ถอดรหัส 6 โค้ดสิ่งแวดล้อมในเวทีประท้วง

ออกแบบรูป : พรเทพ จันทร์ยม

“คุณเคยอยู่บ้านที่ล้อมรอบด้วยตึกสูงไหม ทุกคนมองเห็นได้ว่าคุณทำอะไรอยู่ ลองตั้งคำถามดูว่าทำไมคุณต้องทน รัฐได้วางแผนผังเมืองก่อนจะอนุญาตให้ตึกสูงสร้างรึเปล่า”

“อากาศที่เราหายใจทุกวันนี้ ถูกกำหนดตามค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศ ซึ่งกำหนดโดยรัฐบาลไทย …จะให้เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่เกี่ยวกับการเมืองได้ยังไง”

ท่ามกลางมวลความตื่นตัวทางการเมืองทั่วไทย กรีนนิวส์ได้ชวนวิทยากรมาแลกเปลี่ยนกันในไลฟ์สด “#ถ้าการเมืองดี เราจะมีสิ่งแวดล้อมแบบไหน” ซึ่งหลายคนเห็นตรงกันว่า โครงสร้างทางการเมือง ไม่ว่าจะรัฐธรรมนูญ โครงสร้างสภาฯ ผู้แทนราษฎรหรืออนุกรรมการต่างๆ ล้วนส่งผลต่อเรื่องสิ่งแวดล้อม แม้จะไม่เห็นความเกี่ยวโยงเด่นชัด เหมือนถูกลงรหัสโค้ดล็อกไว้ เรื่องสิ่งแวดล้อมเองก็เป็นเรื่องการเมือง

เวทีประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยกลายเป็นเวทีที่ผู้ได้รับความเดือดร้อนเดินขึ้นมาบอกเล่าความกังวล ความสูญเสีย รวมถึงทวงถามถึงความหวังและความฝันที่จะอาศัยอยู่ในบ้านรายล้อมด้วยสิ่งแวดล้อมที่ดี

กรีนนิวส์ขอชวนทุกคน มาร่วมถอดรหัส 6 โค้ดสิ่งแวดล้อมในเวทีประท้วงช่วงเดือนที่ผ่านมา

แผนถมทะเล 1,000 ไร่ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาท่าเรือมาบตาพุดระยะ 3 เพื่อทำเป็นท่าเทียบเรือและคลังสินค้า เสริมศักยภาพพื้นที่เพื่อดึงดูดนักลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor-EEC)

ผู้มีอำนาจตัดสินใจเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับ EEC คือ “คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ เป็นคณะกรรมการ

โครงการนี้ทำให้คนในพื้นที่กังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลและวิถีประมงพื้นบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยังไม่สามารถฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจากเหตุน้ำมันรั่วจากอุตสาหกรรมมาบตาพุดเมื่อปี 2556 ได้สมบูรณ์
นอกจากนี้ EEC ยังเปลี่ยนประเภทผังเมืองในสามจังหวัดภาคตะวันออก (ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา) จากพื้นที่เกษตรกรรมให้เอื้อต่ออุตสาหกรรมยิ่งขึ้น นำไปสู่คำถามว่าทรัพยากรน้ำที่เกษตรกรและอุตสาหกรรมต้องใช้ร่วมกันจะเพียงพอหรือไม่

นอกจากนี้จะมีโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับ ซึ่งเสี่ยงต่อการจัดการไม่เหมาะสม ปนเปื้อนมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมและชุมชน

อ่านข่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้เพิ่มเติมได้ที่
บางปะกงบนทางสองแพร่ง: เมื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ไม่เป็นมิตรกับความมั่นคงทางอาหาร
ระวังชาติติดกับดักการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน ย้ำการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดต้องเดินคู่กับสิ่งแวดล้อม
ค้านสายตาชาวบ้าน ศาลปกครองยกฟ้องคดีน้ำมันรั่ว ยันหน่วยงานรัฐฟื้นฟูทะเลระยองเรียบร้อยแล้ว

ขอบคุณภาพ : ENLAW

“ได้ยินเรื่องคลองไทยไหมครับ ที่เรารู้ก็คือมีกลุ่มทุนจีนจับมือกับนักการเมือง จับมือกับคนที่อยู่รอบๆ รั้ววัง องค์มนตรี บางคนอยู่เบื้องหลัง พยายามที่จะตัดแผ่นดินที่ภาคใต้ โดยการขุดคลองขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมสองฝั่งทะเล”

โครงการขุดคลองไทย (คลองคอดกระ) คือ แผนขุดคลองยาว 135 กม. เชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย ผ่าน 5 จังหวัด (ตรัง นครศรีธรรมราช กระบี่ พัทลุง สงขลา) ใช้งบ 2 ล้านล้านบาท เป็นไอเดียเก่าสมัยอุยธยาของอังกฤษที่เสนอขุดคลองเพื่อย่นเวลาเดินเรือ และถูกนำกลับมาปัดฝุ่น ศึกษาข้อมูลและพัฒนาเป็นเมกะโปรเจกต์อีกครั้ง

สมาคมคลองไทยเพื่อการศึกษาและพัฒนา เผยว่าปี 63 เป็นโอกาสดีที่จะลงทุนตัดคลองไทย เพราะเป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ใหม่ ในยุคที่การขนส่งทางทะเลเพิ่มขึ้น 4% ทุกปี

โครงการดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นพร้อมกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเลหลายโครงการ เช่น แผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมหนักและโกดังสินค้าที่นครศรีธรรมราชและสงขลา

ทว่ามีเสียงเป็นห่วงเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการทะเล เผยความกังวลว่าจะกระทบระบบนิเวศชายฝั่ง ปะการัง และป่าชายเลน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณตรัง เป็นแหล่งหญ้าทะเล ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยพะยูนฝูงใหญ่สุดท้ายของไทย

อ่านข่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้เพิ่มเติมได้ที่
เวียน ว่าย ไม่ตาย ไม่เกิด 340 ปี ‘ผีคลองไทย’

ขอบคุณข้อมูล : เศรษฐกิจมหาสมุทร และ ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

“จะนะ” คืออำเภอติดอ่าวไทยในสงขลา เป็นพื้นที่เป้าหมายพัฒนาเป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต โดยจะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ใน 3 อำเภอ (นาทับ สะกอม ตลิ่งชัน) เช่น ท่าเรือน้ำลึกและโรงไฟฟ้าชีวมวล เพื่อตอบรับการลงทุน

โครงการจะนะ เป็นที่รู้จักในสังคมครั้งแรกเมื่อพฤษภาคม 62 รัฐบาลคสช.ผ่านมติในประชุมครม.นัดสุดท้าย

กรณีจะนะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากคนในพื้นที่ เพราะจะทำลายสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตท้องถิ่น อีกทั้งยังปิดกั้นการมีส่วนร่วมแสดงความเห็นจากชุมชน โดย “ยะห์” ไครียะห์ ระหมันยะ เยาวชนวัย 17 ในพื้นที่ได้ออกมาคัดค้าน รวมถึงเขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี

“โครงการเมกะโปรเจกต์ เป็นปัญหาท้องถิ่นที่สะท้อนให้เราเห็นปัญหาการเมืองเชิงโครงสร้างที่เบียดขับผลประโยชน์ประชาชนส่วนใหญ่ สร้างความมั่งคั่งให้เครือข่ายศักดินา ทำให้ ‘รวยกระจุก จนกระจาย’ เป็นผลจากการใช้อำนาจรวมศูนย์ ไม่มีประชาชนอย่างเราอยู่ในสมการการเมืองเลย

ผมสังเกตว่าโครงการพัฒนาต่างๆ มีจุดเหมือนกัน

หนึ่ง รัฐมักบิดเบือนข้อมูลสภาพพื้นที่และด้อยค่าพื้นที่ให้เป็นพื้นที่้เสียทางระบบนิเวศเพื่อเอื้อต่อการผลักดันโครงการ

สอง รัฐมักอ้างการเสียสละของคนส่วนน้อยให้คนส่วนมาก ทั้งๆ ที่พวกเราประชาชนเป็นคนส่วนมากของประเทศได้เสียสละให้พวกเขาที่เป็นชนชั้นนำและคนส่วนน้อย

สาม รัฐมักปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลที่รอบด้านของโครงการ

สี่ กีดกันผู้เห็นต่าง

ห้า คุกคามผู้เห็นต่างทุกวิธีที่สามารถกระทำได้ การคุกคามไม่ได้เกิดขึ้นแก่นักกิจกรรมทางการเมืองเท่านั้น แต่เกิดขึ้นกับประชาชนคนท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของฐานทรัพยากรที่ลุกขึ้นมาปกป้องบ้านของเขา

การพัฒนาที่ขูดรีดฐานทรัพยากรจากประชาชน กอบโกยความร่ำรวยไปสู่นายทุน ศักดินา และชนชั้นนำ ทิ้งไว้แต่ปัญหามลภาวะ”

โควิด-19 สร้างความเสียหายให้อวัยวะในร่างกายมนุษย์ฉันใด อุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็ทำลายแหล่งผลิตอาหารที่เป็นเส้นเลือดของสรรพชีวิตฉันนั้น”

อ่านข่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้เพิ่มเติมได้ที่
จะนะรักษ์ถิ่นพร้อม 146 องค์กร จี้นายกหยุดโครงการจะนะ ชี้ทำชุมชนแตกแยก
รายงานสด: ชอตต่อชอต เวทีประชาพิจารณ์ “โครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมจะนะ”

ขอบคุณไลฟ์สด: เพจประชาธิปไตยในด้ามขวาน

CPTPP คือ ชื่อย่อของ “ภาคีหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก” เป็นแนวคิดที่ไทย จะรวมกลุ่มกับประเทศเครือข่ายอีก 11 ประเทศ เอื้อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจให้แก่กัน เช่น เพิ่มโอกาสส่งออกและดึงดูดนักลงทุนจากประเทศเครือข่าย

ทว่าโครงการนี้ถูกตั้งคำถามว่าอาจทำให้ประเทศไทยต้องแก้กฎหมายเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ ส่งผลกระทบต่อวงการเกษตร บริษัทเมล็ดพันธุ์ต่างชาติอาจจดทะเบียนเมล็ดพันธุ์พืช ทำให้เกษตรกรรายย่อยต้องซื้อไปปลูกทุกครั้ง

“ยกตัวอย่าง เคยมีกรณีพันธุ์ข้าวโพด จู่ๆ ชาวบ้านถูกฟ้องข้อหาขโมยเมล็ดพันธุ์ เพราะทำไร่อยู่ข้างๆ แปลงของบริษัท ซึ่งลมพัดเมล็ดข้ามขอบเขตแปลงมาผสมพันธุ์ตามกระบวนการธรรมชาติ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60 จึงสำคัญ เพราะฉบับนี้ไม่ได้ให้สิทธิประชาชนเข้ามีส่วนตัดสินใจการนำประเทศเข้าร่วมกับภาคีต่างประเทศ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญนี้ต้องฉีกทิ้งนะครับ”

อ่านข่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้เพิ่มเติมได้ที่
โจรสลัดชีวภาพในคราบนักธุรกิจ: เมื่อ CPTPP แฝง UPOV1991 เอื้อให้ บ.ต่างชาติผูกขาดพันธุ์พืช
เพราะหลากหลายถึงมั่นคง ทางออกวิกฤตอาหารในยุคเกษตรเชิงเดี่ยว

ขอบคุณไลฟ์สด : ประชาไท

โครงการเหมืองแร่หลายประเภท หลายจังหวัด กำลังเดินหน้า แม้บางที่จะระงับกิจการแล้ว ทว่าหลายคนยังออกมาร้องทุกข์ถึงของฝากที่เหลือไว้ “ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน” เพราะการทำเหมืองแร่ใช้สารเคมีที่เสี่ยงปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังทำให้เกิดฝุ่นควันและเสียงดังต่อเนื่อง เช่น กรณีเหมืองแร่ทองคำที่จังหวัดเลย , เหมืองแร่หินปูนหนองบัวลำภู

ล่าสุด เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีการผลักดันให้บริษัทเหมืองแร่ทองคำเข้ามาสำรวจพื้นที่ทำเหมืองจันทบุรีและเพชรบูรณ์

ปัจจุบัน กิจการเหมืองแร่ในไทยดำเนินตามกฎหมาย “พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560” ซึ่งปรับปรุงจากพรบ.แร่ตัวเก่าเมื่อห้าสิบปีก่อน พรบ.ตัวนี้เป็นที่ตั้งคำถามว่ายังคงเอื้อผลประโยชน์แก่กลุ่มทุนและตัดการมีส่วนร่วมของชุมชน

“เราเป็นชาวบ้าน แล้วเหมืองแร่เกี่ยวอะไรกับรัฐประหาร? ประเด็นก็คือ

รัฐทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมไว้กับบริษัทฯ ผู้เป็นเจ้าของเหมือง เช่น เก็บภาษีจากเหมืองแร่ได้แค่ 4% แต่นายทุนได้ 96% หรือ พรบ.แร่ มาตรา 188 อนุญาตให้บริษัทที่ได้อนุมัติประทานบัตรหลายปีก่อนสามารถทำธุรกิจต่อได้เลย

โครงสร้างผู้บริหารเกี่ยวกับแร่ เช่น กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) มีหน้าที่กำหนดนโยบายแร่ แต่ไม่มีประชาชนเลย

เราขอเสนอว่าแร่เป็นของประชาชน ทรัพยากรเป็นของประชาชน แผ่นดินเป็นของประชาชน”

อ่านข่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้เพิ่มเติมได้ที่
ชาวหนองบัวฯ ออกโรงปิดเหมืองเอง หลังรัฐแจงไม่มีอำนาจสั่งปิดเหมืองหินดงมะไฟ

ขอบคุณไลฟ์สด : ไทบ้านสิบ่ทน คนอีสานสิปลดแอก

นโยบายทวงคืนผืนป่ามุ่งเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ 40% ของพื้นที่ในประเทศ โดยเป็นคำสั่งที่คสช.ออกเมื่อปี 57 หลังจากรัฐประหาร มีจุดประสงค์มุ่งปราบปราม จับกุมผู้บุกรุกและครอบครองผืนป่า

นโยบายนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าเลือกปฏิบัติ เอาผิดชาวบ้านและเอื้อประโยชน์ให้นายทุน เช่น กรณีฟาร์มไก่ของ ปารีณา ไกรต์คุป ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เมื่อปี 62 แม้ว่าคสช.จะพยายามแก้ปัญหานี้ โดยออกคำสั่งเพิ่มเติมอีกฉบับ (66/2557) ละเว้นการยึดคืนที่ทำกินผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในพื้นที่ป่ามาก่อนหน้าการออกคำสั่ง ทว่ายังมีเกษตรกรรายย่อยสูญเสียที่ดินทำกินจากนโยบายนี้มากมาย

ไพฑูรย์ สร้อยสด คือหนึ่งในนั้น หมู่บ้านเก้าบาตร์ของเขา ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ บุรีรัมย์ ถูกเจ้าหน้าที่ปิดล้อม เผาบ้าน กดดันให้ย้ายออกทันที ทำให้สมาชิกจำนวน 26 ครัวเรือน ถูกไล่รื้อออกจากพื้นที่ทำกิน

“นโยบายทวงคืนผืนป่า เป็นดาบประหัตประหารชีวิตพี่น้อง ถูกเผาทำลาย สุดท้ายต้องแตกกระซ่านซ่านเซ็นไปรับจ้างทำกิน เป็นฝันร้ายของชีวิตจริง”

อ่านข่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้เพิ่มเติมได้ที่
24 ปีที่ยืดเยื้อ สมัชชาคนจนบนเส้นทางการต่อสู้เพื่อสิทธิและทรัพยากรของประชาชน

ขอบคุณไลฟ์สดและภาพ : ประชาไทและเดอะอีสานเรคคอร์ด