จี้รัฐล้อมคอกเขื่อนวิบัติซ้ำซาก ปฎิรูปการจัดการเขื่อนเล็กทั่วประเทศ หลังเหตุเขื่อนแตกโคราช

นักวิชาการชี้ อ่างเก็บน้ำหินตะโง่แตก ที่ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ตอกย้ำถึงปัญหาความปลอดภัยอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำระบบเตือนภัยและแผนเผชิญเหตุด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึง ตรวจสอบความมั่นคงโครงสร้างอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยให้ชุมชนท้ายน้ำ ล้อมคอกปัญหาเขื่อนวิบัติซ้ำซาก ด้านสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ยอมรับ ท้องถิ่นยังขาดบุคลากรและความรู้ในการตรวจสอบดูแลอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก

ภายหลังจากมีรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2563 อ่างเก็บน้ำหินตะโง่ ในท้องที่ หมู่ที่ 3 ต.ลำนางแก้ว อ.ปักธงชัย  ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ความจุ 1.2 ล้านลูกบาศก์เมตร เกิดการชำรุดเสียหาย เนื่องจากมีมวลน้ำไหลล้นข้ามทางระบายน้ำ กัดเซาะจนคันเขื่อนขาด ส่งผลให้ปริมาณน้ำกว่า 1 ล้านลูกบาศก์เมตร ทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนกว่า 40 ครัวเรือน ในพื้นที่ บ้านลำประโคน และบ้านโนนสำโรง ในเขตเทศบาลตำบลลำนางแก้ว

อ่างเก็บน้ำ
สภาพความเสียหายของอ่างเก็บน้ำหินตะโง่ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา //ขอบคุณภาพจาก: Kai Kengkarnchang

ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า เหตุการณ์อ่างเก็บน้ำแตกที่ จ.นครราชสีมา ไม่ใช่เหตุเขื่อนวิบัติครั้งแรก แต่ประเทศไทยประสบภัยพิบัติจากอ่างเก็บน้ำแตกแทบทุกปี เช่น กรณีอ่างเก็บน้ำมรสวบแตก เมื่อพ.ศ.2559 ที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ หรือ กรณีอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นแตก เมื่อพ.ศ.2560 ที่ จ.สกลนคร

เขาชี้ว่า เหตุเขื่อนวิบัติรายปี สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเรื้อรังของการดูแลจัดการอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่อยู่ภายใต้การดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มักขาดการจัดการดูแลอย่างเหมาะสมตามหลักวิชาการ ส่งผลกระทบถึงความปลอดภัยของเขื่อน ทำให้ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนต้องตกอยู่ในความเสี่ยงจากภัยเขื่อนวิบัติ และผลกระทบอื่นๆ ต่อทั้งชุมชนและสิ่งแวดล้อม

“สาเหตุหลักที่ทำให้อ่างเก็บน้ำหินตะโง่แตก เกิดจากการเสริมความจุอ่างเก็บน้ำ โดยการเสริมคันคอนกรีตกั้นสปิลเวย์ (ทางน้ำล้น) ของเขื่อน ซึ่งเปรียบเสมือนวาล์วนิรภัยของเขื่อนในกรณีที่มีปริมาณน้ำล้นความจุ ดังนั้นเมื่อเกิดฝนตกหนักจนน้ำในอ่างมีปริมาณสูงเกินไป จนทำให้เขื่อนแตก ชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานท้องถิ่นผู้ดูแลอ่างเก็บน้ำไม่มีความรู้ในการจัดการเขื่อน แต่ไปต่อเติมโครงสร้างอย่างไม่ได้มาตรฐาน เป็นเหตุให้เกิดภัยพิบัติในที่สุด” ดร.ไชยณรงค์ กล่าว

“ยิ่งไปกว่านั้น อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กแทบทุกโครงการ กว่าสองหมื่นแห่งทั่วประเทศ ยังไม่มีแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน (Emergency Response Plan) และระบบแจ้งเตือนภัยแก่ประชาชนในสถานการณ์วิกฤต ทั้งๆ ที่แผนดังกล่าวเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทุกโครงการเขื่อนควรมี ดังนั้นประชาชนในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมท้ายน้ำจึงไม่สามารถรับรู้เหตุภัยพิบัติ เตรียมตัวรับมือ และอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยได้ทัน ในกรณีที่เขื่อนเกิดปัญหา”

ข้อมูลจากกรมชลประทาน เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2563 ประเทศไทยมีโครงการอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กทั้งสิ้น 24,984 โดยมีโครงการที่ถ่ายโอนภารกิจให้กับ อปท. ไปแล้ว จำนวน 20,268 โครงการ

นอกจากนี้ เขาเสนอว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีหน่วยงานอิสระในการศึกษาประเมินความเสี่ยงของโครงการเขื่อน เพื่อให้สามารถเตรียมการป้องกันความเสี่ยงจากโครงการเขื่อนได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากการประเมินความเสี่ยงโครงการเขื่อนขณะนี้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานเจ้าของเขื่อน ทำให้การประเมินความเสี่ยงโครงการมักไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือไม่มีการประเมิน

“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญที่สุด โดยควรจัดให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นการพิจารณาโครงการ ตลอดจนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกแบบแผนป้องกันความเสี่ยงและรับมือเหตุฉุกเฉิน และควรมีการซักซ้อมการอพยพและแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินอย่างน้อยปีละครั้ง” เขากล่าว

ด้าน เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สมเกียรติ ประจำวงษ์ ชี้แจงถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่า อ่างเก็บน้ำหินตะโง่ เป็นงานชลประทานขนาดเล็ก ก่อสร้างโดยโครงการชลประทานจังหวัดนครราชสีมา แล้วเสร็จตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 จากนั้นได้ทำการถ่ายโอนภารกิจให้กับเทศบาลตำบลลำนางแก้ว เมื่อปี พ.ศ.2546 ต่อมาในปี พ.ศ.2548 ทาง อปท. ได้ทำการปรับปรุงทางระบายน้ำล้นให้สูงขึ้น 3 เมตร พร้อมกับเสริมความสูงทำนบดิน เพื่อเพิ่มความจุอ่างฯ เป็น 1.2 ล้าน ลบ.ม.

“จากการตรวจสอบ พบว่า การปรับปรุงทางระบายน้ำล้นและเสริมทำนบดินเพื่อเพิ่มความจุอ่างฯ ไม่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมชลประทาน ดังนั้นเมื่อปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเพิ่มสูงขึ้น โครงสร้างจึงไม่สามารถต้านทานแรงดันน้ำได้ และพังในที่สุด” เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เผย

น้ำท่วม
เจ้าหน้าที่กรมชลประทานเข้าช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากเหตุอ่างเก็บน้ำหินตะโง่แตก ที่ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา //ขอบคุณภาพจาก: เรารักชลประทาน

ในฐานะ ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดเล็ก สมเกียรติ ยอมรับว่า อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่โอนไปให้ อปท. ดูแล ประสบปัญหาในการจัดการดูแลจริง เนื่องจาก อปท. หลายแห่งไม่มีกำลังเจ้าหน้าที่เพียงพอในการดูแลโครงการ อีกทั้งขาดบุคคลากรที่มีทักษะความรู้เฉพาะในการบำรุงรักษาและจัดการอ่างเก็บน้ำ ทำให้โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กจำนวนมากขาดการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม

เขากล่าวว่า อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กส่วนใหญ่เป็นโครงการแก้ไขปัญหาด้านชลประทานเบื้องต้น อ่างฯ เหล่านี้จึงสร้างมานานแล้ว จำเป็นต้องมีการบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ อ่างฯ เหล่านี้มักมีขนาดเล็ก ความจุน้อย ไม่สอดรับกับปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ ดังนั้นอ่างฯ เหล่านี้จึงมีความเสี่ยงเกิดน้ำล้นหากเกิดฝนตกหนักสูงกว่า และมีความเสี่ยงเกิดเขื่อนวิบัติมากกว่า

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า สทนช. และกรมชลประทาน รับทราบถึงปัญหาดังกล่าวนี้แล้ว และได้มีแผนชัดเจนในปี พ.ศ.2564 ในการแก้ไขปัญหา โดย สทนช. และกรมชลประทาน จะมีการจัดอบรมทักษะความรู้ด้านการจัดการดูแลโครงการชลประทานให้กับเจ้าพนักงานของ อปท. เพื่อเป็นการสร้างบุคคลากรที่มีทักษะความรู้ในการดูแลบำรุงรักษาอ่างเก็บน้ำและโครงการชลประทานขนาดเล็กที่กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 100,000 โครงการ