มิติใหม่คดีสิ่งแวดล้อมไทย ชาวน้ำพุชนะคดีกลุ่ม ผู้ก่อมลพิษเยียวยา 1,000 ราย ฟื้นสิ่งแวดล้อมให้ดีดังเดิม

 

ชาวน้ำพุและทนายความหลังรับฟังคำพิพากษาคดีแพ่ง / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ณิชา เวชพานิช

19 ปีที่รอคอย ศาลตัดสินชาวน้ำพุชนะคดีฟ้องกลุ่มโรงงานรีไซเคิลปล่อยน้ำเสีย ผู้ก่อมลพิษต้องเยียวยาคนในพื้นที่ร่วม 1,000 รายและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้ดีดังเดิม ด้านทนายชี้ นี้คือคดีแรกของไทยที่การฟ้องกลุ่มเรื่องมลพิษชนะ เชิญชวนเพื่อนทนายใช้กลไกนี้ช่วยเหลือคนตัวเล็ก 

24 ธันวาคม พ.ศ.2563 ศาลแพ่งนัดรับฟังคำพิพากษาคดี “19 ปี น้ำเสีย น้ำพุ” ณ ศาลแพ่ง รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 11 เมษายน พ.ศ.2560 ชาว ต.น้ำพุ อ.เมือง จ.ราชบุรี ได้รวมตัวยื่นฟ้อง บริษัท แวกซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล เซ็นเตอร์ ธุรกิจกำจัดขยะรีไซเคิลในพื้นที่ ฐานทำน้ำเสียจนชุมชนไม่สามารถใช้ทำเกษตรและเสี่ยงอันตรายเป็นเวลาหลายปี 

ศาลแพ่งตัดสินให้ บริษัทและกรรมการบริษัท (จำเลย) ชดใช้ค่าเสียหายแก่ชาวบ้าน 3 รายที่เป็นตัวแทนคนในพื้นที่ฟ้อง (โจทก์) ร่วม 1.3 ล้านบาท และยังกำหนดให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่คนในพื้นที่ซึ่งมีลักษณะเฉพาะร่วมกับตัวแทนฟ้อง คือ “เป็นบุคคลที่มีถิ่นอาศัยและทำกินอยู่ในพื้นที่ หมู่ 1 ต.น้ำพุ อ.เมือง จ.ราชบุรี ในช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบ” โดยมีร่วม 1,000 ราย

ตลอด 19 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านน้ำพุ ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหากลิ่นเน่าเสียและ “ห้วยน้ำพุ” แหล่งน้ำอุปโภคสายสำคัญ รวมไปถึงบ่อบาดาลต่างๆ ปนเปื้อนสารโลหะหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน 4 ชนิด (นิกเกิล แมงกานีส ตะกั่ว และสารหนู) ซึ่งโรงงานไม่มีระบบป้องกันที่ได้มาตรฐาน เช่น ระบายน้ำเสียลงห้วยน้ำพุโดยไม่มีการป้องกันที่ได้มาตราฐานและไม่ได้สร้างบ่อตรวจสอบคุณภาพน้ำตามกฎหมาย

ศาลได้พิพากษาให้บริษัทฯ และกรรมการฯ ชำระหนี้ 3 ประเภทแก่ผู้ได้รับความเสียหาย 

1.ค่ารักษาพยาบาล ร่วม 7 ปี (พ.ศ.2559 – 2565) ตั้งแต่ 5,000 – 15,000 บาท ขึ้นอยู่กับการตรวจสารโลหะหนักในเลือด โดยผู้ที่ไม่พบสารโลหะหนักในเลือดจะได้รับการชดเชยเช่นกัน ในฐานค่าชดเชยต่ำสุด

2.ค่าเสียหายต่อสุขภาพและอนามัย ให้แก่ผู้ที่ตรวจพบสารโลหะหนักในเลือดเกินเกณฑ์มาตรฐาน ให้เป็นเงิน 30,000 บาท และให้ผู้ที่อายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นเงิน 100,000 บาท

3.ค่าเสียหายต่อพื้นที่เกษตร เช่น ลำไย มะม่วง มะนาว มันสำปะหลัง ฯลฯ โดยคิดค่าชดเชยต่อไร่แล้วแต่พันธุ์พืช  เป็นเงินราว 1,000 – 19,000 บาทต่อไร่ เนื้อที่ไม่เกิน 30 ไร่ต่อครัวเรือน

นอกจากนั้นแล้ว จำเลยต้องฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ดิน น้ำ ให้กลับมาอยู่ในสภาพปกติและเป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งชาวบ้านสามารถหาบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ฟื้นฟูนี้แทนตัวบริษัทฯ ได้ โดยจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ สมชาย อามีน ทนายประจำฝ่ายโจทก์ ชี้แจงว่า สิ่งท้าทายที่ต้องทำถัดจากนี้ คือ ชาวน้ำพุต้องพิสูจน์สิทธิว่าตนเข้าเกณฑ์ได้รับการเยียวยาประเภทไหนบ้าง จึงจะทราบจำนวนผู้ได้รับการเยียวยาและจำนวนค่าเสียหายจากการฟ้องกลุ่มคดีนี้

“คดีน้ำพุวันนี้นับว่าเปิดมิติใหม่คดีสิ่งแวดล้อมของไทย เพราะเป็นคดีมลพิษแรกที่ฟ้องแบบกลุ่มชนะ ผมอยากส่งเสริมให้ทนายความและนักกฎหมายใช้การฟ้องคดีแบบกลุ่มเป็นโอกาสช่วยคนตัวเล็กในพื้นที่ ถ้าผู้ประกอบการโดนฟ้องแบบนี้บ่อยๆ จะได้เกรงกลัวในการทำธุรกิจที่กระทบสิ่งแวดล้อม”

เขาเสริมว่า ศาลนั้นส่งเสริมกลไกการฟ้องแบบกลุ่ม เห็นได้จากว่าได้ตั้งเงินรางวัลให้ทีมทนายเมื่อชนะคดี

นิวัช ชัชวาลย์ หนึ่งในผู้ยื่นฟ้องกลุ่มที่บ้านอยู่ติดลำห้วยน้ำพุ เผยว่า 

“รู้สึกดีใจที่ศาลยังรู้ว่าสิ่งแวดล้อมที่บ้านเรายังไม่ดี จริงๆ แล้วชาวบ้านไม่ได้ดีใจกับการได้ค่าเยียวยาเท่ากับโรงงานหยุดทำงานและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับมาสภาพเดิม” 

“เราไม่รู้ว่าโรงงานจะให้ความร่วมมือต่อหรือเปล่า ต้องรอดูกัน” เขาเผยความกังวลเนื่องจาก บริษัทฯ จะยื่นอุธรณ์ต่อ ทำให้การสู้คดียังต้องใช้เวลาต่อ

ด้าน เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ (Earth) ที่ช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ชุมชน ให้ความเห็นว่า ยินดีกับผลตัดสินวันนี้ แต่ยังมีบางจุดที่ไม่ตรงกับความคาดหวัง คือ คำตัดสินเกี่ยวกับการเยียวยาพื้นที่เกษตรนั้น ศาลใช้หลักเกณฑ์รับมือภัยแล้งคำนวณค่าเสียหาย โดยให้เหตุผลว่าชาวบ้านไม่สามารถใช้น้ำจากลำห้วยได้ เธอมองว่า การปนเปื้อนมลพิษนั้นไม่เหมือนกัน เพราะเป็นผลจากมนุษย์

“วันนี้ ถึงคดีจะชนะ แต่สารก่อมะเร็งอยู่ในแหล่งน้ำแล้ว ชุมชนน้ำพุเจอปัญหามากว่า 19 ปี ต้องพึ่งกระบวนการยุติธรรมที่ต้องใช้ความลำบากและพยานหลักฐานมากมาย สิ่งที่เราต้องทบทวนกันคือตั้งแต่กระบวนการสร้างโรงงาน มันคุ้มค่าไหมที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะเดินหน้าตั้งโรงงานรีไซเคิลในอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศ หากทำ ควรจะต้องศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA)”

หลังจากนี้ ชาวน้ำพุจะต้องคิดเรื่องดำเนินการจดทะเบียนเป็นมูลนิธิหรือองค์กรต่อ เนื่องจากศาลได้พิจารณาให้ชุมชนสามารถฟ้องเรียกร้องบริษัทฯ ให้ตั้ง “กองทุนเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมชุมชน” เป็นเงิน 50 ล้านบาท หากฝ่ายโจทก์มีสถานะเป็นนิติบุคคล และนอกจากคดีแพ่งนี้แล้ว ชุมชนยังรอการพิจารณาของศาลปกครอง คดีฟ้องหน่วยงานรัฐในฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่กำกับโรงงานในความดูแล