ไทยร้อนขึ้นแล้ว 1.5 เซลเซียส เตรียมคลอดพ.ร.บ.โลกร้อนอีก 2 ปี

สผ.เผยอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีไทยเพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสจากศตวรรษก่อน เตรียมคลอดพ.ร.บ.โลกร้อนในอีก 2 ปี บังคับเอกชนส่งข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากไม่ส่งมีโทษปกครอง

21 กันยายน พ.ศ.2563 สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) จัดงานประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะทั่วประเทศ  ต่อ (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 1 ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ มีจุดประสงค์เพื่อให้ภาคส่วนต่างๆ ร่วมแสดงความเห็นต่อการออกกฎหมายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตัวใหม่

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวาระร่วมของประชาคมโลกและเป็นเรื่องของเราทุกคน การออกพ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะช่วยขับเคลื่อนการดำเนินงานของประเทศไทย ซึ่งเราจำเป็นต้องยกระดับการทำงานเรื่องนี้ เพราะว่าการค้าขายกับต่างประเทศจะถูกบังคับด้วยกรอบสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น” ดร.รวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผย 

เมื่อเทียบกับปลายศตวรรษที่แล้ว ค่าเฉลี่ยรายปีอุณหภูมิประเทศไทยเพิ่มขึ้น 1- 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิที่สูงขึ้นนำไปสู่เกิดภัยพิบัติหลายอย่าง เช่น ปะการังฟอกขาว พายุดีเปรสเพสชั่นมีจำนวนเพิ่มขึ้น รวมไปถึงอุทกภัยและภัยแล้ง  

เธอชี้แจ้งว่า ประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามข้อตกลงปารีส  โดยปีนี้ ไทยมีเป้าลดการปล่อยให้ได้ 11-20% ในภาคพลังงานและขนส่ง และจะขยับขึ้นเป็น 20% ทุกภาคส่วนในปี 2030 ซึ่งสามารถผลักดันให้ได้ถึง 25% หากมีการสนับสนุนทางเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม แม้ส่วนราชการจะมีเป้าหมาย ทว่าการดำเนินงานยังมีข้อติดขัดหลายอย่าง เช่น ไม่มีกลไกการตรวจวัดและจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ครบถ้วน ทำให้ปัจจุบันข้อมูลนั้นกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องและยังมีข้อมูลบางส่วนที่ไม่เคยเก็บ ดังนั้นจึงได้ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขึ้นเพื่อเป็นกลไกให้อำนาจหน่วยงานรัฐเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเอกชน

ดร.รวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการกล่าวถึงความสำคัญของพ.ร.บ. / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ณิชา เวชพานิช

ผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะรายเล็ก หรือใหญ่ มีหน้าที่เก็บข้อมูลกิจกรรมการปล่อย การกักเก็บ และการลดก๊าซเรือนกระจกต่างๆ ในกิจการตน เช่น วางมิเตอร์การใช้พลังงานไฟฟ้าในโรงงาน และจัดทำรายงานให้หน่วยงานรัฐในกำกับ เพื่อที่หน่วยงานนั้นจะส่งต่อข้อมูลให้สผ.คำนวณออกมาเป็นข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคส่วนต่างๆ

“จุดประสงค์ของพ.ร.บ.ฉบับนี้คือการร่วมมือกับเอกชน ดังนั้นในประเด็นบทลงโทษจะไม่มีโทษอาญากำหนดไว้ พูดง่ายๆ ว่าไม่มีคำจับคนติดคุกแน่นอน ทว่าหากผู้ประกอบการรายไหนไม่รายงานข้อมูลหรือรายงานข้อมูลเท็จจะถูกปรับเงินและยึดทรัพย์ ทั้งตัวนิติบุคคลเองและกรรมการบริหาร ส่งเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อมที่จะใช้สนับสนุนกิจกรรมพัฒนาศักยภาพลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

ดร. กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัฒนามาตรการและกลไก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบายว่า ผู้ประกอบการบางรายอาจได้รับการยกเว้น ในกรณีที่การรายงานข้อมูลเสี่ยงทำให้ความลับทางธุรกิจรั่วไหล เช่น มีผู้แข่งขันน้อยราย

ประเด็นดังกล่าวนี้ ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความศูนย์ข้อมูลชุมชน ได้ตั้งคำถามว่า อาจเป็นช่องโหว่ให้บริษัทเอกชนรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเท็จและไม่อาจตรวจสอบได้

ขณะที่ ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ กรีนพีซ ประเทศไทย ตั้งคำถามกับร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ว่า อาจซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่แล้ว เช่น กฎหมายพลังงานทดแทน และคาดหวังว่าจะเห็นการเชื่อมโยงระหว่างกฎหมายต่างๆ

ร่างพ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบ่งเป็น 8 หมวด 56 มาตรา เมื่อพ.ร.บ.ออกบังคับใช้แล้ว จะมีการออกแผนแม่บทกับแผนปฏิบัติต่างๆ ตามมา คาดว่าจะดำเนินการเสนอร่างพ.ร.บ.ให้คณะรัฐมนตรีได้ปลายปีนี้

“ตามหลักการแล้ว การออกพ.ร.บ.ฉบับหนึ่งจะใช้ราว 2 ปี พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ได้เร่งด่วนเหมือนกฎหมายปฏิรูปประเทศ ดังนั้นจึงต้องใช้เวลา” ตัวแทนศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ร่วมร่างพ.ร.บ.ชี้

งานประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะทั่วประเทศ  ต่อ (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะจัดทั้งหมด 5 ครั้ง จนถึงเดือนตุลาคม ในทุกภูมิภาค ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างพ.ร.บ.ในงาน หรือแสดงความเห็นทางออนไลน์

ร่างพ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 
ช่องทางแสดงความเห็นออนไลน์

กำหนดการ งานประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ

2) เชียงใหม่ 25 กันยายน 2563 8.30 – 15.30 ณ นิมมาน คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ 

3) นครศรีธรรมราช ครั้งที่ 3 30 กันยายน 2563 8.30 – 15.30 ณ โรงแรมแกรนด์ฟอร์จูน 

4) ชลบุรี 2 ตุลาคม 2563 8.30 – 15.30 ณ โรงแรมเคป ราชา ศรีราช

5) ขอนแก่น 9 ตุลาคม 2563 8.30 – 15.30 ณ โรงแรมอวานี ขอนแก่น