คนไทยยังเสี่ยงถูกละเมิดสิทธิสิ่งแวดล้อม แม้รายงาน ‘RWI’ ชม อาเซียนคุ้มครองสิทธิเข้มแข็งขึ้น

แม้ว่าผลการศึกษาล่าสุด โดยสถาบัน Raoul Wallenberg Institute of Human Rights and Humanitarian Law’s (RWI) เผยว่า ชาติอาเซียนมีพัฒนาการด้านการคุ้มครองสิทธิสิ่งแวดล้อมดีขึ้น นักสิทธิสิ่งแวดล้อมไทย ยังแสดงความกังวลว่า กรณีตัวอย่างความก้าวหน้าในการคุ้มครองสิทธิสิ่งแวดล้อมยังมีลักษณะปัจเจก ในขณะที่นโยบายและเป้าหมายการสร้างกลไกปกป้องสิทธิสิ่งแวดล้อมยังคงอ่อนแอ

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2563 สถาบัน RWI ได้เปิดเผย รายงานวิจัย “Prosperous and Green in the Anthropocene: The human right to a healthy environment in Southeast Asia” ที่ได้ศึกษาวิเคราะห์กรอบกฎหมาย นโยบาย และกรณีศึกษาสำคัญๆ ของ 10 ชาติสมาชิกอาเซียน ในด้านการปกป้องสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งได้สรุปว่า การคุ้มครองสิทธิในสิ่งแวดล้อมในหลายชาติอาเซียนมีความก้าวหน้ามากขึ้น

สิทธิสิ่งแวดล้อม
สถาบัน Raoul Wallenberg Institute of Human Rights and Humanitarian Law’s (RWI) เปิดตัวรายงานล่าสุด ชี้ว่าการปกป้องสิทธิสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคอาเซียนมีพัฒนาการดีขึ้น เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2563

Claudia Ituarte-Lima นักกฎหมายสาธารณะสากล สถาบัน RWI และหัวหน้าทีมศึกษาของรายงานฉบับนี้ เปิดเผยว่า แม้พัฒนาการด้านการคุ้มครองสิทธิในสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลชาติอาเซียนจะไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้างเท่าใดนัก แต่ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลของหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้วางกรอบกฎหมายและนโยบายที่สำคัญหลายประการ อันเป็นการรับรองสิทธิของประชาชนในการอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและปลอดภัยให้กว้างขวางขึ้น อันถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม

หนึ่งในกรณีตัวอย่างการดำเนินการคุ้มครองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี ที่ทีมนักวิจัยเลือกมานำเสนอคือ ประเด็นชัยชนะของชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบสุขภาพจากมลพิษโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง ที่ภายหลังการต่อสู้ฟ้องร้องในชั้นศาลที่ยาวนานกว่า 12 ปี ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ผู้ได้รับผลกระทบรวม 131 ราย

รายงานระบุอีกว่า ประชาคมอาเซียนยังได้รับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด และยั่งยืน ในปฏิญญาสิทธิมนุษยชนอาเซียน 2012 ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีสนธิสัญญาหรือข้อผูกมัดทางกฎหมายใดๆ ให้ชาติสมาชิกอาเซียนปฏิบัติก็ตาม และมีเพียง 4 ประเทศจาก 10 ชาติอาเซียน ที่ได้ให้การรับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยในรัฐธรรมนูญของประเทศ ชี้ให้เห็นว่าการคุ้มครองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยยังสามารถพัฒนาในเข้มแข็งยิ่งขึ้นได้อีก

ทีมนักวิจัยได้ชูข้อเสนอสำหรับชาติอาเซียน ในการยกระดับการคุ้มครองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีให้เข้มแข็งและครอบคลุมมากขึ้น ดังนี้:

  • พัฒนากรอบกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีในระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม
  • ขยายขอบเขตและเพิ่มอำนาจของ คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights) ในการส่งเสริมและตรวจสอบการปกป้องสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค
  • สนับสนุนการทำงานของศาลเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม และองค์กรคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค
  • ส่งเสริมการบรรจุหลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม สุภาพร มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) แสดงความเห็นต่อรายงานว่า แม้ว่ารายงานได้เสนอตัวอย่างความก้าวหน้าในการคุ้มครองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีในอาเซียน กระนั้นตัวอย่างความสำเร็จในการคุ้มครองสิทธิส่วนใหญ่ยังคงเป็นเรื่องรายกรณี แต่ว่ายุทธศาสตร์การส่งเสริมสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีผ่านกลไกกฎหมาย โดยเฉพาะในประเทศไทย ยังคงไร้ความชัดเจน จนอาจเป็นเหตุให้เกิดการละเมิดสิทธิสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

“ปัญหาหลักของการคุ้มครองสิทธิสิ่งแวดล้อมในไทยคือ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่มีการรับรองสิทธิในการอยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ดี ดังนั้นกลไกทางกฎหมายในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนจึงยังอ่อนแอ” สุภาพร กล่าว

“ดังนั้นเราจึงยังไม่มีการบังคับใช้หลักการ Extended Producer Responsibility (หลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต: EPR) ในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์, สิทธิของประชาชนในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นต่อการวางยุทธศาสตร์ หรือโครงการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ถูกละเลย, แม้แต่กระบวนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบปัญหาสิ่งแวดล้อมก็ยังไม่มีประสิทธิภาพ”

แม่เมาะ
โรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ ที่ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง //ขอบคุณภาพจาก: มะลิววรรณ นาควิโรจน์

ในขณะที่ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) นารีรัตน์ พันธุ์มณี กล่าวยืนยันว่า แผนจัดการสิ่งแวดล้อมทุกฉบับให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิในการอาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ดี และสิทธิที่ประชาชนสามารถเข้าร่วมในการจัดการและการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

“การอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญมากต่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ มีผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน เราให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วน โดยส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้เกิดความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม” นารีรัตน์ กล่าว

“ประเทศไทยยังเป็นภาคีข้อตกลงหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม อาทิ ความตกลงปารีส, อนุสัญญาไซเตส, อนุสัญญาบาเซิล ซึ่งเรามีข้อผูกมัดในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของข้อตกลงเหล่านี้”

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง