คนโขงสิบ่ทน เตรียมตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจรับมือวิกฤตแม่น้ำโขง

คนโขงบุกกรุงเข้าเจรจากับรัฐบาล เครือข่ายคนริมโขง 7 จังหวัดอีสาน บอกผลลัพธ์น่าพอใจระดับหนึ่ง 

เจรจากรอบทำงานใหม่ เตรียมตั้ง คณะกรรมการบูรณาการแก้ผลกระทบประมง คณะทำงานเฉพาะกิจวิกฤตแม่น้ำโขง กต.รับเป็นเจ้าภาพเจรจาทวิภาคีไทย- ลาว

แต่หลายเรื่องสำคัญ ยังไม่ขยับ : ชะลอซื้อไฟและประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน

“พอใจระดับหนึ่ง” เสียงจากคนโขงอีสานที่เดือดร้อน

“การเจรจาวันนี้เราได้รับความร่วมมือที่ดี ไม่มีข้อถกเถียงใดๆ ว่าแม่น้ำโขง ณ วันนี้ เป็นแม่น้ำที่ป่วยหนัก หน่วยงานต่าง ๆ ก็รับฟังและพยายามหาทางออกเชิงรายละเอียดร่วมกัน” อ้อมบุญ ทิพย์สุนา ประธานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.) กล่าว

ผลการพูดคุยว่าค่อนข้างน่าพอใจ มีข้อสรุปให้สำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (สบนร.) เป็นเจ้าภาพ นำเรื่องเสนอนายกฯ เพื่อตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจประกอบด้วยภาคประชาสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ เป็นกลไกกลางบูรณาการแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งให้กระทรวงต่างประเทศเดินหน้าเจรจาทวิภาคีไทย-ลาว เนื่องจากกลไกบริหารจัดการระหว่างประเทศ MRC ไม่มีประสิทธิภาพแก้ไขปัญหา

คือทุกฝ่ายยอมรับว่าแม่น้ำโขงตอนนี้วิกฤต ปัญหามีความซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ก็มีมติว่ากระทรวงต่างประเทศจะเป็นหน่วยงานหลักในการเจรจาเรื่องนี้ โดยใช้กลไกหารือทั้งระบบทวิภาคีและพหุภาคี ทั้งกับประเทศลาวและประเทศจีนด้วย 

ส่วนที่เรายังไม่ได้คำตอบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสรุปเรื่องนี้ เพื่อนำเสนอนายกฯ เพื่อสั่งการให้มีกลไกกลางในการแก้ไขปัญหาเรื่องแม่น้ำโขงร่วมกัน เพราะว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน หลายประเทศ เป็นเรื่องที่อ่อนไหว” อ้อมบุญแถลงหลังการเจรจากับผู้แทนรัฐบาล 

หนึ่งวัน “เว้าแทนปลา” กลางกรุง

11 มี.ค. 2564 เครือข่ายคนริมโขง 7 จังหวัดอีสาน นำโดยสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.) ได้เดินทางเข้ามายื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อปัญหาผลกระทบจากภาวะแม่น้ำโขงผันผวน ซึ่งมีสาเหตุสำคัญจากการเปิดดำเนินงานของเขื่อนจีนและลาว โดยตั้งใจจะเรียกร้องการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งมาตรการติดตาม-เตือนภัย การตั้งรับ การชดเชย-เยียวยา ผ่านข้อเสนอหลัก 7 ข้อ

“คนโขงสิบ่ทน” คือชื่อการรณรงค์เรียกร้องในกรุงเทพครั้งนี้ของเครือข่ายฯ กำหนดที่จะขอเข้าไปเจรจากับ12 หน่วยงานรัฐ เพื่อผลักดันข้อเสนอทั้ง 7 โดยกิจกรรมทั้งหมดเริ่มต้นในเวลา 13.00 น

13.00 – 14.30 เครือข่ายคนโขง 7 จังหวัดอีสานเข้าเจรจากับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีแก้ไขปัญหาการประมงที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง ยื่นข้อเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขเรื่องนี้โดยเฉพาะและต้องมีสัดส่วนจากประชาชน ซึ่งผลการเจรจา กระทรวงเกษตรฯ เห็นปัญหาร่วมกันและรับปากเตรียมเสนอเรื่องต่อรัฐมนตรี

จากนั้น เครือข่ายราว 50 คน เดินขบวนไปยังศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของสำนักนายกรัฐมนตรี ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล ระหว่างเดินขบวน มีการโชว์อุปกรณ์ประมงพื้นบ้าน ภาพพันธุ์ปลาและระบบนิเวศที่เปลี่ยนไปของแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา  พร้อมกับการตีกลองประกอบจังหวะจากคณะราษดรัมพ์ โดยหยุดถ่ายรูปร่วมกันบริเวณหน้าสำนักงานสหประชาชาติ (UN)

15.00 – 18.00 เครือข่ายฯ เข้าพูดคุยกับตัวแทนจาก 12 หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง 

คณะกรรมการบูรณาการ แก้ปัญหาผลกระทบประมง

“เราเป็นเกษตรกรริมโขง แต่ตอนนี้พอมีเขื่อนก็กั้นทรายและตะกอนทำให้อาหารปลาหมดไป ต้นไคร้และไส้เดือนแม่น้ำโขงหายไป ยืนต้นตาย ไม่มีต้นเกิดใหม่ ปลาเองก็หลงฤดู ไม่รู้ว่าน้ำขึ้นลงตอนไหน ทำให้ปลาสูญพันธ์ุ” เฉวียน กงสีมา  นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนครหงส์ อ.ปากชม จ.เลย กล่าวในวงเจรจากับตัวแทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสะท้อนสภาพปัญหาล่าสุด

“ไม่ไกลจากบ้านผม ในฝั่งลาว เขื่อนสานะคามกำลังเดินหน้าก่อสร้าง ตอนนี้แค่สองเขื่อนที่เปิดทำการ (ไซยะบุรีและดอนสะโฮง) ก็ก่อกระทบมากมายแล้ว นึกไม่ออกว่าจะเป็นยังไง ถ้าเขาจะสร้างอีก 10 เขื่อนในลาว 

เรานึกถึงการอนุรักษ์พันธุ์ปลา อยากลองทำธนาคารปลาเพื่อรักษาพันธุ์ แต่องค์กรในท้องถิ่นไม่ยอมทำ พวกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถ้านายไม่สั่งเขาก็ไม่ทำ คือต้องมีนโยบายลงมาจากหน่วยงานข้างบน ฉะนั้นต้องมีการกระจายอำนาจการบริหารจัดการ

หลายชุมชนริมโขงได้ทำวิจัยชุมชนเพื่อศึกษาความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่และหาแนวทางอนุรักษ์พันธุ์ปลาต่างๆ เช่น วัดหายโศก อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย ซึ่งต่อยอด “เขตอภัยทาน” ในวัดเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลาแม่น้ำโขงที่นำพันธุ์ปลาจากกรมประมงมาปล่อย กระนั้น ยังเจอข้อจำกัดการดำเนินงานหลายอย่าง เราเลยอยากให้มีกลไกแก้ปัญหาเรื่องผลกระทบประมงโดยที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมด้วย” ตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบกล่าว

หลังจากเจรจาและแลกเปลี่ยนราว 1.30 ชั่วโมง ที่สุดก็ได้ข้อตกลงว่า จะมีการตั้งคณะกรรมการที่ชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อทำงานเรื่องประมงโดยเฉพาะตามที่เครือข่ายเสนอ โดยใช้ชื่อชั่วคราวว่า “คณะกรรมการบูรณาการแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อประมง สัตว์น้ำ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพนิเวศลุ่มน้ำโขง” 

โดยคณะกรรมมีบทบาทและหน้าที่เพื่อจัดทําและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ นโยบาย ตลอดจนบูรณาการแผนงานและโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศแม่นํ้าโขง ซึ่งกระทบต่อทรัพยากรสัตว์น้ำ เพื่อนําเสนอต่อ รมต.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาสั่งการ โดยกรรมการจะมา 3 ภาคส่วน คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านประมงจากคณะกรรมการประมงแห่งชาติ , ตัวแทนกระทรวงเกษตรฯ และตัวแทนชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี

อย่างไรก็ตาม แนวคิดตั้งกรรมการนี้มีมติเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ตั้งแต่ม.ค. 2564 ทว่าได้ล่าช้ามากว่า 2 เดือน เครือข่ายคนโขง 7 จังหวัดอีสานฯ จึงมาเร่งติดตาม 

อลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ รับปากว่าจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อรมต.

“ข้อกังวลนั้นไม่ใช่แค่ของชุมชนเท่านั้น ทุกภาคส่วนก็กังวล การเปลี่ยนแปลงมันรวดเร็วกว่าที่คาดหมาย  ที่ผ่านมากรมประมงมีโครงการอนุรักษ์พันธุ์ปลา ได้แก่ ส่งเสริมให้ตั้งองค์กรประมงส่วนท้องถิ่นและสร้างแหล่งปลาชุมชน ผมว่าทุกโครงการจะเป็นประโยชน์และจะมีประโยชน์เพิ่มขึ้น  ถ้าเราทำงานอย่างใกล้ชิดมากขึ้น” 

“การที่เพิ่มจำนวนสัตว์น้ำลงไป มันก็มีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้น ส่วนจะเหลือรอดมากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับระบบนิเวศ เรื่องประมงเป็นเรื่องสำคัญของแม่น้ำโขง แต่ว่ายังเกี่ยวกับอีกหลายเรื่อง เช่น ระบบเกษตรและการชลประทาน ปริมาณปัญหานั้นใหญ่เกินกว่ากรมประมงจะแก้ได้ลำพัง” อลงกรณ์ ใหัสัมภาษณ์หลังการเจรจา

คณะทำงานเฉพาะกิจวิกฤตแม่น้ำโขง

จากกระทรวงเกษตรฯ สู่ศูนย์ร้องทุกข์ ตรงข้ามทำเนียบ เครือข่ายคนโขง 7 จังหวัดอีสาน เข้าพูดคุยกับตัวแทนจาก 12 หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตแม่น้ำโขง โดยมีข้อเรียกร้อง 7 ประการ 

ข้อเรียกร้องนั้นมีจุดประสงค์เพื่อเสนอหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องให้รับมือวิกฤตแม่น้ำโขง ซึ่งมีอย่างต่ำ 12 หน่วยงาน เช่น กระทรวงต่างประเทศ (เดินหน้าเจรจาทวิภาคีไทย-ลาว และขยายสู่จีน) , กระทรวงพลังงาน (ชะลอการรับซื้อไฟจากเขื่อนในลาวจนกว่ามีข้อสรุปชัดเจนถึงความต้องการไฟฟ้าของไทย) , กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน) , กระทรวงมหาดไทย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (ทำฐานข้อมูลและระบบเตือนภัยน้ำแบบเรียลไทม์) กระทรวงการคลัง (กำหนดมาตราเยียวยาชุมชมริมโขง), สำนักคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ถ่ายโอนอำนาจบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ) , กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเรื่องประมงน้ำโขง)

“ในการพูดคุยวันนี้ ตัวแทนประชาชนได้พูดคุยและนำเสนอปัญหาที่พบอย่างเต็มที่ ที่สำคัญหน่วยงานรัฐต่างยอมรับว่าวิกฤตน้ำโขงเป็นผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อน ซึ่งก่อนหน้านี้มักมีลักษณะ อ้ำๆ อึ้งๆ พูดไม่เต็มปากว่าปัญหานำ้โขงได้รับผลกระทบจากเขื่อน

ทุกฝ่ายต่างยอมรับว่าวิกฤตน้ำโขงเป็นเรื่องซับซ้อน เกี่ยวพันกับหลายหน่วยงาน จำเป็นต้องมีกลไกกลางเพื่อประสานงานหน่วยงานต่างๆ รวมถึงภาคประชาสังคม เพื่อหารือและดำเนินการในรายละเอียด ข้อสรุปวงเจรจาจึงเป็นการตั้งคณะกรรมการกลาง “คณะทำงานเฉพาะกิจด้านการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพนิเวศในลุ่มแม่น้ำโขง” (ชื่อชั่วคราว)

สำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (สบนร.) เป็นหน่วยงานประสานส่งเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อให้สั่งการให้มีกลไกกลางเพื่อแก้ไขปัญหาแม่น้ำโขงร่วมกัน

วันนี้นับเป็นความพยายามครั้งที่ 2 ที่จะตั้งกลไกกลางแก้ไขปัญหาแม่น้ำโขง เมื่อกุมภาพันธ์ 2562 ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ทว่าทำงานได้แค่เดือนเดียว แต่ประสบกับโควิดเลยลงพื้นที่ทำงานไม่ได้ นอกจากนั้นยังมีจุดติดขัดบางอย่าง เช่น คณะกรรมการรอบนั้นมีการพูดถึงปัญหาแม่น้ำโขง แต่ยังไม่มีการออกแบบแผนแก้ปัญหา และยังไม่ได้เปิดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม

อีกหนึ่งความคืบหน้าสำคัญจากวงเจรจา คือ แผนการเปิดเวทีปรึกษาหารือทวิภาคีไทย – ลาว โดยกระทรวงต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการร่วมมือรับมือวิกฤตน้ำโขงโดยตรงระหว่างหน่วยงานไทย – ลาว โดยไม่ผ่านกลไกระหว่างประเทศเก่าที่ขาดประสิทธิภาพ

“MRC ไม่มีผลในทางปฏิบัติในการแก้ปัญหาแม่น้ำโขง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ PNPCA” อ้อมบุญ กล่าว

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) นั้น ประกอบด้วยประเทศสมาชิก  4 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และมีกลไกร่วมกัน คือ ระเบียบปฏิบัติเรืองการแจ้ง การปรึกษาหารือ ล่วงหน้า และข้อตกลง (PNPCA) เมื่อจะมีโครงการใดที่กระทบการบริหารจัดการน้ำ จะต้องมีการแจ้งให้ประเทศสมาชิกทราบล่วงหน้าเพื่อประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามกรอบการทำงานดังกล่าวมักเป็นที่วิจารณ์ถึงประสิทธิภาพในการปฏิบัติจริง เช่น การบังคับใช้และประเทศสมาชิกที่ไม่ครอบคลุมทุกประเทศลุ่มน้ำ ดังนั้นเครือข่ายคนโขง 7 จังหวัดจึงเรียกร้องให้ กระทรวงต่างประเทศซึ่งเป็นหน่วยงานประสานหลักเร่งดำเนินการเจาจรทวิภาคไทย-ลาว เช่น เมื่อเกิดประเด็นระเบิดปลาบริเวณไทย-ลาว กระทรวงเกษตรของไทยจะได้ปรึกษาหารือกับกระทรวงเกษตรของลาวโดยตรง หรือเมื่อเกิดประเด็นเฉพาะพื้นที่ เจ้าแขวงของลาวจะได้หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นๆ ของไทย

เครือข่ายยังเรียกร้องให้ขยายผลการเจรจาสู่การเจรจากับจีน เพื่อแบ่งปันข้อมูลเรื่องน้ำและลดทอนความกังวลเรื่องเขื่อนตอนบนแม่น้ำ

ภาพ: Mekong Butterfly

หลายเรื่องสำคัญ ยังไม่ขยับ : ชะลอซื้อไฟและประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน

“เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ประเด็นที่เกี่ยวพันโดยตรงกับวิกฤตน้ำโขงบางข้อยังไม่ได้มีความคืบหน้าอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่น ข้อเรียกร้องเรื่องชะลอการรับซื้อไฟจากเขื่อนลาวและการออก EIA – รายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน หน่วยงานรับผิดชอบสรุปผลว่าจะจัดเวทีเพื่อหาถกเถียงทางวิชาการต่อ”

นอกจากข้อเรียกร้อง 7 ข้อแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทางภาคประชาชนเสนอในวง คือ การตั้งกองทุนชดเชยเยียวยาชุมชนริมโขงที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากทุกวันนี้ การเยียวยาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำโขงจากโครงการต่างๆ ยังมีลักษณะ “หาจำเลยไม่ได้” เครือข่ายเชื่อว่างบสำหรับเยียวยาไม่ควรมาจากงบประมาณแผ่นดินที่เป็นภาษีประชาชน ทว่าควรมีกระบวนการหักเงินจากโครงการสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เช่น เก็บภาษีจากกำไรไฟฟ้าในส่วนเขื่อนที่สร้างไปแล้ว เป็นแนวคิดที่ต่อยอดงานวิจัยของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง

“แม้กิจกรรมเพื่อแม่น้ำโขงวันนี้จะมีชื่อเล่นว่าคนโขงเดินทางมา ‘เว้าแทนปลา’ แต่การเจรจาวันนี้นับว่าเป็นการพูดเพื่อกว่า 1,200 หมู่บ้านในอีสานที่มีวิถีชีวิตร่วมกับแม่น้ำโขง แม่น้ำโขงยังเป็นมหากาพย์ต่อไปค่ะ” อ้อมบุญ ทิพย์สุนา ประธานเครือข่าย กล่าว