ฉะนิคมอุตฯ จะนะเอื้อทุนปิโตรเคมี นักวิชาการย้ำ จะนะจะดีชาวบ้านต้องมีส่วนร่วมพัฒนา

เวทีเสวนาชี้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ผลักดันโครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา หรือ “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” เอื้อทุนปิโตรเคมี ไร้การมีส่วนร่วมประชาชนในพื้นที่ ยิ่งฝังรากความขัดแย้งชายแดนใต้ ย้ำทางแก้ต้องเริ่มนับหนึ่งกระบวนการศึกษาความเหมาะสมการพัฒนาในพื้นที่ใหม่ โดยใช้ฐานทรัพยากรและความต้องการของชุมชนเป็นตัวตั้ง

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2563 เวลา 10.00 น. เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น จ.สงขลา, ศูนย์เรียนรู้เฝ้าระวังและปกป้องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (ศปส.) ระยอง, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, Greenpeace Thailand, ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาพลเรือน และสำนักข่าวสิ่งแวดล้อม ร่วมเสวนาหัวข้อเส้นทางเมืองนิคมอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต ณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม
เวทีเสวนาหัวข้อเส้นทางเมืองนิคมอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ณิชา เวชพาณิช

อาภา หวังเกียรติ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต อธิบายว่า ประเทศไทยมีแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ที่กำหนดอนาคตโครงการพัฒนาอย่าง โรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงไฟฟ้าเอกชน กำหนดให้มีจำนวนเท่าไร โรงไฟฟ้าต้องอยู่ในแผน (Power Development Plan : PDP) ก่อนเริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้าต้องประมูลแข่งขันประกวดราคา เพื่อให้ได้โควตาขายไฟฟ้าให้ทางภาครัฐ

“แต่กรณีนิคมอุตสาหกรรมจะนะ กลับได้โควตาพิเศษ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ใช้กลไกพิเศษขอโควตาพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า เสนอผ่านคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่  โดยที่บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด มหาชน  (TPIPP) ไม่ต้องประมูลเลย” อาภา กล่าว

เสาวรัจ รัตนคำฟู สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมติทั้งที่ยังไม่มีรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) และ รายงานผลกระทบต่อสุขภาพ (Environmental Health Impact Assessment : EHIA) ซึ่งมีแค่ภาครัฐ และภาคเอกชนเกี่ยวข้อง อีกทั้งภาคเอกชนต้องเป็นผู้ศึกษารายงานดังกล่าว เป็นเรื่องสงสัยได้ว่าภาคเอกชนส่วนใหญ่ต้องทำรายงานที่สนับสนุนให้โครงการผ่าน ความไม่สมดุลทางอำนาจดังกล่าวเปรียบเสมือนการติดกระดุม “หากติดเม็ดแรกผิด ก็ทำให้เม็ดต่อไปผิดตามด้วย”

“มันมีการตั้งคำถามมากมายในความชอบธรรมโครงการ การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental. Assessment : SEA) เป็นการศึกษาผลกระทบทั้งพึงประสงค์และไม่พึงประสงค์  สร้างความโปร่งใส เกิดความชอบธรรม ทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ถูกใช้เป็นประโยชน์ของนายทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และทำให้รู้วัตถุประสงค์โครงการที่แท้จริงคืออะไร สุดท้ายแล้ว จะนะ จะดีหรือจะร้าย จะดีหากมีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน อย่างการประเมิณสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental. Assessment : SEA) จะร้ายถ้าเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆถ้าไม่ได้ทำ” เธอทิ้งท้าย

รุ่งเรือง ระหมันยะ เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น จ.สงขลา กล่าวว่า ต้องนับหนึ่งใหม่ ให้ยกเลิกโครงการนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมดก่อน  ไม่ว่าจะพื้นที่ใดควรต้องมีการทำ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ( EIA) และ รายงานผลกระทบต่อสุขภาพ (EHIA) อีกทั้งสำรวจพื้นที่ตรงนั้นว่ามีความเหมาะสมหรือไหม โดยไม่ใช่เป็นอำนาจพิเศษที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ที่มีกลุ่มทุนซื้อที่ดิน และมีนักการเมืองท้องถิ่นผลักดัน ซึ่งชาวบ้านไม่มีส่วนร่วม ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งตามมามากมาย เมื่อว่ารู้ทีหลังว่ามีโครงการขนาดใหญ่มาพัฒนาในพื้นที่ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต) ควรเป็นองค์กรที่แก้ไขความขัดแย้งให้กับชุมชน

“ผมไม่เข้าใจประเทศไทยทำไมถึงผลักดันในสิ่งที่ชาวบ้านไม่ต้องการ คุณไม่เข้าข้างชาวบ้านเลย บ้านจะนะมีป่านาเล ซึ่งมีนาอินทรีย์ 2,000 ไร่ มีทะเลหาดทรายยาว มีสัตว์คุ้มครอง โลมา เต่า มีนกเขา นั้นคือภูมิปัญญาของจะนะทำไม ไม่เข้าหาและเข้าใจ กลับแต่จะกล่อมเขาโดยทำเหมือนที่มาบตาพุต แค่งบ 100 ล้านบาทก็พัฒนาพื้นที่จะนะไปไกลแล้ว คุณเอางบ 18,000 ล้านบาทมาทำไม ” รุ่งเรือง กล่าว

“ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต) พยายามบอกว่าทำไปตามขั้นตอน แต่กลับไม่เป็นไปตามนั้น การทำผังเมืองรวมมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 ประกาศใช้ปี พ.ศ.2559 แต่กลับมาเสนอให้เปลี่ยนผังเมืองปี พ.ศ.2561 บริษัทก็มาประกาศทำอีไอเอ  มีแต่การรวบรัดขั้นตอน ศอ.บต.ทำแบบไม่ฟังเสียงชุมชน” เขาทิ้งท้าย

นันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาพลเรือน ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อธิบายว่า พื้นที่อยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเฉพาะกิจ ประกาศตามกฎหมายด้วยอำนาจมาตรา 10 โดยกระบวนการพิจารณาโครงการจะต้องผ่านกลไกที่บริหาร เข้ากระบวนการเสนอแผน คณะกรรมการในพื้นที่พิจารณาซึ่งมีลักษณะคล้าย โครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โดยเป็นกรรมการชุดใหญ่ซึ่งเป็นไปตามกรอบข้อเสนอผ่าน ครม. ล่าสุด มีตัวแทนภาคส่วนต่างๆเข้ามากลไกทำงานในเรื่องนี้ไม่ใช่มีฝ่ายภาครัฐอย่างเดียว เพื่อจัดระบบและมีการติดตามผล

“ผมว่าเราจะต้องไปทำเวทีย่อยในแต่ละกลุ่มในเชิงรับฟังข้อมูลทั้งหมด รายละเอียดมาใหม่จะต้องมาในแผนของภาคเอกชนที่พูดทางผู้แทน มันจะต้องมีรายละเอียดมาพิจารณา ต้องการความชัดเจนของแผนการลงทุนภาคเอกชน ทั้งขอบเขตพื้นที่ กิจกรรมการผลิต แรงงานที่ใช้ห่วงโซ่ที่จะเห็นในอนาคต”