นโยบายคสช.ทำ ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ น่วม เครือข่ายภาคปชช.นานาชาติจัดเวที ‘ศาลประชาชน’ หาทางออก

ผลกระทบนโยบายรัฐบาลคสช. ทำให้สิทธิชุมชนการประกอบอาชีพทางทะเล ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ น่วม เครือข่ายระดับนานาชาติร่วมจัดเวี ‘ศาลประชาชน’ รวมนักวิชาการทั่วโลกพูดคุยถกประเด็นความเหลื่อมล้ำ และแนวทางแก้ไขปัญหา  

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 เครือข่ายประมงพื้นบ้านโลก (The World Forum of Fisher Peoples), มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Foundation), และองค์กรพัฒนาเอกชนประเทศอินเดีย (Sneha India) จัดเวทีเสวนาศาลประชาชน ผลกระทบของนโยบายเศรษฐกิจสีน้ำเงินในประเทศไทย โดยมี นักเคลื่อนไหวนานาชาติ, นักวิชาการ และแกนนำชุมชน ร่วมพูดคุยปัญหาและทางออกจากผลกระทบการประกอบอาชีพทางทะเล (เศรษฐกิจสีน้ำเงิน) ในประเทศไทย ที่ ห้องประชุมร้านอาหารเฒ่าทะเล ชายทะเลบ้านอ่าวอุดุม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

การประกอบอาชีพทางทะเล “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” // ขอบคุณภาพจาก: Sustainable Development Foundation

สมบูรณ์ คำแหง แกนนำนักปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม จ.สตูล เปิดเผยว่า 10 ปีกับการเคลื่อนไหวของชุมชนอ่าวปากบารา จ.สตูล ใช้ชื่อ “สมัชชาคนสตูล” ร่วมกันจัดการทรัพยากรธรรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การจัดการทรัพยากรประมง, การจัดการสัตว์น้ำในเชิงคุณภาพ, การออกแบบการท่องเที่ยวชุมชน – ภาครัฐ และ การจัดการผลผลิต เครื่องกลจับสัตว์น้ำ – อาหารปลอดสารพิษ อีกทั้งพื้นที่ถูกประกาศจากองค์กร UNESCO จ.สตูลเป็นแหล่งทาง ‘อุทยานธรณีสตูล’ ทำให้โครงการพัฒนาท่าเรือ และนิคมอุตสาหกรรม ถูกชะลอโครงการ นอกจากนั้นโครงการดังกล่าวสังเกตกระบวนการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพในสิ่งแวดล้อม ESA มีความไม่ชอบธรรม

“สมัชชาคนสตูล คัดค้านโครงการนิคมอุตสาหกรรมเนื่องจากมีความหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติหวั่นกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งพยายามที่จะสื่อสารกับผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ไม่ควรให้มีโครงการขนาดใหญ่เนื่องจาก อ่าวปากบาราเป็นพื้นที่ต้นทุนของชุมชนที่สำคัญในด้านการประมง และการท่องเที่ยว” สมบูรณ์ กล่าว

“ยุคสมัยรัฐบาล คสช. การเรียกร้องสิทธิชุมชนด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้พี่น้องนักเคลื่อนไหวจ.สตูล ถูกดำเนินคดีทั้งหมด 9 ราย ปัจจุบันกำลังดำเนินคดีซึ่งรวมเป็นเวลา 6 ปีแล้วเห็นได้ชัดว่าการออกปกป้องสิทธิชุมชนในประเทศไทย ในยุครัฐบาล คสช. มีความเสี่ยงดังกล่าว ซึ่งชุมชนพร้อมใจยอมรับชะตากรรมตรงนี้” เขาทิ้งท้าย

ปิยะดา เด็นเก คณะกรรมการสมาพันธ์สตรีชาวประมงพื้นบ้านภาคใต้ ตัวแทนสตรีชุมชนอ่าวปากบารา กล่าวว่า ชุมชนอ่าวปากบาราและชุมชนใกล้เคียง ร่วมทำงานวิจัยเรื่องการประมงและ การท่องเที่ยว ในพื้นที่เกาะหลีเป๊ะ เกาะตะรุเตา และเกาะเขาใหญ่ เพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว พร้อมยืนยันว่าการโครงการพัฒนาอุตสาหกรรม กับ การท่องเที่ยว และอาชีพการประมงในจ.สตูล ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมชุมชน และบริบทในพื้นที่

“พื้นที่อ่าวปากบาราเป็นพื้นที่หลายชุมชนใช้ทรัพยากรร่วมกัน จึงเกิดความร่วมมือในการทำวิจัยการท่องเที่ยว และการประมง ศึกษางานตามเวทีต่างๆ พวกเราพร้อมให้กำลังใจนักเคลื่อนไหวปกป้องสิทธิชุมชนด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่อยู่ในระหว่างการดำเนินคดี” ปิยะดา กล่าว

สุนทรี เซ่งกิ่ง เครือข่ายผู้หญิง หรือ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน อธิบายว่าเรื่องการเมืองและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง จากผลการศึกษาพบว่ารัฐบาลยุค คสช. มีความเร่งรัดในกฎหมายพิเศษ โครงการพัฒนาขนาดใหญ่การนิคมอุตสาหกรรม (EEC) และการสร้างท่าเรือ สะท้อนให้เห็นว่าเราต้องต่อสู้ทางการเมือง เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง นโยบายมีผลสำคัญอย่างยิ่งในการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ ในเรื่องของการจัดการทรัพยากร การแย่งชิง พื้นที่ในการทำการประมง

“ปัญหาที่ต้องแก้ไขในเรื่องบทบาทของผู้หญิงสัดส่วนของกลไก คณะกรรมการระดับจังหวัด รวมถึงระดับชาติ ในการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจสีน้ำเงิน เรื่องการทำประมงซึ่งผู้หญิงไม่สามารถขึ้นทะเบียน ได้เนื่องจากกฎหมายยังไม่ยอมรับ อีกทั้งมาตราการในรัฐธรรมนูญปี 40 จนถึงปัจจุบัน ในมาตรา 27 กล่าวถึง การเลือกปฎิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล แต่มาตรการที่รัฐกำหนดให้การส่งเสริมพิเศษสำหรับผู้ที่อ่อนแอกว่า ไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฎิบัตินั้น ควรให้มีการทบทวนการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในมิติกฎหมาย” สุนทรี กล่าว

“บทบาทของผู้หญิงควรถูกพูดเพิ่มมากขึ้น มาตราการระดับสังคม และความตระหนักในหน่วยงานรัฐ บทบาทผู้ชาย ผู้หญิง ในการมีส่วนร่วมชาวประมง การยอมให้ขึ้นทะเบียนอาชีพประมง การแปรรูป และการค้า” เธอทิ้งท้าย