเขา ถ้าคุณจะเอาเขาออกจากป่า คุณก็ต้องชดเชย ไม่ใช่อยู่ดี ๆ จะเอาธรรมชาติคืนฟรี 

ประเด็นการมองธรรมชาติว่ามันได้มาฟรี เพราะมันมีอยู่แล้ว มันไม่มีธรรมชาติไหนที่ฟรี เพราะธรรมชาตินั้น มันต้องมีการปกป้องรักษาดูแลและการจัดการ

บางกลอย หนึ่งในพื้นที่ใจกลางความขัดแย้งเรื่องคนในเขตป่าของไทย (ภาพ : จรัสรวี ไชยธรรม)

4. กรณี“บางกลอย” กับทิศการจัดการของรัฐ

อย่างกรณีที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้ ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่มีความขัดแย้งกับพื้นที่อุทยาน จนนำสู่การย้ายถิ่นฐานของชุมชน อาจารย์มองปรากฎการณ์นี้อย่างไรคะ

ผมศึกษาเรื่องการโครงการจัดย้ายผู้คน (resettlement Program) มา 40 ปี ไม่ว่าจะเป็นจะย้ายคนออกจากพื้นที่สร้างเขื่อนก็ดี พื้นที่อุทยานก็ดี ยังไม่มีโครงการใดสำเร็จเลย ไม่ว่าในประเทศไทยหรือต่างประเทศ 

เพราะในทุกที่ มันมีคนอยู่อยู่แล้ว ดังนั้น การย้ายคนอยู่ที่หนึ่งไปอีกทีหนึ่ง ก็ย่อมขัดแย้งกับคนที่อยู่ก่อน ถ้าไม่มีคนอยู่ ก็เป็นที่ดินที่ทำกินไม่ได้ เพราะที่ทำกินที่ทำกินได้ทุกตารางนิ้วในประเทศไทย มันมีคนรุกไปหมดแล้ว ที่เหลืออยู่ ก็เป็นลูกรังทำกินไม่ได้ ดังนั้น การย้ายคนไปในที่ที่ทำกินไม่ได้ คุณต้องลงทุนมหาศาลเพื่อเปลี่ยนที่นั้นให้ทำกินได้ หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ให้เขาดำรงชีวิตตามวิถีเขาได้ ซึ่งมันก็ต้องการใช้ทุนจำนวนมาก ซึ่งไม่มีใครยอมจ่ายให้คนไร้อำนาจหรอก 

พอบอกว่าจะชดเชย คือการไปสร้างอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ นั่นมันไม่ใช่การลงทุนเพื่อทำให้ทำให้เกิดผืนแผ่นดินสร้างการผลิตและมีประสิทธิผล การที่รัฐเอาคนที่ไร้อำนาจโยนเข้าไปที่นั่นทีที่นี่ที มันไม่มีทางสำเร็จอยู่แล้ว ลองยกตัวอย่างที่ไหนที่ทำสำเร็จบ้าง 

อย่างกรณีการสร้างเขื่อนภูมิพล ก็ย้ายชาวบ้านเขาไปอยู่อีกที่หนึ่ง จนป่านนี้ เขื่อนภูมิพลผลิตไฟฟ้าให้คนจำนวนมากให้คนส่วนใหญ่ในประเทศใช้ แต่คนที่ถูกอพยพย้ายมาก็ยังไม่ได้ไฟฟ้าใช้จนถึงทุกวันนี้ 

เป็นเวลา 50-60 ปีมาแล้ว ที่รัฐไทยทำกับคนไร้อำนาจ แล้วคนที่นั้น ผมก็เล่าให้นักศึกษาฟังตลอด ที่ไหนผมไม่ได้ไปวิจัยผมไม่เห็นเอง ผมไม่กล้าพูดหรอก อันนี้ผมเข้าไป 

ถ้าคุณเป็นคนธรรมดาที่มีชีวิตในเมือง คุณเข้าไปในพื้นที่ที่ชาวบ้านถูกไล่รื้อ คุณแทบจะร้องไห้ อย่างผมนี่แทบร้องไห้เลย มันเป็นการเหมือนกับว่า รัฐจับคนเขาย้ายไปแบบไม่ใยดี แล้วก็บอกว่าเราช่วยแล้วซึ่งทำเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ มันไม่ได้ 

การดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องชุมชนบางกลอยที่รัฐจัดการอยู่ตอนนี้ อาจารย์มีความเห็นอย่างไร

การแก้ปัญหาแบบนี้จะเกิดความขัดแย้งไม่รู้จบ มันเป็นจุดปะทะที่สำคัญของความรู้หลายชุด 

ผมได้ใช้แนวคิดเรื่องของพื้นที่ความรู้ (knowledge Space) ความรู้ของกระแสหลัก มันไปปะทะกับความรู้ชนิดอื่น ๆ แล้วรัฐไทยก็ไม่ได้อ่านงานวิชาการ ว่าเขาเถียงเรื่องพวกนี้ยังไง เวลานี้แม้แต่ในประเทศจีน เขายังทำเรื่อง Co-Management หรือการจัดการร่วมเลย 

จีนเขาปรับตัวได้เร็วนะครับ ขนาดที่ปักกิ่ง ในอดีตปัญหาหมอกควันเหมือนจังหวัดเชียงใหม่ แต่ปัจจุบัน เขาเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้าเกือบหมดแล้ว รถประจำทางไฟฟ้า แท๊กซี่เขาก็ระบบไฟฟ้า มอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า เขาลดหมอกควันได้มาก และนโยบายการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของเขา นำไปสู่การบริหารจัดการ 

เขาใช้แนวทางการจัดการร่วมกันหลายฝ่ายแล้ว ไม่ใช่ให้หน่วยงานใดหนึ่งทำหน้าที่มีอำนาจเดี๋ยว ๆ มีทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ ภาคประชาสังคม คนท้องถิ่น มันต้องหลายฝ่ายร่วมกัน ซึ่งเรียกว่าการจัดการเชิงซ้อน ซึ่งผมก็เอาหลักนี้ใส่ในกฎหมายป่าชุมชนฉบับประชาชน แต่ฉบับที่ผมไปร่วมร่างฯ ไม่ผ่าน มันก็เลยไม่มีมิติเรื่องการจัดการเชิงซ้อน ยังคงเป็นมิติเชิงเดี่ยว 

การจัดการเชิงเดี่ยว โดยให้อำนาจเจ้าหน้าที่หน่วยงานเดียว หรือมีเพียงฝ่ายข้าราชการ หน่วยงานรัฐจัดการให้ตายอย่างไรก็แก้ปัญหาไม่ได้ แถมรักษาป่าไม่ได้ด้วย 

ป่าก็ลดลงไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่ลดลงเพราะคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ทำไร่หมุนเวียนนี้หรอก แต่เพราะการขยายตัวของเกษตรถาวร มันคนละสาเหตุ ดังนั้นการไปโทษเกษตรหมุนเวียนว่าตัวทำลาย ทั้งที่ตัวการสำคัญคือเกษตรถาวร มันเป็นการกลบเกลื่อนปัญหาใหญ่ ๆ ด้วยการพูดถึงปัญหาของคนกลุ่มน้อย ๆ คนเหล่านี้ก็คือคนไร้อำนาจที่ถูกเบียดขับออกจากระบบทุนนิยม โดยใช้การอนุรักษ์เป็นวาทกรรมหลักในการครอบงำ 

กรณีโป่งลึก-บางกลอย จึงเป็นตัวอย่างได้ชัด ของการมีเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ความรุนแรงเชิงอำนาจ ที่เกิดขึ้นในระดับพื้นที่ การใช้แนวคิดอนุรักษ์เชิงเดี่ยวที่ไม่มีคนอยู่ในป่า คือการมองว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่อยู่ได้เอง หรือถ้าจะใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ ก็มองว่าฟรี ไม่ต้องจ่าย แล้วมองว่า คนที่อยู่ในป่าหรือคนที่ไร้อำนาจเป็นพวกคนทำลาย 

วาทกรรมที่ว่า คือการสร้างความจริงขึ้นมา เชื่อโดยที่มันไม่จริงทั้งหมด สิ่งเหล่านี้เป็นตัวที่กำกับวิธีคิดของการพูด ดูได้จากข้าราชการเวลาไปคุยกับชาวบ้าน ด้านหนึ่งคือพูดแค่ปลายเหตุที่เกิดขึ้น ไม่เชื่อมโยงบริบท 

มันถึงมีคำว่า Environmental governmentality เป็นการเอาเรื่องสิ่งแวดล้อม มาควบคุมกำกับวิธีคิดของคุณ ตามที่คุณเชื่อ ซึ่งมันเป็นความเข้าใจผิด

ปัจจุบัน มีชุมชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าทั่วประเทศ ราว 10,000 ป่าชุมชน คิดเป็นพื้นที่ราว 7,870,000 ไร่ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ รวมถึงอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 4,000 ชุมชน (ภาพ : ศิริรุ่ง ศรีสิทธิพิศาลภพ)

5. “คนในเขตป่า” ปัญหาใน“หัว”รัฐ และนโยบายที่ไร้วิชาการรองรับ

ทำไมจึงมีแนวคิด “คนกับป่า” อยู่ร่วมกันไม่ได้ล่ะคะ

ผมทำวิจัยมา 40 ปีแล้ว งบประมาณก็ได้มาจากรัฐบาล กรมป่าไม้ก็เคยให้ผมทำวิจัย แต่ทุกวันนี้ยังไม่ฟังเลย กรมป่าไม้ให้ผมทำวิจัยงบประมาณเป็นล้าน ให้ผมทำงานศึกษาวิจัยเรื่องไร่หมุนเวียน ทำเสร็จแล้วมันก็วางอยู่ที่นั้นแหละ เพราะว่าเขาไม่เข้าใจ เขาไม่มีมุมมองนี้แม้แต่น้อย 

เขาเชื่ออย่างที่ผมบอกคือ 1. ธรรมชาติมันอยู่ได้เอง 2. ถ้าจะใช้มันคือของฟรี เขาไม่เคยคิดเลยว่า ธรรมชาติมันต้องการการบริหารจัดการ ไม่มีธรรมชาติในที่ไหนอยู่ได้ด้วยตนเอง 

ธรรมชาติในกรอบคิดของกรมอุทยาน คือ (กรอบคิด) เมื่อสมัยก่อนยุคน้ำแข็งแล้ว ตอนนี้ Climate Change มันไม่เลือกที่ไหนครับ ขนาดน้ำแข็งขั้วโลกยังละลาย ธรรมชาติมันไม่ได้มีเฉพาะพื้นที่ 

พูดง่าย ๆ ตอนนี้เรามองภาพที่ปลายเหตุ อย่างเวลาเรามองภูเขาหัวโล้น เราก็จะเห็นแค่คนที่อยู่ในภูเขาเป็นสาเหตุการทำลายป่า แต่เราไม่เคยถามเลยว่า ภูเขามันโล้นเพราะอะไร เราจะโทษคนที่อยู่ที่นั้น เราไม่เคยตั้งคำถามว่า นโยบายของภาครัฐผิดพลาดมีไหม 

เช่นว่า ทำไมไม่ให้สิทธิคนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงแต่แรก เพราะการให้สิทธิกับคนบนที่สูง มันจะทำให้เขาหวงแหน ถ้าที่ดินไม่ใช่ของเขา ใครใครก็ใช้แบบอีลุ่ยฉุยแฉก เพราะใช้ของหลวงไง 

ในปี 1970 มีการพูดคุยจัดสัมมนาใหญ่ จนพิมพ์เป็นหนังสือ Farmer in Forrest ทั้งนักวิชาการไทยและนักวิชาการต่างประเทศ ได้สรุปไว้ว่า “ตราบใดที่เราไม่ให้สิทธิคนบนพื้นที่สูง บนพื้นที่สูง ก็จะถูกใช้ทรัพยากรอย่างไม่บันยะบันยัง เพราะไม่มีใครหวงป่า” แล้วเราก็ไม่เคยให้สิทธิมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วเราจะไปโทษอะไรหละ เราต้องโทษนโยบาย 

เพราะนโยบายของเรา บอกว่าบนที่สูงทุกที่เป็นที่ของรัฐ ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ ก็จะมีกฎหมายแบบนี้อยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ปี 2513 หรือ 1970 เขามีสรุปเรื่องนี้แล้ว คนไทยที่พูดก็เป็นระดับปลัดกระทรวงฯ นักวิทยาศาสตร์ นักกฎหมาย หลายสาขาวิชา และท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทย ได้ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่มหาวิทลัยแคมบริดจ์ ซึ่งก็เป็นหลานของพระราชินีในรัชกาลที่ 9 สรุปจากออกมาจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์ว่า “การให้สิทธิ มันจะเป็นแรงจูงใจทำให้ชาวบ้านดูแลรักษาป่า” ซึ่งการให้สิทธิแบบนี้เป็นการให้ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินชดเชยอะไรเลย 

ดังนั้นจะเห็นว่า คนในวงการวิชาการ เขาได้มีการพูดคุยกันแลกเปลี่ยนกันมานาน แต่รัฐนั้นไม่เคยฟังงานทางวิชาการ ใช้ความเชื่อ ใช้ความคิดตัวเองทั้งนั้นในการจัดการปัญหา แล้วล้มเหลว

แต่เวลารัฐพูดถึงเรื่องสิทธิ หรือการให้สิทธิคนบนพื้นที่สูงอยู่ในพื้นที่เปราะบาง รัฐก็จะอ้างเรื่อง “ความมั่นคง” อ้างถึงความเป็นคนอื่น ความไม่ใช่คนไทย อย่างล่าสุด ก็เรียกคนกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ว่า “กะหร่าง” 

แผ่นดินไทยมีคนอยู่หลากหลายชาติพันธุ์มานานแล้ว เรามายึดที่คนอื่น เมื่อก่อนเป็นพื้นที่ของกลุ่มคนมอญ คนขแมร์ ตั้งแต่นครปฐมยันลพบุรี เราก็มาทีหลังทั้งนั้น 

คนไทยพึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 100 ปีที่แล้ว นิยามตอนนั้น ก็มีคนสารพัดคน ข้าราชการที่ออกไปตรวจราชการตั้งแต่เมื่อสมัย 100 ปีที่แล้ว สมัยรัชกาลที่ 5 ค้นพบแล้วว่ามีกลุ่มคน ไม่ว่าจะเป็น กะเหรี่ยง เขมร มอญ ละว้า เต็มไปหมด แถวเมืองกาญจนบุรี เพียงแต่ว่าคำว่า “กะเหรี่ยง” เป็นคำรวม 

ในคำว่ากะเหรี่ยง (Karen) เป็นคำที่อาณานิคมอังกฤษเขาเรียกซึ่งหมายถึง “คนป่า” แต่ในนั้นก็มีกลุ่มคนหลายกลุ่ม เมืองไทยก็มีปกากญอ โพล่ง เยอะแยะ เราไม่เรียกชื่อเขาเราไปเรียกกะเหรี่ยง ใช้คำรวม ๆ มันเหมือนคนป่าซึ่งมีหลายชาติพันธุ์ แต่ไม่ว่าใครจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ 

สิ่งสำคัญคือ เขาเรียกตัวเขาเองว่าอะไร ในทางวิชาการจึงมีคำว่า “อัตลักษณ์” ไม่ใช่แค่คำว่า “เอกลักษณ์” ซึ่งมันต้องถามตัวเขา ว่าเขาเรียกตัวเองว่าอะไร ไม่ใช่คำที่คนอื่นเรียกเขาว่าอะไร 

การเรียกเขา เราจะเรียกยังไงก็ได้ เหมือนที่เรียกชาวเขาว่า “แม้ว” แต่ตัวเขาเองเรียกว่า “ม้ง” คำว่าชาติพันธุ์มันก็แปลว่าคนทั้งนั้น “ม้ง” “ปกาเกอญอ” แปลว่า “คน” แม้แต่คำว่า “ไทย” ก็แปลว่า “คน” 

ดังนั้นที่เราเรียกเขา เราเรียกเขาแบบเขาไม่ใช่คน แต่เราเรียกเขาในนัยยะของ “คนป่า” “คนอื่น” 

แต่ถ้าลองไปถามคนเหล่านั้น เขาเรียกตัวเองว่าไง ในความหมายที่เขาเรียกตนเองนั้น เขาก็นิยามว่า “กูเป็นคน” ตรงกันหมดตามภาษาของ เขาบอกว่าตัวเองคือ “ปกาเกอญอ” ที่คนอื่นเรียกเขาว่ากะเหรี่ยงหรือกะหร่าง คำที่เขาใช้เรียกตัวเขาเองก็คือการบอกว่า “กูเป็นคนเว้ย” เหมือนกัน

อคติของสื่อต่อกรณีการรายงานข่าวบางกลอย เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ได้รับการถกเถียงมากในกรณี “บางกลอย” โดยเฉพาะในหลายเดือนที่ผ่านมา (ภาพ : GreenNews)

6. สื่อ วาทกรรม และการผลิตซ้ำ

การที่สื่อมวลชนใช้คำว่า “กะหร่าง” เรียก “คนกะเหรี่ยง” ของคนในพื้นที่บ้านโป่งลึก-บางกลอย ถือเป็นความรุนแรงไหมคะ

คำว่า “กะหร่าง” “แม้ว” คือเป็นคำที่คนอื่นเรียกพวกเขา ซึ่งจะเรียกยังไงก็ได้ คนจีนเรียกคนม้งทั้งหมดเป็น “แม้ว” เหมือนกัน นักวิชาการหรือใครจะเรียกเขาว่าอะไรก็ได้ แต่คำเหล่านั้น มันมีหรือไม่มีนั้นสำคัญ คือคำที่จะเป็นชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ คนอื่นหรือคนนอกต้องฟัง ว่าเขาเรียกกลุ่มตัวเขาเองว่าอะไร ไม่ใช่เอาตามที่คนอื่นเรียก 

การใช้คำที่คนอื่นนิยามให้พวกเขานั้น ถือเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้าง เป็นความคิดในเชิงครอบงำ เพราะคนที่ทำสื่อ มีอำนาจในการสื่อสาร สิ่งที่เราเขียนหรือพูดออกไป ทำให้เกิดการรับรู้ของคนจำนวนมาก ถามว่าชาวบ้านที่เราไปเรียกเขาเหล่านั้น เขาจะเข้าถึงสื่อได้แค่ไหน ไม่มีทางที่เขาจะอธิบายได้ เขาไม่มีสิทธิเข้ามาพูดหรืออธิบายความเป็นเขา 

การสื่อสารฝ่ายเดียว คือการสร้างวาทกรรมของรัฐ หรือการครอบงำเชิงอำนาจ เพื่อทำให้คนเหล่านั้นมีภาพตามที่รัฐมอง

เรามักจะได้ยินได้ฟังผ่านสื่อบ่อย ๆ ทำนองว่า “กะเหรี่ยงเผาป่า” “กะเหรี่ยงทำลายสิ่งแวดล้อม” “ไร่หมุนเวียน ก็แค่ข้ออ้างหนึ่งในการบุกรุกป่าของคนชาติพันธุ์” หรือ “กลุ่มคนพวกนี้ มีอภิสิทธิ์มากกว่าคนในเมืองในการใช้สอยที่ดินทำกิน” อาจารย์คิดยังไงกับประเด็น “คนไทยพร้อมที่จะเชื่อว่า กลุ่มชาติพันธุ์อย่างกะเหรี่ยงมีวิถี “ทำลายป่า” อย่างบางกลอยชัดเจนมากเรื่องทัศนคติที่ขัดแย้งของคน 2 ฝั่ง

มันเป็นการมโนเองของคนชั้นกลาง คนที่วิพากษ์วิจารณ์ชาวบ้าน เคยเข้าไปศึกษาหรือทำวิจัยไหม หรือลงไปพื้นที่จริงหรือไม่ ผมในฐานะนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องเหล่านี้กว่า 40 ปี ลงพื้นที่หลายพื้นที่ในภาคเหนือ ไม่มีหรอกนะครับ พื้นที่ที่ชาวบ้านมาบุกรุกอยู่ฟรีอย่างสบาย 

แต่การเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ในป่า มันคือข้อเท็จจริงหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า ทุนไปเริ่มครอบงำวิถีชีวิตเขาแล้ว ชาวบ้านเริ่มทำเกษตรในระบบการผลิตแบบพันธสัญญา (contract farming) แต่ส่วนใหญ่ บางพื้นที่เขาทำวนเกษตร ก็ทำเพื่อตัวเขาเอง ซึ่งไม่มีลักษณะอย่างนั้น ดังนั้น สภาพที่คนมองเข้าไปในชุมชนที่อยู่ในป่า มันเอาเรื่องในพื้นที่หนึ่งไปสับสน ไปซ้อนกับอีกพื้นที่หนึ่ง ไม่ได้แยกแยะแต่ละบริบท 

การจะมองปรากฏการณ์จากมุมที่สูง มันต้องแยกแยะ ที่ผมศึกษาเรื่องไร่หมุนเวียน ผมได้แยกให้เห็นชัด ว่าไร่หมุนเวียนที่อยู่ได้ มันต้องอยู่บริเวณพื้นที่สูง และรอบหมุนเวียนต้อง 7-8 ปีขึ้นไป แต่รัฐบาลไปบีบให้เขาเหลือรอบต่ำกว่า 3 ปี ซึ่งต่ำกว่า 3 ปี มันหมุนไม่ได้ แล้วสิ่งนี้ทำให้ระบบมันล่มสลาย มันก็จะกลายเป็นระบบเกษตรถาวร เกษตรถาวรเท่านั้น ที่ทำลายพื้นที่สูงในปัจจุบันนี้ 

คุณต้องถามว่าใครได้ประโยชน์จากเกษตรถาวร เช่น การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พันธุ์ไม้เมืองหนาว ผักที่ชนชั้นกลางชอบบริโภค ถามว่าใครได้ประโยชน์จากระบบเกษตรถาวรแบบนี้ ก็เป็นระบบธุรกิจอาหารขนาดใหญ่ ผู้บริโภคที่อยู่ในเมือง 

ต้นตอคือรัฐและทุน เข้ามาสนับสนุนให้เกิดเกษตรถาวรกับคนในพื้นที่สูงในพื้นที่ป่า แล้วที่สุด คนเหล่านี้ก็มาดูถูกการเกษตรหมุนเวียน เพราะอะไร เพราะพวกเขาไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย จากระบบเกษตรที่ชาวบ้านพึ่งตนเอง ก็เลยกล่าวหา ว่าเป็นรูปแบบการเกษตรที่ทำลาย ทั้งที่การทำเกษตรถาวรนั้น เป็นรูปแบบเกษตรที่ทำลายผืนดินและทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรง 

สิ่งนี้สะท้อนเลย ว่าคนได้ประโยชน์ ก็เลือกที่จะพูดหรือคิดตามที่ตนเองได้ประโยชน์ แล้วก็โยนบาปให้คนอื่น  เพราะมันง่ายมากที่เราจะโทษเหยื่อ (Blame the victim) มันง่ายมาก ที่จะสร้างคำอธิบายเรื่องคนอยู่ในป่า ทำลายป่า โดยไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลสนับสนุนที่ชี้ชัดยืนยัน ซึ่งต้องเป็นข้อมูลที่ไม่ตีขลุมเหมารวม 

การอธิบายโดยไม่ใช้ข้อมูลรอบด้าน และการตีขลุม จะทำให้เกิดวาทกรรม ซึ่งคนไทยตกอยู่ภายใต้การครอบงำวิธีคิดเรื่องการอนุรักษ์ป่าแบบนี้ สื่อกระแสหลักก็ตีแผ่ข้อมูลเหล่านี้ โดยไม่ได้ศึกษาเอง หรือถามปัญหา งานวิชาการมีมากมายให้ศึกษา ก็ไม่นำเสนอ 

นักวิชาการหรืองานวิชาการไม่สามารถพูดรวม ๆ ได้ คุณต้องบอกว่า ตรงไหน ที่ไหน อย่างไรให้ได้ ไม่ใช่พูดคำว่าทำลายแบบลอย ๆ โดยไม่อธิบายความซับซ้อนเชิงพื้นที่นั้น ๆ 

วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า ซึ่งมีวิถีชีวิตที่พึ่งพิงธรรมชาติมาอย่างยาวนาน และอยู่ร่วมกับนธรรมชาติอย่างพิ่งพากัน (ภาพ : ศิริรุ่ง ศรีสิทธิพิศาลภพ)

7. วนศาสตร์ ไร่เลื่อนลอย และ Dark Green

ล่าสุด กรณีบ้านโป่งลึก-บางกลอย สถาบันการศึกษาอย่างคณะวนศาสตร์ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า ถ้าชาวบ้านกลับไปพื้นที่และทำวิถีการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนนั้น คณะฯ ก็กังวลเรื่องผลกระทบกับพื้นที่ป่าและสิ่งแวดล้อม อาจารย์มองว่าอย่างไรคะ

เขาเอาข้อมูลที่ไหนมาพูด เรื่องความเสียหายจากระบบไร่หมุนเวียน ไม่มีระบบไร่หมุนเวียนไหน ที่สร้างผลกระทบนะครับ ระบบที่กระทบ คือระบบการทำเกษตรแบบไร่ถาวร 

คือเวลาพูดเรื่องนี้ เราไม่เข้าใจว่า เขาไม่เอางานวิชาการมาทำความเข้าใจ หรือเขาแกล้งไม่เข้าใจ เวลาเราพูดปัญหาพื้นที่ไหน เราต้องพูดตามบริบทพื้นที่นั้น ๆ ระบบนิเวศพื้นที่นั้น ๆ พูดลอย ๆ ไม่ได้ 

อย่างระบบไร่หมุนเวียนไม่มีที่ไหน ที่เมื่อได้หมุนเวียนครบรอบแล้ว 8-9 ปี จะเกิดผลกระทบ ไร่หมุนเวียนมันเกี่ยวข้องกับรอบในการหมุนเวียน ถ้าเราไปกดดันบีบให้วิถีการเกษตรลดจำนวนรอบ มันก็เท่ากับไปทำลายระบบ แล้วเราก็ไปบอกว่า ไร่หมุนเวียนนั้นทำลาย แน่นอนว่าต้องทำลาย เพราะไปลดเวลาในการหมุนเวียน ตัวเขาเองเขามีระบบของเขา เมื่อเราไปดัดแปลงกดดันให้ระบบเพี้ยนไปจากเดิม มันก็ต้องเสียระบบแน่นอน 

ผมไม่ได้บอกว่าระบบไร่หมุนเวียนมันดีเลิศที่สุด ไม่ใช่ แต่มันต้องมีเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้เขาอยู่ได้ แล้วอย่าพึ่งไปพูดแบบนั้น เพราะเกษตรแบบถาวรนั้น พึ่งมีมาเพียง 10,000 ปี แต่ระบบไร่หมุนเวียนมันมีมาก่อนหน้านั้น  แล้วเดี๋ยวนี้ คนในโลกทั้งหมด 7 พันล้านคน มีถึง 8 ร้อยล้านคนยังใช้ระบบไร่หมุนเวียนอยู่ ก็แปลว่าระบบนี้ไม่ใช่ระบบที่เลวทั้งหมด ถ้าเลว แล้วคน 8 ร้อยล้านคนจะทำหรือ? 

ระบบนี้เหมาะกับระบบนิเวศน์บางอย่าง ก็คือบนที่สูง เราต้องพูดถึงระบบนิเวศน์ ระบบบางอย่างมันเหมาะกับระบบนิเวศน์บางอย่าง ให้เขาไปทำระบบหมุนเวียนในป่าอเมริกาก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าเป็นป่าฝนเขตร้อนอย่างบนเกาะบอเนียว ประเทศอินโดนีเซีย (พื้นที่ป่าฝนเขตร้อน) ที่ไหนเขาก็ทำแบบนี้ทั้งนั้น คือพูดแบบไร้บริบท ไม่เอาระบบนิเวศน์มาประกอบ การเหมารวมไปเรื่อย มันรับฟังไม่ได้ การจะรับฟังได้ คุณต้องมีหลักฐานทางวิชาการมาสนับสนุน วนศาสตร์ศึกษาแต่ป่า ไม่ได้ศึกษาระบบเกษตร ถ้าไม่มีระบบเกษตรในป่าได้แล้วมันจะมีคำนี้ทำไม “วนเกษตร” 

ระบบเกษตรที่มันอยู่ด้วยกันและยั่งยืนก็คือระบบที่เราต้องศึกษา ยกตัวอย่าง ระบบป่าเมี่ยง เขาไม่เรียกสวน เพราะมันคือการทำเกษตรในป่าเมี่ยง พวกปกาเกอญอในภาคเหนือเขาจะมีป่าเมี่ยง ซึ่งมันเป็นพื้นที่ค่อนข้างจะยั่งยืนมาก และเดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นที่ท่องเที่ยว หลายหมู่บ้านที่มีป่าเมี่ยง กลายเป็น ECO-TOURISM แล้วมหาวิทยาลัยมหิดลก็ไปศึกษาด้วย พบว่าพื้นที่นั้นมีอากาศดีที่สุด มีโอโซนดีที่สุด ดีกว่าในทะเล ทำไมชาวบ้านเขาทำได้หละ

“พูดง่าย ๆ การทำเกษตรมันอยู่ได้ในป่า แต่มันจะอยู่แบบไหนในระบบนิเวศ อย่างป่า มันก็มีระบบเกษตรที่เรียกว่า “วนเกษตร” ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น ในอินโดนีเซียก็รักษาระบบเกษตรนี้ไว้เพื่อปลูกเครื่องเทศ ในภาคเหนือก็มีหลายที่ 

อย่างจังหวัดน่านก็เริ่มมีการปลูกมะแขว่น ซึ่งเอามาเป็นเครื่องเทศ ใครไปจังหวัดน่าน ไม่ไปกินไก่ทอดมะแขว่นก็ไม่รู้เรื่องแล้ว แล้วมะแขว่นจะปลูกขึ้นได้ในพื้นที่สูง ถ้าชาวบ้านไม่รักษาป่าไว้ให้ดี มะแขว่นมันก็ไม่ขึ้น  

อีกต้นคือลูกต๋าว ต้นตาวจะขึ้นได้เฉพาะในป่าที่สมบูรณ์มาก ชาวบ้านเขาก็จะรักษาให้มีต๋าว ต๋าวปีหนึ่งเก็บผลผลิตได้รายได้ทีหนึ่ง ดีกว่าไปนั่งปลูกผัก คุณต้องมองให้เห็นระบบนิเวศน์ให้เห็นการเกษตรที่ดีต่อป่าและคนให้ได้

ในมุมมองของอาจารย์ ปรากฎการณ์กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนโป่งลึก-บางกลอยสะท้อนให้เห็นอะไรบ้าง 

พื้นที่นี้มันเป็นพื้นที่เฉพาะ เพราะมันอยู่ในเขตที่เรียกว่าพวก Dark Green หรือพวกอนุรักษ์เขียวเข้ม ซึ่งมีอิทธิพลมาก พวกมูลนิธิสืบนาคะเสถียร พวกชนชั้นกลาง เหมือนกับเป็นพื้นที่หัวใจของเขา เขารักษามาตั้งแต่แถวผืนป่าตะวันตกเขตทุ่งใหญ่นเรศวร รักษามาก่อน ใครแตะต้องไม่ได้ 

แต่การอนุรักษ์มันมีหลายแบบ การอนุรักษ์แบบที่ให้กรมอุทยานดูแล ไม่ได้แปลว่าเขาจะรักษาไว้ได้ เพราะทุกวันนี้ ป่าก็ถูกบุกรุก ที่เกิด 14 ตุลาฯ 16 เพราะอะไร เพราะทหารไปล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่นเรศวร มีนายทุนใหญ่เข้าไปล่าสัตว์ มันไม่เคยมีงานไหนบอกว่า พอกรมอุทยานอยู่ในพื้นที่แล้วการอนุรักษ์ไม่มีช่องโหว่ โหว่แล้วโหว่อีก แต่พอคดีแบบนี้ ก็งุบงิบปิดเงียบ 

คนที่มีอำนาจทำ กระแสต่อต้านก็จะเบาบาง แต่พอคนไร้อำนาจออกมาหน่อยนึง ก็ประโคมอัดเอาชาวบ้านเป็นตัวร้าย ดังนั้น พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ใช้อำนาจการอนุรักษ์มาตั้งแต่เริ่มต้น มันมีชนชั้นกลาง หรือมูลนิธิสายเขียวจัดทำเรื่องนี้ มันก็ดีในบางเรื่องไม่ใช่ไม่ดีเลย 

เขาเรียกว่าภาคประชาสังคมที่อนุรักษ์สุดขีดสุดขั้ว มันเป็นกระแสที่เยอะมากในกรุงเทพฯ พวกนี้ไม่เคยเข้าใจคนอื่น แต่จะสร้างภาพลักษณ์ว่าตนเองเป็นคนอนุรักษ์ธรรมชาติ อีกภาพหนึ่ง คืออะไรที่อยู่ในป่าในพื้นที่สูงได้ประโยชน์ก็จะรักษาไว้ เอาสองทาง 

ภาคเหนือก็มีมูลนิธิธรรมนาถ ที่ไปล้อมรั้วหรือมีความขัดแย้งกับกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ดังนั้น ชุมชนโป่งลึก-บางกลอยเป็นแค่เสี่ยวเดียวของปัญหาเรื่องการไล่ที่ที่เกิดในประเทศไทย นิดเดียวเท่านั้น ถ้าเทียบขนาดพื้นที่ครัวเรือน ก็เล็กกว่าของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่โดนกระทำมาก ชาวม้งบ้านป่ากล้วย ในเขตอุทยานแห่งชาติ ออบหลวง อ. จอมทอง จ. เชียงใหม่ ที่มูลนิธิธรรมนาถไปล้อมรั้วไม่ให้เขาปลูกป่า 

อีกที่หนึ่งคือที่จังหวัดน่าน ที่ไปตัดไร่ลิ้นจี่เขาเลย แต่คนม้งแตกต่างจากคนปกาเกอญอ เขามีเครือข่ายทั่วโลก เขาใช้ออกสื่อ social media แปปเดียว ระดมทุนมาจนเกิดการตั้งคำถาม เวลาที่เจ้าหน้าที่มาตัดมาไล่ ทำไมไล่เฉพาะของคนชาวเขา ของคนพื้นราบไม่ไล่ เพราะลิ้นจี่ใครก็ปลูกแต่เลือกตัด(ของม้ง) 

มันเป็นการลูบหน้าปะจมูก ไม่ใช่การอนุรักษ์จริง เป็นปัญหาความขัดแย้งกับชาติพันธุ์ที่ยาวนาน

อาจารย์มองว่า ทำไมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่สูงกับกลุ่ม Dark Green ไปด้วยกันไม่ได้คะ

ไม่ได้ เพราะ Dark Green มีลักษณะเป็นชาตินิยมจัด (Nationaliste) ขวาจัด ไม่มีใจเสรี ไม่เปิดรับความแตกต่าง ในขณะที่โลกนั้น กำลังอยู่ในความแตกต่างทางชาติพันธุ์มหาศาล จริง ๆ กลุ่มเหล่านี้ เป็นคนเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งเท่านั้น 

ผมบรรยายให้สถาบันพระปกเกล้ามาไม่รู้กี่ปีแล้ว ในเรื่องสังคมพหุวัฒนธรรมเพื่อสังคมที่สันติสุข ทั้ง ๆ ที่มีการอบรมผู้บริหารระดับสูง ก็ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดได้ในเรื่องเกี่ยวข้อง จัดมาต่อเนื่องหลายปี และทุกปี ผมต้องไปพูดเรื่องนี้ ก็ยังไปไม่ถึงไหน 

เวลาที่พูดเรื่องเหล่านี้ ก็จะมีพวก Dark Green ขึ้นมากล่าวหา และคนเหล่านี้ก็พวกชาตินิยมทั้งนั้น เขานึกว่าเขาเป็นคนไทย และในประเทศไทยมีคนไทยอยู่กลุ่มเดียว ถ้าย้อนกลับไป ไม่มีใครบอกได้แน่ว่าตัวเองเป็นไทยแท้สักคน 

ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาใหญ่ เกี่ยวข้องกับการผลิตความรู้ของระบบการศึกษาไทย ทุกคนอยากเข้ามหาวิทยาลัย แต่ไม่ให้ความสำคัญกับความรู้งานวิจัย เอาแต่ต้องการใบปริญญา คุณค่าของงานวิชาการในระบบการศึกษา ให้ความสำคัญแต่เพียงว่าเป็นใบเบิกทางไปทำงานเท่านั้นเอง ไม่ได้สนใจกับความรู้อย่างแท้จริง 

สังคมไทยเป็นสังคมที่อยู่ภายใต้อำนาจนิยมมานาน เป็นเผด็จการไม่เปิดกว้างในการรับฟังกับความเห็นแตกต่าง อย่างบางกลอย มันเป็นจุดบอดที่ส่งผลกระทบกับกรณีเล็ก ๆ ที่สะท้อนความเน่าเฟะของระบบการเมืองของเรา 

คนรุ่นใหม่ก็พยายามต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อไป แต่เราไม่ได้ทำเรื่องพื้นฐานตรงนี้ด้วย อันที่จริง เรื่องบางกลอยกับเรื่องการเมือง คือเรื่องเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างคนกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจกับกลุ่มชาติพันธุ์ก็จะมีต่อไป 

ประเทศไหนที่เป็นประชาธิปไตยก็จะไม่เป็นแบบนี้ อย่างกรณีการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องจ่ายเงินชดเชยให้เขาเป็นร้อยล้านดอลล่าห์ และยังมีการเรียกร้องต่าง ๆ มากมายเรื่องสิทธิมนุษยชน สื่อต่าง ๆ ก็พร้อมจะเอาเรื่องเหล่านี้มาขย่มคนส่วนใหญ่ 

แต่สื่อของเมืองไทยทำอะไร ไปรับข่าวแจกมา ไม่กล้าพูดอะไรที่เป็นเรื่องประชาธิปไตย เสรีภาพ หรือความเป็นอิสระภาพ แม้แต่การพูดเรื่องความแตกต่างของกลุ่มชาติพันธุ์ ก็อ้อมแอ้มพูดไป มีส่วนได้ส่วนเสียกับกลุ่มที่สนับสนุนสื่อทั้งนั้น

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หนึ่งในพืชที่รัฐส่งเสริมให้มีการปลูก ตัวการสำคัญทำลายป่าไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สิ่งที่คนเมืองเชื่อมโยงไม่ถึงจานอาหารตัวเอง (ภาพ : ศิริรุ่ง ศรีสิทธิพิศาลภพ)

8. “คนเมือง” การชี้นิ้วโทษคนอื่น และการไม่เห็นความเชื่อมโยง

จะทำอย่างไรให้คนส่วนใหญ่เชื่อว่า สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ยังไงก็ต้องมีคนจัดการ จนเกิดแนวคิด “คนกับป่าอยู่ด้วยกันได้” 

คนส่วนใหญ่จะมองเห็นปรากฏการณ์เท่าที่ตัวเองเห็น เรียกว่า “เห็นเท่าที่เห็น” แต่สิ่งที่เราเห็น สาเหตุมันมาจากโครงสร้างมหาศาล มันโยงใยเกี่ยวพันกับระบบการเมืองและระบบเศรษฐกิจของโลก 

เอาง่าย ๆ ถ้าตอนนี้เราไม่ให้ความสำคัญกับการกินเนื้อมาก ไม่ว่าจะเนื้อไก่ เนื้อหมู ฯลฯ มันก็ไม่ต้องมีการปลูกข้าวโพดมาก เพราะข้าวโพดเป็นส่วนหนึ่งของอาหารสัตว์ ดังนั้น เราก็ต้องโทษตัวเราเองและบริษัทที่มันขายหรือว่าผูกขาดเรื่องอาหารสัตว์ มันเป็นตัวกำหนด ตัวการสำคัญเลย ที่ทำให้เกิดการใช้ป่าเพื่อการเกษตรแบบถาวร อันนี้เรามองไม่เห็น

เวลาเรามองปัญหาที่เกิดขึ้นบนภูเขา เพราะมันเป็นเรื่องที่ห่างจากตัวเรา และเราก็ปกป้องประโยชน์ของตัวเราเอง แต่ถ้าโทษคนอื่นมันโทษง่าย เรามองเห็นคนไร้อำนาจ คนชายขอบเป็นคนอื่น เราก็จะโทษเขาเพื่อไม่โทษตัวเอง จริง ๆ แล้วมันต้องโทษนโยบายของเรา ว่าเราส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ไปทำไม และการค้าสัตว์ขนาดใหญ่เป็นสินค้าสำคัญในการส่งออก เห็นไหมว่าปัญหาเรื่องนี้มันมีความพัวพันและซับซ้อน 

ไอ้ความโยงใยของเศรษฐกิจที่ว่านี้ มันเห็นยากกว่า มันยากกว่าการมองแค่พื้นที่คนกับป่า การพูดคำว่า “เขาหัวโล้น” มันพูดง่าย แต่เราไม่เคยตั้งคำถาม ว่ามันโล้นทำไม โล้นเพราะนโยบาย หรือโล้นเพราะการเปลี่ยนแปลงการบริโภคของคนในชาติรึเปล่า หรือโล้นเพราะระบบเศรษฐกิจยังไง 

เอาง่าย ๆ แค่เรื่องพืชที่ปลูกตอนนี้ เป็นพืชอาหารทั้งนั้น เป็นผักพืชฤดูหนาว ไม่ก็พืชอาหารสัตว์ ที่เป็นเกษตรถาวรทั้งหลาย แค่นี้ ใครก็อยากจะกินพืชฤดูหนาวบนพื้นที่สูง ผักสลัด ฯลฯ 

ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ (ภาพ : Anan Ganjanapan FC)

9. “การเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม-สิ่งแวดล้อม” วิกฤตชาติพันธุ์ และทางออก

อาจารย์กำลังบอกว่า เวลาที่เราพูดเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่สามารถพูดแยกออกจากการเมือง เศรษฐกิจ หรือโครงสร้างในสังคมได้ ใช่ไหมคะ

อันนี้เขาถึงเรียกว่าเป็นนิเวศน์วิทยาการเมือง ต้องใช้วิธีการมองหรือ approach เพื่อชี้ให้เห็น นิเวศวิทยา การเมืองและเศรษฐกิจ มันเป็นเรื่องเดียวกัน 

แต่เวลานี้ เราเลือกเอานิเวศออกมาอันเดียว เศรษฐกิจไปอีกทาง และมันทำให้ง่ายต่อการกล่าวโทษคนที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศน์ที่มันมีความเปราะบางเหล่านี้ เช่น กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง พื้นที่อุทยาน ฯลฯ ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบนิเวศน์ที่เขาต้องการอนุรักษ์ไว้มันเสียหาย 

แต่คนนอกพื้นที่ไม่ได้มองตัวเขาเอง ว่าเขาเป็นผู้บริโภคที่สนับสนุนให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะคนไปซื้อของจากซุปเปอร์มาร์เก็ต จะไปสนใจอะไรกับคนที่ผลิตอยู่ในป่า ว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร เขาไม่เคยตั้งคำถามที่มาของอาหาร ว่าแต่ละอย่างมันมาได้อย่างไร หมู เห็ด เป็ด ไก่ ผักผลไม้ต่าง ๆ มาจากไหน มาเพราะอะไร มาได้อย่างไร เคยตั้งคำถามไหม 

เราต้องมองปัญหาอย่างเชื่อมโยงทั้งระบบ ไม่ใช่จี้แค่ปรากฏการณ์เพียงบางจุด แล้วพอไปจี้ปรากฏการณ์บางจุด  ก็ขาดการอธิบายเงื่อนไขและบริบทของปัญหา บางทีเอาปัญหาที่เกิดขึ้นในอีกพื้นที่หนึ่ง มาสับสนกับอีกทีหนึ่ง  อย่างกรณีชุมชนโป่งลึก-บางกลอยที่เกิดขึ้น บางทีก็ไปเอาภาพเขาหัวโล้นที่น่าน หรือการตัดไม้ในพื้นที่อื่น มาอธิบายในข่าวให้คนสับสน มันคนละพื้นที่ มันคนละเรื่อง น่านเขาหัวโล้นเพราะปลูกข้าวโพด แล้วข้าวโพดปลูกให้ใคร ก็บริษัทที่เลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่และผูกขาด แต่คุณมาเสนอเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งหมดสร้างความเข้าใจผิด

ระบบการเมืองไทย มันเกี่ยวข้องไหมคะเรื่องความรุนแรงทางชาติพันธุ์ หรือเรื่องสังคมพหุวัฒนธรรม ที่รู้สึกสถานการณ์จะแย่ลงในขณะนี้

แน่นอนมันคือเรื่องเดียวกัน ตราบใดที่ยังไม่มีประชาธิปไตยที่เต็มที่ สื่อก็อยู่ภายใต้การครอบงำความคิดของข้าราชการ นักการเมือง แม้แต่นักวิชาการก็อยู่ภายใต้แนวคิดแบบอำนาจนิยม เป็นการพยายามที่จะใช้อำนาจในการแก้ไขปัญหา มันเป็นอำนาจนิยมทั้งระบบเศรษฐกิจการเมืองนะครับ 

เขาไม่คำนึงถึงอำนาจความรู้ว่าเป็นอย่างไร อำนาจของคนที่มีความรู้ต่างชุดเป็นอย่างไร ไม่ได้หมายความว่าความรู้ของคนปกาเกอญอ คนโพล่ง คนม้ง คนอื่น ๆ เขาก็มีชุดความรู้ของเขา แต่มันไม่ใช่ชุดความรู้ที่มีอยู่แต่ในมหาวิทยาลัย ถ้าตราบใดเราผูกขาดความรู้ไว้ในห้องเรียนหรือแค่มหาวิทยาลัย ก็จะเกิดปัญหาแบบนี้ตลอด 

เรื่องพวกนี้มันคือการผูกขาดอำนาจ มันคืออำนาจนิยม เพราะถ้ามีเสรีภาพทางการเมือง ก็จะมีเสรีภาพทางความรู้ เราก็จะยอมรับความรู้ที่แตกต่างแล้วบอกกันได้ อันนี้ไม่ได้มองคนว่ามีความรู้อะไร มองแต่ว่าคนป่าคนดอย ตั้งหน้าตั้งตาจะตัดไม้ทำลายป่าอย่างเดียว ถ้าเขาไม่มีความรู้ เขาจะอยู่ในป่ารอดมาถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร แต่เราไม่ยอมรับความรู้ของเขาเท่านั้นเอง มันเลยทำให้อำนาจครอบงำเป็นวาทกรรมต่าง ๆ 

และสื่อส่วนใหญ่ก็คล้าย ๆ ฟังแต่วาทกรรมที่มันสามารถสื่อสารได้ง่าย จะโยงไปเรื่องนิเวศวิทยากับการเมืองไปไม่ได้ อย่างสหรัฐอเมริกา ที่เขาทำสารคดีผลกระทบที่ทำ documentary มากมาย ก็ไม่เห็นมาดู สารคดีเหล่านี้ทำให้เห็นห่วงโซ่ที่มาที่ไปตั้งแต่การเมืองระบบอุตสาหกรรมต่าง ๆ มันเกี่ยวข้องกับคนในชุมชนในพื้นที่อย่างไร 

ผมเจอเรื่องการไล่ที่กลุ่มชาวบ้านในป่ามาตลอดชีวิตในการมาทำงานวิชาการกว่า 40 ปี เมื่อก่อนนี้ เชียงใหม่ บนดอยอินทนนท์ ก็ขับไล่ชาวม้งออกมา เราก็จัดสัมมนาที่ ม.เชียงใหม่ ชาวม้งถามคำเดียวว่า “ถ้าเขาออกมา แล้วใครรับผิดชอบชีวิตเขา” ผมสะอึกเลย เขาออกมาได้แล้วใครรับผิดชอบ เขาจะทำอะไร อยู่ยังไง ถ้าคุณรับผิดชอบชีวิตเขาได้ เขาก็ออก รัฐบาลจ่ายเงินเดือนให้เขาอยู่ไหมล่ะ เราต้องฟังคำของเขาพูด “ถ้าเรารับผิดชอบเขาไม่ได้ อย่าไปเปลี่ยนชีวิตเขา” นี่คือคำสำคัญเลย 

ทั้งหมดนี้ รากเหง้ามันอยู่ที่ความเป็นชาตินิยม และการที่ไม่มีความคิดแบบเสรีประชาธิปไตย สองสิ่งนี้มันกำกับวิธีคิด ทำให้เขามองไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตา ดังนั้น เหล่านี้จึงเป็นอุดมการณ์ฝังลึกมาก สิ่งเหล่านี้ คือรูปธรรมการสนับสนุนระบอบการเมืองแบบประยุทธิ์ ทำให้การเมืองแบบนี้ยังอยู่ได้สบาย ๆ 

สุดท้าย อาจารย์อยากฝากอะไร หรือมีข้อเสนออย่างใรกับคนในสังคม หากจะมองเรื่องการแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนกับป่า หรือประเด็นสิ่งแวดล้อม ที่เกี่ยวข้องกับคนไร้อำนาจหรือคนชายขอบในประเทศไทยคะ

ข้อ 1 ต้องยอมรับความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ต้องยอมรับว่าเราเป็นสังคมที่หลากหลายทางชาติพันธุ์ และมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย เรียกว่า Multicultural society ทุกวันนี้ เราเป็นสังคมที่ไร้พรมแดน สังคมโลกาภิวัฒน์ การสื่อสารถึงกันหมดได้รวดเร็วแล้ว ดังนั้นโลกปัจจุบันต้องเป็นโลกที่ต้องยอมรับความแตกต่างหลากหลายเพราะว่าการสื่อสารมันรวดเร็วมาก คุณปิดกั้นความหลากหลายไม่ได้ คุณต้องเปิดพื้นที่เท่านั้น

ข้อ 2. ข้าราชการหน่วยงานรัฐต้องเปิดกว้าง รับฟังวิธีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีความรู้หลายชุดมาช่วยแก้ปัญหา มันเริ่มจากการเข้าใจ ยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม ต้องมีการยอมรับชุดความรู้ที่มีความแตกต่างกัน ความรู้ที่แตกต่างเหล่านี้ จะใช้ได้หรือไม่ได้มันขึ้นอยู่กับบริบท อย่างเอาคนเมืองไปปล่อยป่าก็ตาย คนที่จะอยู่ได้ในป่าต้องมีความรู้ ดังนั้น มันต้องยอมรับชุดความรู้ของเขา 

การดูแลผืนป่ารักษาสิ่งแวดล้อมต้องเปิดรับความรู้อื่น ๆ ที่จะช่วยให้เกิดการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างมีส่วนร่วม สิ่งนี้ไม่สามารถทำได้ด้วยอาศัยกลุ่มคนเดียวหรือหน่วยงานเดียว แต่ต้องเป็นการร่วมมือกันหลายฝ่าย การจัดการแบบผูกขาดไม่มีทางทำได้ การจะรักษาทรัพยากรต้องใช้ทุนมหาศาล เกินกว่าที่รัฐใดรัฐหนึ่งจะดูแลได้ลำพัง 

นัยยะก็คือว่า ทรัพยากรเป็นของส่วนรวม ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามรวม ถึงภูมิอากาศ ใต้ดิน บนดิน ต้องการการมีส่วนร่วมมหาศาล ตราบใดที่ทำอยู่กลุ่มเดียว ไม่มีทาง 

ตอนนี้เรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ไม่มีทางที่ใครจะทำได้คนเดียว กลุ่มเดียว อย่างไฟป่าที่เกิดขึ้น จะมองแต่บริบทประเทศไทยไม่ได้ มันมาจากประเทศเพื่อนบ้านรอบบ้านเลย การแก้ปัญหาเหล่านี้ต้องใช้ความร่วมมือ แล้วถ้าคุณไม่เข้าใจการแก้ปัญหาด้วยการร่วมมือ ก็ไม่รู้จะว่าอะไร  ปัญหาหมอกควันก็ดมกันไปเรื่อย ๆ เพราะสาเหตุมันไม่สามารถแก้ได้เฉพาะจุดเฉพาะกลุ่มคน 

ข้อที่ 3 ต้องมองว่า การมีธรรมชาติมีสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ทุกคนต้องจ่าย โดยเฉพาะกลุ่มคนในเมืองที่ได้ประโยชน์จากการอนุรักษ์ ไม่ใช่การผลักให้คนกลุ่มหนึ่งต้องรักษา แต่กลุ่มบางกลุ่ม อยากใช้ชีวิตแบบทำลายทรัพยากรธรรมชาติ แต่คำนึงว่าตนเองควรสนับสนุนแนวทางการอนุรักษ์ที่จะได้ใช้ธรรมชาติแบบฟรี คุณอยากได้สิ่งแวดล้อมดี ๆ คุณต้องจ่ายด้วย เช่น เสียภาษีมากขึ้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คนชายขอบทำหน้าที่รักษาป่า จ่ายไหม เขาจะได้ไม่สร้างแรงกดดันจากป่า การที่เขาจะลดแรงกดดันจากป่า มันต้องจ่าย เพื่อให้เขามีทางเลือกในอาชีพอื่น ๆ ไม่ใช่ไปบอกว่าห้ามตัดไม้ ห้ามทำไร่บนป่า แล้วมีทางเลือกอะไรให้เขา พูดเอาแต่ได้