ชาวกะเบอะดินออกแบบ ‘แผนที่น้ำที๊งคูเท๊ะฌี้’ ในวาระครบ 1 ปี คัดค้านเหมืองอมก๋อย

ชุมชนกะเบอะดินคัดค้านสร้างเหมืองถ่านหิน จัดกิจกรรม “เหมืองแร่ถ่านหิน 1 ปีแห่งการต่อสู้และก้าวย่างของคนอมก๋อย” ร่วมกับนักวิชาการ นักพัฒนาองค์กรพัฒนาเอกชน พูดคุยทางแนวทางแก้ไขปัญหา ด้านคณะกรรมมาธิการวิสามัญเตรียมลงพื้นที่เร็วๆนี้

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2563 ชุมชนบ้านกะเบอะดิน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ 12 หมู่บ้าน จัดกิจกรรมและพูดคุยเสวนาในชื่องาน “เหมืองแร่ถ่านหิน 1 ปีแห่งการต่อสู้และก้าวย่างของคนอมก๋อย” โดยชุมชนบ้านกะเบอะดิน 12 หมู่บ้าน จำนวน 500 คน และนักวิชาการ นักพัฒนาองค์พัฒนาเอกชน ได้แก่ สุมิตรชัย หัตถสาร, ธนากร อัฐประดิษฐ์ และ สุภาภรณ์ มาลัยลอย ร่วมพูดคุยในหัวข้อแนวทางการต่อสู้ในอนาคต ณ คริสตจักรบ้านกะเบอะดิน ต.อมก๋อย อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่

โดยเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ชาวบ้านกะเบอะดินจำนวนกว่า 300 คน ได้แก่ บ้านหนองกระทิง, บ้านขุน และบ้านมะกอกสามต้น ร่วมเดินขบวนจากที่ว่าการอำเภออมก๋อย รอบตัวอำเภอ เพื่อรณรงค์คัดค้านการสร้างสองโครงการใหญ่ ได้แก่โครงการขุดอุโมงค์ผันน้ำยวมลงสู่เขื่อนภูมิพล และแผนการสร้างเสาส่งกระแสไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งโครงทั้ง 2 จะสร้างทับพื้นที่บ้านกะเบอะดินทั้ง 12 หมู่บ้านใน อ.อมก๋อย เสี่ยงสร้างผลกระทบทางทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์แต่เดิมไป

ชุมชนกะเบอดินร่วมเดินขบวนโดยนำป้ายผ้าเขียนคำว่า “NO MINE” แสดงถึงการคัดค้านเหมืองแร่ // ขอบคุณภาพ: พนม ทะโน
บรรยากาศเวที COMMUN TALK เหมืองแร่ถ่านหิน 1 ปีแห่งการต่อสู้และก้าวย่างของคนอมก๋อย // ขอบคุณภภาพจาก: Jintana Pralongpon

พรชิตา ฟ้าประทานไพร หรือชื่อเล่น “ดวงแก้ว” เยาวชนชุมชนกะเบอะดิน อายุ 19 ปี เปิดเผยว่า ตนเป็นตัวแทนเยาวชนที่มีบทบาทร่วมทำงานกับชุมชนในการขับเคลื่อนสังคม ตั้งแต่ ศึกษาเรียนรู้ อบรม เขียนหนังสือ การสร้างเครือข่าย และศึกษาวิเคราะห์โครงการเหมืองแร่กระบวนการ EIA ว่าถูกต้องหรือผิดอย่างไร และทำข้อมูลชุมชน “แผนที่น้ำที๊งคูเท๊ะฌี้” อันเป็นชื่อภาษากะเหรี่ยงแปลว่า “ต้นน้ำดีที่อมก๋อย”  แสดงรายละเอียดแม่น้ำภายในหมู่บ้านกะเบอะดิน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรในหมู่บ้านตนเองอย่างชัดเจน

ภาพแผนที่น้ำที๊งคูเท๊ะฌี้ ต้นน้ำดีที่อมก๋อย หมู่บ้านกะเบอะดิน (ซ้าย) และแผนที่น้ำหลังสร้างเหมืองแร่ถ่านหิน (ขวา) เพื่อแสดงความสัมพันธ์ของระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ที่จะสูญเสียหลังจากสร้างเหมืองแร่หิน // ขอบคุณภาพจาก: Greenpeace

“เราเชื่อว่าเยาวชนเป็นคนสำคัญ การทำงานเราใช้กระบวนการเครือข่ายเยาวชนพัฒนาความรู้ ร่วมกันทำข้อมูลชุมชนด้วยแผนที่หมู่บ้านของเรา ขอบคุณเยาวชนชายและหญิง ร่วมต่อสู้มาวันนี้ ยืนยันเยาวชนกะเบอะดินไม่เอาเหมืองแร่ ค่ะ” พรชิตา กล่าว

“ที่ผ่านมาจากการพัฒนาศักยภาพ เยาวชนมีความกล้าแสดงออกเพิ่มขึ้น แสดงศักยภาพทำงานร่วมกับชุมชน การวางแผนงานออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยทำงานร่วมกันเป็นทีม เราทั้งได้ทำข้อมูล ถ่ายภาพ เรียนรู้กฎหมาย เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในการยุติเหมืองแร่ อีกทั้งศึกษาพื้นที่เผชิญกับเหมืองแร่ ได้แก่ บ้านแหง จ.ลำปาง และ บ้านแม่เมาะ กระบวนการของเขาที่ร่วมต่อสู้กว่าจะสำเร็จ” เธอทิ้งท้าย

สุภาภรณ์ มาลัยลอย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม EnLAW เปิดเผยว่า โครงการเหมืองแร่ถ่านหินที่ยื่นโครงการตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 และมีการทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เมื่อปี พ.ศ.2553 แล้วเห็นชอบเมื่อปี พ.ศ.2554 ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนั้น ชาวบ้านกะเบอะดินไม่ได้มีส่วนร่วมเลย จนกระทั้งทราบเมื่อเมื่อปี พ.ศ.2562 ที่ออกกฎหมายแร่ใหม่ว่า หากจะสร้างเหมืองต้องผ่านเวทีรับฟังความคิดเห็นซึ่งต้องจัดโดยอุตสาหกรรมจังหวัด 

“มันมี 2 อย่างที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง หนึ่ง – ใบอนุญาตที่ให้ใช้ที่ดินทำเหมือง – สอง – เรื่องการประเมิณผลกระทบสิ่งแวดล้อม มันไปทำลายต้นน้ำแหล่งต้นน้ำ ซึ่งทำลายวิถีชีวิตของเราแน่นอน“ สุภาภรณ์ กล่าว

“เรามาคุยกันไหมว่าอยากให้พัฒนาแบบไหน โอกาสที่เราจะพัฒนาอมก๋อย พัฒนาอย่างไร เพื่อให้เราสามารถมีชีวิตอยู๋ในสิ่งแวดล้อมที่ดีละประกอบอาชีพได้ ไม่ใช่รัฐและเอกชนพัฒนาบ้านเราแล้วเราอยู่ไม่ได้ เราต้องกล้าที่จะคัดค้านและมองกำหนดพัฒนาบ้านของตนเอง ที่จะสอดคล้องวิธีชีวิตของเราต่อไป” เธอทิ้งท้าย 

ด้าน ธนากร อัฐประดิษฐ์ นักวิชาการอิสระ เปิดเผยว่า บ้านกะเบอะดินเป็นพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ แต่ว่าโครงสร้างการบริหารประเทศนี้ ที่เปลี่ยนความผิดเพี้ยนให้เป็นเรื่องปกติ ซึ่งทำให้วิถีชีวิตวัฒนธรรมดั่งเดิม ยกตัวอย่างโครงการสร้างเหมืองแร่ที่อื่นที่ผ่านมา คนที่ต้องเผชิญโครงการพัฒนาเหล่านี้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นหรือเปล่า แล้วใครที่ได้รับผลประโยชน์นี้ ซึ่งไม่มีที่ใดที่ชีวิตชุมชนมีชีวิตดีขึ้นเลย 

“ตลอดที่ผ่านมา 7 ปี ที่เราไม่เคยมีกลไกรัฐสภา สส. และผู้แทน จนเมื่อเราพยายามกู่ร้องจนเกิดกลไกนี้ ทำให้เรื่องบะเกอะดิน ถูกยกขึ้นพูดในที่ประชุมสภา ขณะเดียวกันพื้นที่อื่นจับกลุ่มผลักดันให้มีกลไกกรรมมาธิการ ศึกษากรณีการเกิดเหมืองแร่ทั่วทั้งประเทศแล้ว ตอนนี้เรามีเพื่อนร่วมสถานการณ์และผลักดันให้กลไกกล่าวประกาศแล้ว อำนาจสูงสุดของประเทศ” ธนากร กล่าว

“มันควรพูดถึงโครงการที่คิดให้คนในพื้นที่หมดยุคไปแล้ว ทั่วโลกนั่งคุยกันว่าจะอยู่อย่างไรภายใต้สถานการณ์วิกฤตสภาพแวดล้อมแบบนี้ ไม่ใช่พูดถึงการแย่งชิงทรัพยากรซ้ำๆจนไม่เหลือทรัพยากรให้คนในท้องถิ่น” เขาทิ้งท้าย

โดยเมื่อเวลา 13.30 น. ชุมชนบ้านกะเบอะดินทั้ง 12 หมู่บ้าน จำนวน 500 คน ร่วมแถลงการณ์โดยมีรายละเอียดข้อเรียกร้องอย่างสรุปดังนี้ 

1.ระงับคุ้มครองสิทธิชุมชนฟื้นฟูกลุ่ม วิธีชุมชนประเพณีอันดีงาม สิทธิดำรงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

2.คุ้มครองสิทธิดำรงชีวิตชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ได้อย่างสงบสุขไม่ถูกรบกวน 

3.ทบทวนและยกเลิก รายงานประเมิณผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งตรวจสอบข้อเท็จจริงตามพยานหลักพบว่าไม่ชอยธรรมด้วยกฎหมาย 

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมมาธิการสามัญได้ทราบเรื่องการก่อสร้างโครงการเหมืองแร่ ด้านการทำรายงานประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ด้านสิทธิที่ดิน และการมีส่วนนร่วมของประชาชน ซึ่งจะมาลงตรวจสอบในพื้นพร้อมกับพูดคุยชาวบ้าน และหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ (29-30 ตุลาคม) อีกทั้งชุมชนบ้านกะเบอะดินประกาศยืนยันมุ่งมั่นในการปกป้องสิทธิในการดำรงวิธีชีวิตชุมชน และปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่อไป 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง