บางกลอย .. ในมุมที่อยากชวนให้คุณมอง

ภาพล่าสุด จากพื้นที่ที่ “ร้อนจัด” ทั้งในเชิงประเด็นและการเคลื่อนไหว .. “บางกลอย”

ผ่าน 13 ภาพ พร้อม 13 มุมมอง .. จากหนึ่งในนักข่าว GreenNews

เชื่อว่า .. หลายมุม อาจเป็นมุมที่คุณยังไม่เคยลองมอง จริงจัง1

 

ภาพ / คำ : จรัสรวี ไชยธรรม

 

1.ข้าวเปล่า แดดเช้า

 
อ้ำ! .. ข้าวคำสุดท้ายจากชามถูกส่งเข้าปากเด็กน้อยวัยห้าขวบ ท่ามกลางแดดเช้าที่เริ่มแรงขึ้นตามลำดับ ท่าทางอันแสนเอร็ดอร่อย ชวนให้คิดว่าอาหารในชามคงเป็นเมนูเด็ดอะไรสักอย่างของชาวบางกลอยเป็นแน่แแท้ .. นั่นก่อนที่จะได้ยินคำเฉลยจากปากคนเป็นพ่อที่นั่งอยู่ไม่ไกลพร้อมเด็กอ่อนอีกคนในมือ ว่ามันคือข้าวเปล่า .. เมนูคุ้นชินของเด็กน้อยทุกวัน ก่อนไปโรงเรียนในหมู่บ้าน
 
“บางทีก็มีผงชูรส รสดีบ้าง ส่วนใหญ่ก็ไม่มีเลย .. มันต้องซื้อน่ะ ไม่ก็ต้องไปเซ็น (ชื้อเงินเชื่อ) ที่ร้านขายของชำนายพล” คนเป็นพ่ออธิบายอย่างเห็นภาพ ถึงสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวตัวเอง ซึ่งอยู่ในสภาพไม่ต่างกับสภาพของอีกหลายสิบครัวเรือนเพื่อนบ้านของพวกเขา ที่อพยพมาอยู่ที่นี่ พร้อมคำสัญญาว่า “จะมีจัดพื้นที่ทำกินให้คนละ 7 ไร่”
 
ครอบครัวนี้เป็นหนึ่งใน 57 ครอบครัวที่บ้านบางกลอยล่าง ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่ถูกบังคับอพยพลงมาจากบ้านเกิด “บางกลอยบน-ใจแผ่นดิน” ตามนโยบายการจัดการปัญหาคนในเขตป่าของรัฐ สองครั้ง (ในปี 2539 และ 2554) คำสัญญาที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ดูจะเป็นแค่คำสัญญาที่ว่างเปล่า .. ประจักษ์พยานที่ดีที่สุด สำหรับครอบครัวนี้ คือ ข้าวเปล่าในชามของเด็กน้อย

2.พริก เกลือ และ(ผง)ชูรส

แดดเช้าที่สาดเป็นประกายบนฟากไม้ไผ่ ดึงผมเข้าไปสำรวจครัวอันแสนเรียบง่ายของเรือนกะเหรี่ยงครอบครัวนี้ ครัวที่เขาเล่าให้ฟังว่า สิ่งจำเป็นพื้นฐานมีเพียงสามอย่าง (นอกจากผักที่พอจะปลูกกินได้เอง) นั่นคือ พริก เกลือ และผงชูรส แต่กระทั่งแค่นี้ บ่อยครั้งที่รายได้ของพวกเขาที่มี ก็ไม่สามารถจัดหาได้เพียงพอ ซึ่งต้องจบลงด้วย การเดินเข้าไปร้านชำในหมู่บ้านเพื่อ “เซ็น”(ซื้อเงินเชื่อ)
 
“แทบทุกครัวเรือน เป็นหนี้ร้านชำ ราว 500 – 1,000 บาท อาจฟังดูเยอะอะไร หากเทียบจากมาตรฐานคนเมืองอย่างเรา ๆ แต่สำหรับพวกเขา มันเยอะมาก เพราะโดยวิถีปกาเกอญอแล้ว ไม่มีคำว่า “หนี้” อยู่ในรากวิถีและวัฒนธรรมดั้งเดิม” คำบอกเล่าจากเพื่อนนักวิจัยที่เพิ่งเข้าไปเก็บข้อมูลจริงในพื้นที่บางกลอย พร้อมคำข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจมาก ว่า
 
“คนที่นี่มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 1,000-3,000 ตกราว ๆ 20,000 – 35,000 บาทต่อปี ซึ่งต่ำกว่าเส้นความยากจน (ของคนไทยทั้งประเทศ) หลังอพยพมาที่นี่ ชาวบ้านส่วนหนึ่งโชคดีได้รับจัดสรรที่ดิน (ครอบครัวละ 7 ไร่) ตามที่รัฐสัญญาจะจัดให้ หลายคนไม่ได้ ด้วยเหตุผลหลากหลายที่ไม่ชัดเจนนัก .. จากนั้นวิถีเรียบง่ายแบบดั้งเดิมก็ถูกท้าทาย เพราะชีวิตหลังการอพยพต้องมีรายได้ระดับหนึ่ง สภาพที่พบโดยทั่วไปคือ ข้าวไม่พอกิน(ทั้งปี) พริกก็ด้วย ส่วนเกลือและชูรสต้องซื้อเป็นประจำ ทำให้ตอนนี้พวกเขาเป็นหนี้หลักหมื่นต่อครัวเรือน .. พอเกิดโควิด ก็เหมือนเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจเดินกลับแผ่นดินเกิด บางกลอยบน-ใจแผ่นดิน อย่างที่เป็นข่าว”

3.ท่อสีฟ้า และสปริงเกิล

สีฟ้าสดของท่อส่งน้ำตัดกับสีน้ำตาลแดงของดินแห้ง สะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาแต่ไกล ตอนเดินสำรวจไปบริเวณหลังหมู่บ้านบางกลอยล่างเย็นวันนั้น .. บริเวณซึ่งถูกเรียกว่า “พื้นที่ทำกิน” ของคนส่วนที่ “โชคดี” ได้รับจัดสรรที่ดินของหมู่บ้าน
 
ท่อพีวีซีและสปริงเกิล ไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดอะไร สำหรับไร่นาทั่วไปในประเทศ ก็แค่อุปกรณ์พื้นฐานที่ช่วยทำให้มีน้ำปลูกพืชผัก แต่สำหรับที่นี่ นัยยะของมันดูจะมีอะไรมากกว่านั้น เพื่อนนักพัฒนาเอกชนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า มันสะท้อนถึงความพยายามปรับตัวอยู่กับโลกที่หมุนด้วย “(การส่งเสริม) เกษตรแผนใหม่” สิ่งที่คนปกาเกอญอบางกลอยไม่เคยกระทั่งจะจินตนาการว่าจะต้องสัมผัสหรือทำมาก่อน ซึ่งขัดแย้งกับความเข้าใจของหลายคน ว่า พวกเขาไม่ยอมปรับตัว(เลย) กับข้อเสนอของรัฐ
 
“ในจำนวนชาวบางกลอยที่ถูกบังคับอพยพลงมาที่นี่และโชคดีได้รับจัดสรรที่ดิน 7 ไร่ ส่วนใหญ่พยายามดิ้นรนทำเกษตรตามที่เจ้าหน้าที่หลากหลายหน่วยงานเข้ามาส่งเสริม ทั้งพยายามปลูกกล้วย ข้าว ผัก มะนาว กระทั่งทุเรียน เพื่อมีรายได้พอให้ครอบครัวอยู่รอด แต่ดินที่ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นหินและน้ำเข้าไม่ถึง ทำให้ความพยายามนี้ได้รับความสำเร็จในระดับ “ต่ำกว่าที่หวัง” มาตลอด .. บ่อยครั้งที่ท่อสีฟ้าและสปริงเกิลที่เรียงรายเป็นตารางกลางที่นา จึงไม่ต่างกับอนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลวส่วนครัวเรือน ที่จบลงด้วยตัวเลขหนี้ที่เพิ่มขึ้น” เขาบอก
 
 

4.เสื้อ ซิ่น และผ้าโพกหัว

 

กลางแดดแรงของบ่ายวันนั้น หลายสายตาสะดุดกับชุดผ้าฝ้ายทอมือสีดำแดง เสื้อทรงกระสอบ ผ้านุ่งสั้น ด้วยลวดลายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบนตัวคนเป็นแม่ ที่กำลังจูงมือลูก รุดเดินตัดสนามไปรวมตัวที่ศาลาประจำหมู่บ้าน “ศาลาพอละจี” หลังเสียงตามสายแจ้งว่า “เพื่อนชาวเลหอบปลาจากอันดามันมาสนับสนุน”
 
ชุดกะเหรี่ยง เป็นหนึ่งในสิ่งที่ดูจะยากที่จะเปลี่ยนแปลงสำหรับกะเหรี่ยง ไม่ว่าพวกเขาจะถูกอพยพไปอยู่ที่ไหน สำหรับที่นี่ เอกลักษณ์นี้ถูกนำไปปรับเป็นโครงการส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้าน “ศูนย์ฝึกศิลปาชีพ บ้านบางกลอย ตำบลแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี” ด้วยมุ่งหวังจะสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้คนที่ถูกอพยพลงมา .. แต่ดูเหมือน ความหวังนั้น จะยังห่างไกลความจริงอยู่มากโข เพราะรายได้ที่ “นักทอ”แห่งบางกลอยได้รับจริง คือแค่วันละ 120-130 บาทเท่านั้น ที่สำคัญคือทำไม่ได้ทุกวัน และเงินก็ไม่ได้ตรงเวลา หลายคนเลยดิ้นรนไปรับจ้างในเมือง เพื่อได้วันละ 300 แต่ก็ไม่ค่อยมีคนจ้างตลอด
 
หลังบางกลอยเป็นข่าวดังประเด็นร้อนไปทั่วประเทศ มีข้อมูลน่าตกใจไม่น้อย เปิดเผยออกมาว่า หลายปีที่ผ่านมา มีโครงการที่เข้ามาเพื่อ “ช่วยสร้างอาชีพชาวบ้านบางกลอย (ร้อยกว่าครอบครัว)” นี้ มากถึง 121 โครงการ คิดเป็นมูลค่ามากถึง 500 ล้านบาท รวมถึงโครงการปิดทองหลังพระ ที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ
 
“นั่นสะท้อนชัด ว่ารูปแบบการส่งเสริมการพัฒนาแบบรัฐเป็นยังไง หากมันสำเร็จจริงตามที่กล่าวอ้าง คุณภาพชีวิตชาวบ้านที่นี่ก็น่าจะไม่ใช่อย่างที่เป็นทุกวันนี้ เอาง่าย ๆ ถ้าเอาเงิน 500 ล้านมาหารจำนวนครัวเรือนอาจจะได้ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านต่อครอบครัว ชีวิตพวกเขาคงจะดีกว่านี้มากด้วยเงินขนาดนั้น นี่ผมไม่ได้ส่งเสริมให้เอาเงินจ้างชาวบ้านอพยพลงมานะ อย่าเข้าใจผิด” ประยงค์ ดอกลำใย กล่าวระหว่างการเสวนาข้างทำเนียบค่ำวันก่อน
 
 
 

5.กระดาษ สีหมึก และฟากไม้ไผ่

 

แขนสีเข้มยื่นเข้ามากลางวง ชี้นิ้วลงบนแผ่นกระดาษที่สภาพผ่านการใช้งานมาหนัก พร้อมเสียงพยายามอธิบายความหมายของสีหมึกบนแผ่นกระดาษ น้ำเสียงจริงจัง ด้วยหวังให้คนที่ยังมุงอยู่รอบ ๆ พุ่งความสนใจกับสิ่งที่เขาพยายามนำเสนอ กลางพื้นฟากไม้ไผ่ของศาลาชื่อ “พอละจี” .. “วิถีไร่หมุนเวียนที่บางกลอย” คือหัวข้อที่ “สุชาติ ต้นน้ำเพชร” หนุ่มกะเหรี่ยง “ล่ามแห่งบ้านบางกลอย” เจ้าของมือพยายามอธิบายบ่ายนั้น
 
“ไร่หมุนเวียน” กลายเป็นประเด็น “หมุนวน(ในอ่าง)” และ “ใจกลางความขัดแย้ง” กรณีบางกลอยต่อเนื่อง หลังจากเจ้ากระทรวงอย่าง “วราวุธ ศิลปอาชา” ชูประเด็น “กะเหรี่ยงบางกลอยต้องการพื้นที่ป่า 5400 ไร่ ซึ่งเรายอมไม่ได้” ด้วยฐานคิด “36 ครอบครัว x 15 ไร่ x 10 ปี = 5,400 ไร่” ขณะที่ชาวบ้านบางกลอยยืนยันว่า ไม่ใช่ พวกเขาต้องการเพียง “1-3 ไร่ ต่อ ครอบครัว ต่อปี และทำหมุนเวียนไป ดูแลป่าไปด้วย” เท่านั้น
 
ความแตกต่างในการตีความทั้ง “ตัวเลข” และ “สิทธิในการใช้พื้นที่” ของพื้นที่ทำกินชาวบางกลอย ที่ชาวบ้านยืนยันว่าเป็น “ไร่เลื่อนลอย” แต่ฝั่งอุทยานฯ และกระทรวงทรัพยากรฯ ยังคงพยายามบอกสาธารณะว่าเป็น “ไร่เลื่อนลอย” ซึ่งมีนัยยะทำนองว่า “สามารถถางป่าจนเกลี้ยงได้” จึงกลายเป็นชนวนและเขื้อไฟที่นำมาสู่สิ่งที่เรียกว่า “ปฏิบัติการพิทักษ์ป่าต้นน้ำเพชร” เมื่อปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา
 
ปัจจุบัน มีชุมชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าทั่วประเทศ ราว 10,000 ป่าชุมชน คิดเป็นพื้นที่ราว 7,870,000 ไร่ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ รวมถึงอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 4,000 ชุมชน .. หลายคนเชื่อว่า “หากบางกลอยแพ้ในสมรภูมิการต่อสู้กับนโยบายรัฐที่แก่งกระจาน ชุมชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าทั่วประเทศ ก็จะตกอยู่ในชะตากรรมไม่ต่างกัน” ( RECOFTC )
 
 

6.คนนอก

ภาพเงาตัวเองบนพื้นฝุ่น ระหว่างเดินเท้าเข้าบางกลอยล่างราวสองกิโล ทำให้ผมนึกถึงข่าวที่เพิ่งสไลด์อ่านบนมือถือ ระหว่างนั่งบนรถตู้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา แทบทุกสำนักข่าวชื่อดัง พาดหัวบอก “รมว.และผู้แทนรัฐบาลอธิบายว่า ปัญหาบางกลอยไม่จบ เพราะมี “คนนอก” เข้ามายุยง ปลุกปั่นชาวบ้าน”
 
แม้จะเข้าใจว่า ท่านเหล่านั้นคงตั้งใจจะหมายถึงบรรดาบุลคคลภายนอก และนักพัฒนาเอกชน NGO ที่เข้ามาหนุนช่วยชาวบ้านบางกลอย (ข้อกล่าวหาซึ่งอาจทำให้เกิดการฟ้องคดีคนที่ปรากฎชื่อในข่าวเนือง ๆ เหล่านั้นได้) แต่ผมก็อดคิดขำ ๆ ไม่ได้ว่า “เอ๊ะ รึท่านจะหมายถึงนักข่าวอย่างเราด้วย (ไม่ฮา)”
 
ประเด็น “คนใน” และ “คนนอก” ดูเหมือนจะสามารถจุดติดได้ในทุกยุค ทุกสมัย จากที่ได้รับฟังจากแหล่งข่าวอาวุโสหลายท่านเล่าให้ฟัง โดยเฉพาะกับกรณีความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับกลไกรัฐที่ส่งโครงการพัฒนาเข้าไปสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสังคมสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ .. คนยิ่งพร้อมจะเชื่อ หากชาวบ้านกลุ่มนั้น ดูไร้การศึกษา ไม่น่าจะคิดลุกขึ้นสู้ปกป้องตัวเองได้ เช่นกลุ่มชาติพันธุ์บางกลอย
 

7.‘กะจื่อคุ’

หากลากเส้นจากแม่น้ำเพชรบุรีกลางภาพไปทางมุมขวาบน ก็จะเห็นภาพยอดเขาสีฟ้าลิบ ๆ แสดงความไกลในเชิงระยะทางจากจุดที่ผมยืนถ่ายรูปนี้ ด้วยเจตนาที่จะถ่ายภาพ “พื้นที่การตั้งถิ่นฐานแรกของกลุ่มชาติพันธุ์บางกลอย” หรือ “ผืนดินบรรพบุรุษ” ของชาวบางกลอย ที่พวกเราเรียกในภาษาปกาเกอญอว่า “กะจื่อคุ” .. แต่ดูเหมือนแดดบ่ายวันนั้นจะจ้าเกินไป ภาพที่ได้เลยดูไม่ค่อยขลังดังที่ผมตั้งใจไว้
 
“กะจื่อคุ” หมายถึงยอดภูเขา อันสะท้อนถึงลักษณะทางภูมิศาสตร์จริงของพื้นที่ พ่อเฒ่าแม่เฒ่าปกาเกอญอหลายคนที่บางกลอยเชื่อว่า กะจื่อคุเป็นใจกลางของโลกเรา ปัจจุบันไม่ปรากฎข้อมูลว่ามีการตั้งถิ่นฐานที่นี่ ชุมชนใกล้สุดที่อยู่ถัดลงมาคือ “บางกลอยบน” ชื่อที่เป็นศูนย์กลางความขัดแย้งร้อนแรงตอนนี้ พื้นที่ที่คนพื้นถิ่นดั้งเดิมถูกบังคับให้อพยพลงมา หลังการประกาศพื้นที่นี้เป็น อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน นำมาสู่มหากาพย์แห่งการขับไล่คนออกจากถิ่นเกิดที่เป็นป่า เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ เพื่อเสนอเป็น “มรดกโลก(ทางธรรมชาติ)” .. คนบางกลอยบนเรียกชื่อหมู่บ้านต้วเองในภาษาปกาเกอะญอว่า “คลี่หล่อ” หมายถึงลำห้วยบางกลอย
 
ความขัดแย้งต่อเนื่องหลายทศวรรษนี้ ดูจะยังยากที่จะหาทางจบในเร็ววันได้ .. ผมคิดว่า หนึ่งในคำถามสำคัญในหัวคนปกาเกอญอบางกลอยวันนี้คือ “จะมีวันได้กลับไปแผ่นดินเกิด อยู่ใกล้ชิดกับผืนดินบรรพบุรุษ “กะจื่อคุ” อีกไหม?”
 
 

8.เหรียญชาวเขา

“พ่อให้ไว้ก่อนตาย เป็นมรดก บอกว่านายอำเภอชื่อถวัลย์เรียกไปรับจากทางอำเภอ” ดำ กาวบุ คุณพ่อวัย 56 ชาวบางกลอยบนชูเหรียญคล้องสร้อยโชว์แขกแปลกหน้า แววตาจริงจังที่ให้กับเหรียญที่ดูธรรมดากับสร้อยที่พบเห็นได้ทั่วไปเส้นนี้ บ่งบอกว่า นี่เป็นของสำคัญสำหรับเขาและครอบครัวมาก
 
เหรียญเงิน ขนาดเท่าเหรียญสิบปัจจุบัน ..ด้านหน้าเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 .. ด้านหลังเป็นแผนที่ประเทศไทย .. ตรงกลางมีตัวย่อ ‘พช 124196’ หมายถึงจังหวัดเพชรบุรี ตามด้วยเลขโค้ด ขอบบนเหรียญระบุว่า “เหรียญที่ระลึกสำหรับชาวเขา” คือสิ่งที่เขาแสดง
 
“มันทำหน้าที่เหมือนบัตรประชาชนในยุคนั้น ยุคที่กลุ่มชาติพันธุ์ในป่ายังไม่ได้รับการยอมรับในฐานะประชากรไทย ไม่มีสัญชาติไทย (เช่นปัจจุบัน)” ผู้เชี่ยวชาญบางกลอยท่านหนึ่งอธิบาย
 
จึงเป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจเลย ที่ชาวบางกลอยอย่าง “ดำ” จะจริงจังกับการแสดงเหรียญนี้ในวันนี้ .. วันที่ “ผีเรื่องสัญชาติ” ตามมาหลอกหลอนลูกหลานบางกลอยอย่างพวกเขาอีกครั้ง ผ่านความขัดแย้งเรื่องการอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ของคนบางกลอย พร้อมคำถามตั้งข้อสงสัย (ปนตัดสิน) เสียงดังจากภาครัฐ โดยเฉพาะอุทยานฯ ว่า “พวกเขาไม่ได้มีถิ่นฐานที่นี่” และถามหา “หลักฐาน” .. เหรียญชาวเขา จึงเสมือนหนึ่งในหลักฐานสำคัญ ที่จะช่วยระบุความเป็นมาและการอยู่อาศัยในผืนป่าบางกลอย ว่านาน และก่อนการมีอุทยาน
 
จากหลักฐานปัจจุบัน ในช่วงปี 2512–2513 ทางการไทยได้มีการสำรวจการตั้งถิ่นฐานของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงที่บ้านบางกลอยบนปัจจุบันจริง และมีได้การแจกเหรียญชาวเขาจริง โดยนายอำเภอท่ายางยุคนั้น
 
 
 

9.กะหร่าง ?

แวบแรกที่เห็น ผมนึกในใจเลยว่า นี่แหละภาพกะเหรี่ยงในจินตนาการผมที่เคยรับรู้มา .. หญิงสูงวัยท่าทางแข็งแรง คล่องแคล่ว ในชุดผ้าฝ้ายสีมอ บ่งบอกอายุการใช้งานอันยาวนาน บนหลังมีหลานตัวน้อยห่ออยู่ในผ้า คาดมาผูกไว้แน่นหนาที่อก ร่างเล็กที่มีอีกร่างน้อยบนหลัง ตรงเข้ามาและปีนบันไดขึ้นมานั่งบนฟากพื้นบ้าน มองแขกแปลกหน้า สายตาที่ส่งมาแสดงความแปลกใจแต่เป็นมิตร
 
ภาพเบื้องหน้า ทำให้ผมนึกถึงบทความที่เพิ่งอ่านมา ว่าด้วยเรื่อง “กะหร่าง” กับ “กะเหรี่ยง” .. อีกหนึ่งประเด็นถกเถียงที่สะท้อนความขัดแย้งทางความคิดและการตีความของคนสองฝ่าย
 
ฝ่ายรัฐ โดยเฉพาะอุทยานดูจะเลือกยืนข้างที่เชื่อว่า ชาวบางกลอยเป็น “กะหร่าง” ที่มีนัยยะว่า คือคนกะเหรี่ยงที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่แต่ดั้งเดิม อพยพมาจากพม่า และถูกตั้งข้อสงสัยว่า “เกี่ยวพันกับการค้ายาเสพติด”และ “เป็นกองกำลังชนกลุ่มน้อยติดอาวุธ KNU (Karen National Union)”
 
ขณะที่อีกฝ่าย ชาวบ้านบางกลอย นักพัฒนาเอกชนและนักวิชาการจำนวนไม่น้อย เชื่อว่าคนบางกลอยมีรากอยู่ที่ใจแผ่นดิน และอยู่มาก่อนการกำเนิดของอุทยานฯ แก่งกระจาน ในเดือนมิถุนายน ปี 2524
 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

10.“ต้นน้ำเพชร”

ภายในไม่กี่นาทีหลังเสียงร้องขอจากกลุ่มนักข่าว ชาวบ้านบางกลอยล่างกว่าสิบคนก็มารวมตัวกันอย่างรวดเร็วราวเตรียมพร้อมมานาน พร้อมบัตรประชาชนในมือ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะประเด็น “ไม่เป็นคนไทย” ของชาวกะเหรี่ยงบางกลอย กำลังเป็นพาดหัวข่าวติดต่อกันมาหลายวัน ก่อนวันที่พวกเราไปถึง
 
สิ่งที่สะดุดตาผมคือ ตัวหนังสือบนบัตรประชาชนของคนจำนวนมากที่เห็นตอนนั้น ตัวหนังสือที่ระบุนามสกุล “ต้นน้ำเพชร” .. ช่างตั้งได้ตรงไปตรงมา บ่งบอกที่มาของต้นตระกูลชัดเจนดี แถมยังสะท้อนความผูกพัน สัมพันธ์กับธรรมชาติของชาติพันธุ์ตัวเองอีกด้วย
 
จากหลักฐานทางการนี้ บ่งบออกว่าคนบางกลอยที่หลายคนกำลังตั้งข้อสงสัยในความเป็น “คนไทย” หรือ “พลเมืองไทย” ของพวกเขา ได้รับสิทธิในการมีบัตรประชาชนมาตั้งแต่ปีด 2526 แล้วในความเป็นจริง .. นั่นคือ ทุกคนที่เกิดที่บางกลอยตั้งแต่นั้น มีบัตรประชาชนทุกคน เมื่ออายุครบตามกฎหมาย (ปัจจุบันสามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 7-70 ปีบริบูรณ์)
 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

11.เฮลิคอปเตอร์

แวบแรกที่เห็น ผมรู้สึกเฉย ๆ กับภาพที่เห็น ก็แค่เฮลิคอปเตอร์สองลำที่จอดนิ่งบนลานหญ้า .. มารู้สึกแปลกใจนิดหน่อย เมื่อเห็นตัวหนังสือที่ติดข้างลำ เดี๋ยวนี้เค้ามีฮ.ประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะเคยคิดว่า ฮ. ก็น่าเป็นของหน่วยงานความมั่นคงอะไรทำนองนั้นมากกว่า .. แต่ที่ต้องแปลกใจและตกใจสุด ๆ คือสิ่งรับรู้ หลังจาก ฮ. สองลำนั้นบินขึ้นบ่ายนั้น ..
 
ฮ.สองลำนี้ คือพาหนะที่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและเจ้าหน้าที่กระทรวงทรัพยากรฯ ใช้บินขึ้นไปนำชาวกะเหรี่ยงบางกลอยบนลงมาจากบ้านเดินกลางป่า ท่ามกลางความงุนงง (ได้ยินว่าเขาสื่อสารกันไม่ค่อยเข้าใจเต็มร้อย) และไม่สมัครใจ ชาวบ้านหลายคนขัดขืน .. ต่อมาทราบว่ามันคือ ปฏิบัติการภายใต้ “ยุทธการพิทักษ์ป่าต้นน้ำเพชร” ของเจ้าหน้าที่
 
สิ่งที่เกิดขึ้น หลายคนเรียก “ละเมิดสิทธิ” และ “มีความรุนแรง” .. ที่น่าสนใจคือ ทั้งเจ้ากระทรวงและเจ้าหน้าที่รัฐต่างออกมายืนยันหนักแน่นว่า “ไม่มีความรุนแรงใด ๆ เลย” “ปฏิบัติการนำโดยเจ้าหน้าที่ผู้หญิง ไม่มีการพูดหยาบกระโชก ไม่มีการใช้ปืนหรืออาวุธร้ายแรงใด ๆ ซึ่งเป็นนโยบายสำหรับยุทธการฯ ครั้งนี้”
 
หากเชื่อตามคำชี้แจงของรัฐ ปฏิบัติการครั้งนี้ก็น่าจะ “ไม่มีความรุนแรง” จริง แต่หากพิจารณาข้อสังเกตุจากอีกฝั่งที่หลายคนต่างคับแค้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยมองว่า “นี่คือความรุนแรงอีกรูปแบบ” และตัดสินจากผลที่เกิดขึ้นน ที่มีการบังคับอพยพชาวบ้านลงมา โดยไม่ยินยอม และไม่แจ้งใด ๆ ไม่กระทั่งให้พบทนาย (รอบหลังมีการพาลงมาส่งให้ตำรวจจับเข้าคุก) .. หากข้อสังเกตุนี้เป็นจริง เรียกได้ไหมว่า นี่คือการใช้ความรุนแรงในรูปแบบใหม่จากรัฐ ?.. ความรุนแรงที่มาในรูปแบบที่ไม่มีอาวุธ มีเพียงเฮลิคอปเตอร์ เจ้าหน้าที่ผู้หญิง (ลืมไปเลย ภาพหัวหน้าชุดปฏิบัติการที่หน้าตาดุดันหนวดเฟิ้มน่ากลัวแบบในอดีต) และเสียงเจรจา (อาจจะเสียงแข็งแกมบังคับบ้าง) ไพเราะหู .. แต่จบลงด้วยผลลัพธ์เดียวกัน
 
 
 

12.ด่าน กัก ปลา

เป็นภาพที่หาชมยากภาพหนึ่งสำหรับผม ภาพหนุ่มชาวเลผิวคล้ำ (หน้าโหด) นั่งบนลานหญ้า ค่อย ๆ แกะปลาแห้งออกจากถุงเพื่อผึ่งไม่ให้เสีย (อย่างใส่ใจ) .. ที่สำคัญ ลานหญ้าที่เขานั่ง คือลานด้านหน้าด่านตรวจคนเข้าออกอุทยานแห่งชาติ และเขาตากปลาฆ่าเวลา ระหว่างที่รอให้เจ้าหน้าที่อนุญาตให้เข้าไปด้านในพื้นที่อุทยานฯ
 
ครึ่งวัน คือระยะเวลาที่เขาต้องรอการอนุญาตจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯ “หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ 6 ด่านเขามะเร็ว” วันนั้น (24 ก.พ. 2564) .. วิทวัส เทพสง ผู้ประสานงานเครือข่ายชาวเลอันดามัน 5 จังหวัดภาคใต้ บอกว่า เขาคิดว่ามันเกี่ยวกับการที่เขาจะนำปลามาให้เพื่อนชาวกะเหรี่ยงบางกลอยที่การอยู่อาศัยของพวกเขามีกรณีขัดแย้งกับอุทยานฯ ชาวเลอย่างพวกเขาถึงถูกกักตัวอยู่หน้าด่านนานผิดปกติขนาดนี้
 
สำหรับผม นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รับรู้ว่า อำนาจหน้าที่ของ “เจ้าหน้าที่อุทยานฯ” นั้นช่าง “ยิ่งใหญ่นัก” เพราะไม่เพียงกลุ่มชาวเล ที่ขอเข้าอุทยานฯ เพื่อนำปลามาฝากเพื่อนเท่านั้น ที่โดนกักตัวนานผิดปกติ เสียเวลาเป็นวัน ยังมีอีกหลายกลุ่มที่ประสบกับ “การปฏิบัติหน้าที่”ของเจ้าหน้าที่อุทยานดังกล่าว .. รวมถึงกลุ่มนักข่าวที่ขอเข้าไปรายงานความจริงจากบางกลอยอย่างพวกเรา
 
หลังกลับมา ผมเพิ่งรู้ว่านี่ เป็นด่านเดียวกักที่มีการพบเห็นหนุ่มผู้นำบางกลอยในข่าว “บิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ” ปรากฎตัวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหายตัวไป อย่างไร้ร่องรอย นานถึง 5 ปี ก่อนที่จะพบโครงกระดูกบรรจุอยู่ในถังน้ำมัน ฝังอยู่ใต้น้ำใกล้สะพานแขวนในเขตอุทยานฯ ไม่ไกลจากด่านแห่งนี้ .. ผมควรรู้สึกอย่างไรดีนะ ?
 
 
 
 

13.เสบียง น้ำใจ และกำลังใจ

แววตาแห่งความดีใจและรู้สึกขอบคุณ ที่แม้จะพยายามอดกลั้นไม่แสดงออกมามาก แต่ก็ปิดไม่มิด นั่นคือที่สิ่งที่ผมเห็นและสัมผัสได้ ณ นาทีที่ถังขนาดใหญ่ถูกเปิด และปลาทะเลขนาดเขื่องถูกยกออกมาดู เด็ก ๆ ที่กลั้นความสงสัยไว้ไม่ไหว พยายามคลายความสงสัยตัวเองต่อสิ่งที่เห็นกับญาติผู้ใหญ่ข้าง ๆ ตัว ด้วยบทสนทนาในภาษากะเหรี่ยงที่ผมไม่เข้าใจ
 
ปลาแห้ง 150 กิโลกรัม ปลาสด 500 กิโล และข้าวสาร 4,000 กิโล คือสิ่งที่พวกเขาได้รับจาก “เครือข่ายชาวเลอันดามัน” ที่เดินทางไกลกว่า 800 กิโลเมตร ต้องรอคอยหน้าด่านฯ อีกค่อนวัน เพื่อนำมาให้ชาวบางกลอยอย่างพวกเขา .. “เป็น “ของเยี่ยมให้กำลังใจ” จาก “เพื่อนร่วมชะตากรรม” ต่างกลุ่มชาติพันธุ์ ในวันที่ชาวบางกลอยประสบวิกฤตหนัก” หนึ่งในคนที่นำมาให้กล่าว
 
เท่าที่ผมรู้มา ชะตาที่พวกเขาร่วมกันอยู่มีหลายอย่าง .. แน่นอน ทั้งชาวบางกลอยและชาวเลอันดามันต่างก็เป็น “กลุ่มชาติพันธุ์” ในสาระบบประชากรไทย ที่เคยถูกปฏิบัติในฐานะ “คนชายขอบ” และไม่นับว่า “เป็นคนไทย” มาก่อน ที่เพิ่งรู้คือ พวกเขาต่างก็อาศัยอยู่ใน “พื้นที่อนุรักษ์” ในนิยามของรัฐ .. ชาวบางกลอยอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ส่วนชาวเล (ชาวมอแกน มอแกลน และ ชาวอูรักลาโว้ย) จำนวนไม่น้อยอาศัยอยู่ในเขตอุทยานทางทะเล .. ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตแบบเดียวกับชาวบางกลอย คือ ชุมชนนที่พวกเขาอยู่ขณะนี้ กำลังถูกเสนอให้เป็น “มรดกโลก” (ซึ่งพวกเขาจะต้องอพยพออก ภายใต้กฎหมายและนโยบายของรัฐในปัจจุบัน
 
หากจริง .. ปลากว่า 500 โลในวันนั้น จึงน่าจะไม่เป็นแค่ “ความอิ่มท้องที่แสนอร่อย” หากแต่ยังเป็น “น้ำใจ” และ “กำลังใจ” จากผู้ร่วมชะตา (กรรม) อีกด้วย ..
 
 
ผมว่ามันดูงดงามอย่างบอกไม่ถูก .. เลยเลือกรูปนี้ปิดการนำเสนอการเดินทางเล็ก ๆ พร้อมมุมเล็ก ๆ ของผมชิ้นนี้ด้วยภาพนี้
 
สวัสดีครับ