P-MOVE เดินหน้าถึงศาลฎีกา ทวงสิทธิที่ดิน‘แสงเดือน’

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-MOVE)  ชำแหละปัญหาเรื้อรังในกระบวนการยุติธรรม กรณีสิทธิที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าไม้ ยกคดี “แสงเดือน ตินยอด” ตัวอย่างการละเมิดสิทธิคนจนในเขตป่า พร้อมนำขบวนเดินหน้าบุกศาลฎีกาทวงความเป็นธรรมสิทธิที่ดินชุมชน

เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2563 เวลา 09.00 น. ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-MOVE) มูลนิธิชุมชนไทย มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน และสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสวนาในหัวข้อเรื่อง “คดีแสงเดือนจากชั้นต้นยกฟ้องสู่อุทธรณ์ลงโทษ บรรทัดฐานกระบวนการยุติธรรมอยู่ที่ไหน” ณ ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

สืบเนื่องเมื่อวันที่ (18 ธันวาคม พ.ศ. 2562) แสงเดือน ตินยอด จำเลยคดีบุกรุกพื้นที่ป่า 14 ไร่ และมีอาวุธปืน 3 ประบอกไว้ในครอบครอง ศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง ทว่าพนักงานอัยการได้เป็นโจทย์ยื่นอุทธรณ์ และได้มีการนัดให้ “แสงเดือน”’ ไปฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ณ ศาลจังหวัดลำปางอีกครั้ง กระทั้งวันที่ (8 กันยายน ) ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาจำคุก “แสงเดือน”’พร้อมพวก 1 ปี และคิดค่าเสียหาย 4 แสนบาท นอกจากนั้นยังคิดค่าดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2561 ร้อยละ 7.5 ต่อปี อีกทั้งยังมีคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและพืชผลอาศัยออกจากพื้นที่ดังกล่าวด้วย

พื้นที่ดินทำกินของแสงเดือน ตินยอดถูกป้ายนำมาตั้งในแปลงระบุว่า “ตรวจยึดแล้ว” // ขอบคุณภาพจาก: ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move
บรรยากาศเวทีเสวนา“คดีแสงเดือนจากชั้นต้นยกฟ้องสู่อุทธรณ์ลงโทษ บรรทัดฐานกระบวนการยุติธรรมอยู่ที่ไหน” / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / จรัสรวี ไชยธรรม

จากเวทีเสวนา สมนึก ตุ้มสุภาพ ทนายความสิทธิมนุษยชน อธิบายว่า คำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยึดถือตามหลักกฎหมายไม่ผิด แต่ข้ามมิติสังคม โดยคดีป่าไม้ที่ดินนั้นขออย่ามองในภาคของอาชญากรรม และมองแค่เจตนา ขอต้องมองให้ลึกทำไมชุมชนเห็นว่าเป็นพื้นที่ตรงนี้เป็นของชุมชน ทั้งที่ศาลชั้นต้นมองว่า แสงเดือน ตินยอด นั้นมีสิทธิ์ที่จะถูกยกฟ้อง

คำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ภาค 5
“เห็นว่า มีการประกาศตรวจยึดพื้นที่เมื่อปี 57 พบบุกรุก 10 ไร่ และมีการขยายพื้นที่อีก 4 ไร่ พื้นที่แนวเขตป่าสงวนฯ ได้มีการประกาศให้ทราบโดยทั่วไปแล้ว บุคคลใดอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่เขตพื้นที่ป่าสงวนฯหาได้ไม่ หากบุคคลใดเห็นป้ายประกาศตรวจยึดที่ดินที่เกิดเหตุแล้วยังคงบุกรุกเข้าครอบครองทำประโยชน์อยู่อีก ก็ยากที่จะปฎิเสธว่าไม่ได้มีเจตนากระทำผิด

“ข้อเท็จจริงที่ดินของ แสงเดือน ตินยอด เป็นพื้นที่ของญาติ ทว่ากฎหมายป่าไม้มองการถ่ายโอนที่ดินต้องเป็นทายาท ถือเป็นการตัดสิทธิ์ ขณะที่วิถีชาวบ้านการเปลี่ยนผู้ถือครอบครองเกิดหลายปัจจัย จำเป็นต้องเปลี่ยนให้กับคนในชุมชน ซึ่งภาคเกษตรมีวิธีการเลือกในแบบของเขา ผมถือว่ามิติตรงนี้ต้องมองให้ชัด ไม่เช่นนั้นกฎหมายมันแข็งกระด้างไป เบื้องต้นการพิจารณาของศาลยุติธรรม ถ้าเปิดมิติใหม่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหานโยบายอนาคต และกฎหมายด้วย” สมนึก กล่าว

ด้านน้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัดสุพรรณบุรี อธิบายว่า การดำเนินการนโยบายของรัฐต้องเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ระบบการศึกษาที่แยกนิติออกจากหลักปรัชญาทำให้ นิติบัญญัติ ตุลาการ อัยการ รู้แค่เชิงเทคนิค ขาดปรัญชารากฐานวิธีคิด สิทธิมนุษยชน ที่ดินทำกิน กฎหมาย ส่งผลระบบกลไกปัจจุบันแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนไม่ได้ การตัดสินในศาลชั้นต้นในต่างประเทศ หลักอำนาจนิติบัญญัติมอบหมายไม่ได้ กระบวนการต้องผ่านสภา การอนุมัติของรัฐ ผู้แทนที่ได้ฉันทานุมัติจากประชาชน

“รัฐออกกฎหมายแล้วมอบอำนาจให้ศาล ขัดต่อหลักอำนาจนิติบัญญัติมอบหมายไม่ได้ ประเทศไทยไม่รู้จัก เลยมีออกกฎหมายให้ศาลฎีกาไปออกเรื่องการประกันตัว รัฐสภาไทยให้ศาลฎีกาไปออกกฎระเบียบ นี้คือความไร้รากฐานของนักกฎหมายไทย” น้ำแท้ กล่าว

เวลา 12.30 น. ประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนงค์ หนูพันธ์ ประธานกรรมการบริหารขปส.(พีมูฟ) และประยงค์ ดอกลำใย ประธานกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน รวมภาคประชาสังคมขบวนการขับเคลื่อนที่ดิน เสวนาเรื่องขบวนการขับเคลื่อนปฎิรูปกระบวนยุติธรรมด้านที่ดินป่าไม้ 

ด้านประยงค์ ดอกลำใย ประธานกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน อธิบายว่า ตลอดการต่อสู้ 30 ปี เรื่องของคดีสามารถต่อรองด้วยความจริงและข้อมูลได้ แต่ศาลต่อรองไม่ได้ การดำเนินการแก้ไขกฎหมาย มักจะสิ้นสุดทันทีเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทั้งที่ชัดเจนแล้วว่าไม่เป็นธรรม ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับต้องแก้กันที่ศาล

“บ้านแม่กวัก อ.งาว จ.ลำปาง คือหมู่บ้านมีชุมชนอาศัยอยู่ 200 ครัวเรือน แปลงที่ดินทั้งหมด 1000 แปลง อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ทว่าจับพี่แสงเดือนรายเดียว ทำไมศาลถึงไม่ถามเจ้าหน้าที่ผู้จับกุม สงสัยได้ว่าเป็นการเลือกปฎิบัติหรือเปล่า” ประยงค์ กล่าว

แสงเดือน ตินยอด จำเลยคดีบุกรุกพื้นที่ป่า เดินพร้อมกับแบบจำลองคุก / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / จรัสรวี ไชยธรรม
P-MOVE ยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / จรัสรวี ไชยธรรม

เวลา 13.30 น. ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-MOVE) จำนวน 100 คน ชุมนุมหน้าอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา เดินหน้าสู่ศาลฎีกา จำนงค์ หนูพันธ์ ประธานกรรมการบริหารขปส.(P-MOVE) อ่านแถลงการณ์ หลังจากนั้นยื่นหนังสือกับ ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา โดยมีตัวแทนมารับหนังสือ ให้กำหนดแนวทางพิจารณาคดีเกี่ยวกับที่ดินและผืนป่า ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรม จากกรณีศึกษาของคุณแสงเดือน ตัวแทนประธานศาลฎีกา กล่าวว่า “จะนำหนังสือเรียนถึงประธานศาลฎีกา เพื่อโปรดพิจารณา ตามอำนาจหน้าที่กรอบกฎหมายที่ให้ไว้” อ่านแถลงการณ์ฉบับเต็ม

ด้านแสงเดือน ตินยอด เปิดเผยว่า “มีความหวังอยากจะพ้นจากคดี การกระทำโดยเจ้าหน้าที่เข้าข่ายเป็นการกลั่นแกล้ง ไม่ยุติธรรม ซึ่งเป็นพื้นที่ทำกินของเราเองแต่กลับถูกยัดเหยียดข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่า”

อย่างไรก็ตามกรณี แสงเดือน ตินยอด เรื่องสิทธิที่ดินทำกินของชุมชนเป็นอีกหนึ่งในความเดือดร้อนของสังคมในประเทศไทย จากนโยบายทวงคืนพื้นป่าของรัฐบาล(คสช.) ที่ถูกประกาศเมื่อปีพ.ศ.2557 ตรวจสอบพบว่ายังมีคดีอีกทั้งหมด 46,000 คดี โดยยังไม่เคยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใดจำแนกตัวเลขได้ชัดเจนว่ามีนายทุนถูกจับกุมเท่าไร