สาธารณชนแห่ #SAVEบางกลอย หวั่นเกิดความรุนแรงซ้ำรอย ‘ปู่คออี้’ และ ‘บิลลี่’

17 มกราคม 2564 เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมือง ยืนยันชาวกะเหรี่ยงบางกลอยมีสิทธิชอบธรรมเดินทางกลับ “ใจแผ่นดิน”​ ไม่ต้องการเห็นความรุนแรงซ้ำรอยนักปกป้องสิทธิรุ่นก่อนหน้า “ปู่คออี้”​ และ “บิลลี่” เร่งรัฐแก้ปัญหาที่ดินทำกินเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง

ผ่านไปแล้วหลายวันนับจาก 14 มกราคม ชาวบางกลอยล่าง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ราว 50 คน พากันเดินทางเท้ากลับขึ้นไปยังหมู่บ้านเก่าก่อนถูกไล่รื้อเมื่อปี 2539 “บางกลอยบน” หรือที่ชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าเป็น “ใจแผ่นดิน”​ จนเกิดเป็นปมขัดแย้งเรื่องที่ดินในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานถึงปัจจุบัน

 

ภาคประชาสังคมร่วมส่งกำลังใจชาวบางกลอย #SAVEบางกลอย // ขอบคุณภาพ: พชร คำชำนาญ

ภาคประชาสังคม และเครือข่ายฯ ออกแถลงการณ์เรียกร้องว่า

  1. ชาวบางกลอยมีสิทธิอันชอบธรรมกลับใจแผ่นดิน และไม่ควรถูกการฟ้องดำเนินคดีจากหน่วยงานรัฐ
  2. รัฐบาลต้องแต่งตั้งคณะกรรมการที่มีภาครัฐ นักวิชาการและภาคประชาชน ขึ้นมาแก้ปัญหาสิทธิที่ดินเพื่อหาทางออกอย่างเป็นธรรมและสันติ
  3. ชุมชนควรได้รับการคุ้มครองตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง รวมทั้งสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ และปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง
  4. รัฐต้องเร่งช่วยเหลือเรื่องชุมชนขาดแคลนอาหารเพราะสถานการณ์โควิด-19 
  5. สาธารณชนทุกภาคส่วนต้องช่วยกันตรวจสอบและกดดันให้รัฐบาลคุ้มครองสิทธิชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย และเร่งระดมความช่วยเหลือชุมชนโดยตรง

20 มกราคม นี้  เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมฯ เขตงานตะนาวศรี จะเดินทางไปยื่นข้อเรียกร้องดังกล่าวต่อ “คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ” ประจำสภาผู้แทนราษฎร พร้อมยืนยันว่าทางออกที่ยั่งยืนของปัญหาสิทธิที่ดินกลุ่มชาติพันธุ์ คือ การยกระดับมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 ขึ้นเป็นกฎหมาย

“ที่ผ่านมารัฐอ้างว่าได้แก้ปัญหาเรื่องที่ดินให้คนบางกลอยแล้ว แต่ชาวบ้านก็ยืนยันว่ามันไม่ได้แก้ปัญหา ยังมีคนตกหล่นไม่ได้สิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐเคยรับปากไว้ เรียกว่าเก็บสะสมความรู้สึกอึดอัดไว้ จนวันนี้พี่น้องเลยตัดสินใจกลับขึ้นไป” เกรียงไกรชีช่วง ผู้ประสานงานกล่าว เขาหวั่นว่าจะเกิดการใช้ความรุนแรงซ้ำรอยในอดีต นอกจากชาวบ้านจะต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ประกาศเป็นอุทยานแล้ว หลายปีมานี้ ชาวบ้านยังกังวลใจซ้ำสองเรื่องการดันผืนป่าแก่งกระจานขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก 

แม้หน่วยงานรัฐจะจัดสรรที่ดินให้ แต่นั้นไม่เพียงพอ พงษ์ศักดิ์ ต้นน้ำเพชร เยาวชนบางกลอย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว เมื่อ 16 ธันวาคม 2563 เนื่องจากชาวบ้านต้องย้ายมาอยู่ร่วมกันบ้านโป่งลึก กลายเป็นหมู่บ้าน “โป่งลึก-บางกลอย” ยังมีชาวบ้านนับสิบรายที่ไม่ได้รับจัดสรรที่ดิน ต้องอยู่กันแออัด ทำให้ทำไร่หมุนเวียนตามวิถีเดิมไม่ได้ และบางส่วนต้องออกไปรับจ้างนอกหมู่บ้าน

“ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านรอคอยการแก้ไขเรื่องปัญหาที่ดินมานานมาก จึงมีความเห็นว่าควรที่จะต้องกลับไปอยู่ที่เดิม ผมหวังด้วยว่าอยากจะประกาศพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษที่ใจแผ่นดิน” 

จากรายงานของ The Active เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ.2564 รายงานว่า มานะ เพิ่มพูน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กล่าวว่า ว่าข่าวลือส่งทหารตามจับ ไม่เป็นความจริง เพราะการดำเนินการกับผู้บุกรุก เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ตามกฎหมาย ส่วนการมีกำลังทหารร่วมปฏิบัติงานนั้น ถือเป็นเรื่องปกติของความร่วมมือตรวจพื้นที่และลาดตระเวน เนื่องจากเป็นพื้นที่ความมั่นคงตามแนวชายแดน ซึ่งกำลังจะมีแผนบินลาดตระเวนตรวจสภาพป่า 23-24 ม.ค. นี้

ขณะเดียวกัน นิรันดร์ พงษ์เทพ ผู้ใหญ่บ้านบางกลอย เผยว่ามีนายทหารระดับสูงของหน่วยเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เดินมาพบและขอให้ชาวบ้านช่วยประสานกับญาติที่อพยพขึ้นไปให้กลับลงมาภายใน 2 วัน  

แถลงการณ์ โดย : เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี, เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย, ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move , คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง