เครือข่ายภาคปชช. ชูหลักการ ‘เขียนรัฐธรรมนูญฉบับปชช.’ ก่อนรัฐสภาบรรจุร่างแก้ไข

เครือข่ายภาคประชาชนร่วมกันเสวนาทางออกของประเทศไทย ชูหลักการ ‘เขียนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน’ ก่อนรัฐสภาบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวันที่ 17 พฤศจิกายน นี้

เครือข่ายเขียนอนาคตประเทศไทย จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “เขียนรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 1” โดยมีเยาวชน นักวิชาการ ตัวแทนชุมชน และสภาองค์กรชุมชน ร่วมพูดคุยหาแนวทางการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ณ อนุสรณ์สถานถังแดง จ.พัทลุง 

ประสิทธิ์ชัย หนูนวล เลขาธิการเครือข่ายเขียนอนาคตประเทศไทย กล่าวว่า จากการเคลื่อนไหวของประชาชนโดยใช้ชื่อ “คณะราษฎร” ซึ่งพยายามผลักดันให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีหัวใจหลักคือ “ประชาชน” เครือข่ายเขียนอนาคตใหม่ร่วมกันหารือในหลายภูมิภาค เริ่มแล้วที่ภาคตะวันออก และภาคใต้ เพื่อเปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็นทิศทางของประเทศไทยโดยประชาชน ก่อนที่รัฐสภาจะบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน วันที่ 17 พฤศจิกายน ทางเครือข่ายเขียนอนาคตใหม่ร่วมกันขอเสนอร่างรัฐธรรมนูญ 2 เงื่อนไข 6 ขั้นตอนดังนี้

หลักการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน // ขอบคุณภาพ: เขียนอนาคตประเทศไทย

“หัวใจสำคัญจังหวะนี้ คือประชาชนร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อจะเขียนอนาคตไม่ใช่สถานะกฎหมาย แต่เป็นสถานะกำหนดทิศทางของประเทศอย่างไร อย่างการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ควรจะมีหลักการว่าทรัพยากรที่ใดก็ตาม คนในพื้นที่นั้นต้องจัดการ ปัญหาของประเทศนี้คือ คนส่วนกลางเป็นคนกำหนดว่าจะเป็นแบบไหน โดนคนในจังหวัดไม่มี กระบวนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งรัฐบาลควรมีหน้าที่แค่สนับสนุนร่วมกัน” ประสิทธิ์ชัย กล่าว

“ปรับรูปแบบจัดการปิโตรเลียมของประเทศไทยเพื่อให้มีความเป็นธรรมโดยรัฐบาล หรือบรรษัท จะต้องนำมูลค่าปิโตรเลียมทั้งหมดให้ประโยชน์กับคนไทย กรณีตัวอย่างประเทศมาเลเซีย มีบริษัทบรรชาติจัดการโดยผูกกับรัฐ แล้วผลกำไรทั้งหมดเข้าสู่รัฐแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ประเทศไทยกลับให้สัมปทานกรรมสิทธิ์ทั้งหมดจึงตกอยู่ที่นายทุนต่างชาติ อีกทั้งพลังงานไฟฟ้า รัฐต้องไม่เอื้อให้กับหน่วยงานไฟฟ้าที่มีเจ้าของเพียงไม่กี่ตระกูล หรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอย่างเดียว ประชาชนต้องเป็นผู้ออกแบบการไฟฟ้าของตนเอง และผลิตจำหน่ายให้กับรัฐบาลได้” เขาทิ้งท้าย

ด้านอรุณ ศรีสุวรรณ นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม จ.พัทลุง เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ ถูกเขียนออกมาเพื่อควบคุมกระบวนการจัดการน้ำโดยหน่วยงานภาครัฐ ปัญหาของประชาชนคือเราไม่มีระบบในการจัดการน้ำระดับท้องถิ่นว่าจะทำอย่างไร ซึ่งการต้องพึ่งหน่วยงานระดับจังหวัด ขอบเขตในการแก้ไขปัญหาที่กว้างเกินไปนั้นไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้โดยทันที และไม่สามารถแก้ไขปัญหาของคนในพื้นที่ได้อย่างถูกจุด

“กระบวนการจัดการน้ำ ท้องถิ่นต้องมี ‘อำนาจเฉพาะ’ โดยแบ่งออกเป็นระดับอำเภอ ระดับตำบล ระดับลุ่มน้ำ และเฉพาะลุ่มน้ำ หรือสายน้ำ ท้องถิ่นเป็นผู้ออกแบบว่าจะต้องจัดการอย่างไร เพื่อทำแผนงานข้อตกลงร่วมกันในการจัดการ ‘รัฐ’ ต้องไม่รวบอำนาจในการจัดการทรัพยากรน้ำ ควรมีหน้าที่สนับสนุนให้กับท้องถิ่น ในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นธรรม” อรุณ กล่าว

“ตามบัญญัติพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ ถูกเขียนให้เป็นสมบัติของรัฐ ซึ่งไม่ใช่สมบัติของชุมชน  รัฐต้องมีหน้าที่สนับสนุน และให้ท้องถิ่นคิดกระบวนการจัดการบริหารน้ำระบบน้ำในระดับสายน้ำของตนเอง โดยคณะกรรมการน้ำท้องถิ่นมาออกแบบการจัดการเพื่อให้ประโยชน์ถึงชุมชน โดยไม่ให้ทรัพยากร ‘น้ำ’ ถูกนำไปใช้ประโยชน์กับกลุ่มทุน หรือธุรกิจมากเกินไป” เขาทิ้งท้าย

ขณะเดียวกัน สมภา ใจกล้า สภาองค์กรชุมชนตำบลตะแพน จ.พัทลุง อธิบายว่า หลักการรัฐธรรมนูญนั้นควรให้เกิดกระบวนการมีส่วนของประชาชนเป็นอย่างมาก ชุมชนนั้นจะปฎิบัติกติกาได้ดีเนื่องจากเกิดการเข้าร่วมประชุม เช่น ประชาคมหมู่บ้าน ซึ่งระเบียบที่เกิดขึ้นจากคนในชุมชนเองจะทำให้สร้างความรู้สึกเคารพ หากหลักการรัฐธรรมนูญทำเรื่องดังกล่าวได้ไม่ดีพอก็แทบจะไม่มีค่าเลย กระบวนการดังกล่าวนั้นควรให้กลไกระดับท้องถิ่น เช่น สภาองค์กรชุมชน เป็นผู้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลเชิงลึก โดยหลักการเขียนรัฐธรรมนูญควรจะต้องเน้นเรื่องการกระจายอำนาจ มีทั้งหมด 6 ข้อ ได้แก่

หนึ่ง – การกระจายอำนาจระดับท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมตั้งแต่ระดับนโยบาย การพัฒนาจะต้องให้เจ้าของทรัพยากรเป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนา สอง – เรื่องทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า ต้องถูกจัดการในมือของชุมชน ท้องถิ่น สาม – เรื่องสวัสดิการ ต้องเท่าเทียม สี่ – รัฐธรรมนูญต้องเอื้อให้สามารถแก้ไขและทบทวนกฏหมายที่ล้าหลัง และสามารถแก้เพื่อให้เกอดการกระจายอำนาจได้อย่างแท้จริง ห้า – รัฐธรรรมต้องสามารถตรวจสอบระบบยุติธรรมได้ หก – รัฐธรรมนูญจะต้องเอื้อให้เกิดกลไกการทำงานภาคประชาชน และต้องให้เกิดกระบวนการเพื่อให้เกิดการตื่นตัวของภาคประชาชน” สมภา กล่าว

“ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญระดับประเทศ ดิน น้ำ ป่า จะต้องจัดการโดยมือของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งตอนนี้อยู่กับหน่วยงานภาครัฐ ทำให้ไม่สามารถคลี่คลายปัญหาและสร้างศักยภาพให้กับชุมชนได้ เพราะชุมชนไม่ได้ออกแบบ และอำนาจไม่ได้อยู่กับชุมชน ส่วนหน่วยงานที่ออกแบบขาดความเข้าใจศักยภาพของบริบททิ้งถิ่น ดังนั้นรัฐธรรมนูยต้องสามารถแก้ไขและทบทวนกฏหมายที่ล้าหลัง และกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถสร้างสวัสดิ์การ จัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า ได้” เขาทิ้งท้าย