รับมือฤดูฝุ่นเหนือยุค 4G มท. – คพ. ยกระดับคุมไฟป่า – หมอกควันภาคเหนือผ่านแอปพลิเคชัน

หน่วยงานรัฐนำร่องแก้ปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือด้วยเทคโนโลยี เตรียมรับมือฤดูฝุ่นควันภาคเหนือปีนี้ ด้านกรีนพีชเสนอ ควรให้ความสำคัญระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศแก่ประชาชนให้แม่นยำ ตรงต่อสถานการณ์มากขึ้น และคำนึงถึงการแก้ไขหมอกควันข้ามพรมแดน

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 ผู้บริหารกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมชี้แจงการบันทึกข้อมูลและทดลองใช้ระบบบัญชาการดับไฟป่า ผ่านแอปพลิเคชัน Line Chatbot ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลางส่วนภูมิภาค อาสาสมัคร และภาคีเครือข่าย

หมอกควัน
หมอกควันฝุ่น PM2.5 หนาทึบ ปกคลุมพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ปรัชญ์ รุจิวนารมย์

อธิบดี ปภ. บุญธรรม เลิศสุขีเกษม เปิดเผยว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และชี้เป้าการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ได้อย่างเหมาะสม ตรงจุด และตอบโจทย์นโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่

“ช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี พื้นที่ภาคเหนือ 17 จังหวัดมักประสบปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สิน รัฐบาลจึงได้ประกาศให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เป็นวาระแห่งชาติ โดยมุ่งบูรณาการทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ อาสาสมัคร และประชาชนจิตอาสาขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างครอบคลุมทุกมิติ” บุญธรรม กล่าว

“การประชุมฯ ครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือได้ร่วมกันเรียนรู้การใช้งานระบบบัญชาการดับไฟป่าผ่านแอปพลิเคชัน Line Chatbot รวมถึงทุกหน่วยงานจะได้ซักซ้อมการบริหารจัดการไฟป่า และสามารถนำไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม รวมถึงยังเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และชี้เป้าการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอีกด้วย”

เช่นเดียวกัน อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) อรรถพล เจริญชันษา เปิดเผยว่า ในปีนี้ คพ. ได้มีการปรับปรุงการทำงานให้มีความกระชับฉับไวมากขึ้น โดยในปัจจุบันได้มีเทคโนโลยีในการเผชิญเหตุและเฝ้าระวัง Hotspot ที่มีความละเอียดมากขึ้น ทำให้เห็นจุดความร้อนที่มีขนาดเล็กๆ ได้ง่ายขึ้น เพื่อเสริมการดำเนินมาตรการป้องกันไฟป่าและแก้ปัญหาหมอกควันตามรูปแบบ single command ในพื้นที่ภาคเหนือให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“เรามีการพูดคุยกันและมีการประชุมกันก่อนถึงฤดูไฟป่าแล้วครับ ในส่วนของพื้นที่ป่าเราก็จะมีการจัดการเชื้อเพลิง โดยเราจะไปดูว่าพื้นที่ตรงไหนที่มันมีสภาพพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ และใช้วิธีการจัดการเชื้อเพลิงโดย “การชิงเผา” มีเป้าหมายลดเชื้อไฟครอบคลุมเนื้อที่ประมาณ 1 ล้านไร่ เพื่อลดความต่อเนื่องของเชื้อเพลิงและสร้างแนวกันไฟ เมื่อเกิดเพลิงก็จะสามารถควบคุมได้ง่ายขึ้น” อรรถพล กล่าว

“เรามี single command ที่ให้ผู้ว่าการจังหวัดที่จัดการมาตรการป้องกันไฟป่าและแก้ปัญหาหมอกควันให้เกิดความเข้มแข็ง โดยในปัจจุบันเราได้ใช้เทคโนโลยีในการเผชิญเหตุและเฝ้าระวัง Hotspot ที่มีความละเอียดมากขึ้น ทำให้เห็นจุดความร้อนที่มีขนาดเล็กๆ ได้ง่ายขึ้น เรายังมีโปรแกรมที่เรียกว่า FIRE Ranger ที่จะโชว์สถานะเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในพื้นที่ไฟไหม้ป่า ให้รู้ว่าตรงนี้มีคนหรือไม่มี รวมไปถึงสถานะของเครือข่ายของการสมัครดับไฟป่า ชาวบ้านทุกคนยังใช้ LINE Application และใช้ฟังค์ชั่นระบุตำแหน่งของ LINE Application นำมาใช้ให้เห็นว่ามีใครอยู่ในบริเวณที่เกิดไฟป่าอีกด้วย”

นอกจากนี้ เขากล่าวว่า ยังได้พัฒนาแอปพลิเคชัน “จองเบิร์น” ที่ช่วยให้เกษตรกรตรวจเช็ควันเผา เพื่อจองวันในการเผาพื้นที่เกษตรโดยจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ไปช่วยจัดระเบียบการเผา เป็นการจัดระเบียบการเผาป้องกันการเผาพร้อมกันซึ่งจะทำให้เกิดฝุ่นควันสะสม

ในขณะที่ ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า แม้ในปีนี้การรับมือปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันภาคเหนือจะดำเนินการในเชิงรุกมากขึ้น แต่มาตรการส่วนใหญ่ยังคงเป็นการดำเนินการแบบรวมศูนย์ และเน้นการจัดการไฟในพื้นที่ป่าอนุรักษ์มากกว่าพื้นที่เกษตร รวมถึงการจัดการที่ยังคงมองคนท้องถิ่นว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา

“เรามีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือทุกปี ขึ้นอยู่กับว่าจะเจอหนักหรือเบา ปีนี้เป็นปีลานิญญา ดังนั้นสถานการณ์ฝุ่นควันภาคเหนือจึงอาจไม่รุงแรงเท่าเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และถ้าหากทุกภาคส่วนได้นำบทเรียนจากฤดูหมอกควันครั้งก่อนมาปรับปรุง ก็อาจช่วยให้สถานการณ์หมอกควันในฤดูกาลนี้ดีขึ้น” ธารา กล่าว

ผู้อำนวยการกรีนพีช ประจำประเทศไทย ชี้ว่า นอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบและป้องกันการเผาแล้ว การแจ้งเตือนคุณภาพอากาศที่แม่นยำแก่ประชาชนก็เป็นอีกมาตรการที่ทางภาครัฐควรให้ความสำคัญ โดยในเรื่องนี้ก็ได้มีหน่วยงานวิชาการออกมาสนับสนุนมากขึ้น เช่น ระบบเตือนภัยคุณภาพอากาศผ่านระบบ Dustboy ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น

ฝุ่นควัน
Mekong Air Quality Explorer (http://aqatmekong-servir.adpc.net/en/mapviewer/) เป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดรับมือวิกฤตฝุ่นควัน โดยผ่านความร่วมมือกับ USAID, NASA, ADPC, SERVIR-Mekong และ GISTDA ประเทศไทย //ขอบคุณภาพจาก: CCDC: Climate Change Data Center

อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่า มาตรการป้องกันปัญหาไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือ ยังคงมุ่งเน้นไปที่การจัดการในประเทศเป็นหลัก ทั้งๆ ที่ส่วนหนึ่งของปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือมาจากฝุ่นควันข้ามพรมแดน ที่มีที่มาจากการเผานอกประเทศ

“ปัจจัยการเผานอกประเทศ เป็นปัจจัยที่คุมยากมาก เพราะยังมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างต่อเนื่องในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งใน พม่า ลาว และกัมพูชา โดยในปีนี้เรายังต้องจับตาการเผาในฝั่งกัมพูชาเป็นพิเศษ จากการที่รัฐบาลกัมพูชาได้ให้สัมปทานบริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุนปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งอาจทำให้เกิดหมอกควันข้ามพรมแดน กระทบกับประเทศไทยได้” เขากล่าว