ใกล้เวลาฤดูฝุ่น 2564 สภาลมหายใจภาคเหนือ จี้รัฐรีบออกแผนรับมือ

เครือข่ายผลักดันการแก้ปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือ ยื่นหนังสือด่วนถึงประยุทธ์ ทวงรัฐออกแผนปฏิบัติการรับมือฝุ่นควันปี 64 ย้ำอย่าเพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องรีบหามาตรการป้องกันที่ชัดเจนและยั่งยืน

วันนี้ (18 สิงหาคม พ.ศ.2563) สภาลมหายใจภาคเหนือและเครือข่ายผลักดันการแก้ปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือ ยื่นหนังสือเปิดผนึกด่วนถึงพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เร่งรัดให้รัฐบาลประกาศมาตรการรับมือฝุ่นควันภาคเหนือปีพ.ศ. 2564 ตามที่สัญญาไว้เมื่อสามเดือนก่อนในงานประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสรุปผลและถอดบทเรียนการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ปี พ.ศ.2563

ทั้งนี้ งานประชุมถอดบทเรียนดังกล่าว จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19-21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน นักวิชาการและประชาชนเข้าร่วมเพื่อเสนอแนะความคิดเห็นเพื่อนำไปพัฒนาการรับมือปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ภายในงาน ที่ประชุมฯ ได้ประกาศว่าจะร่างแผนปฏิบัติการปี 2564 ที่แก้ไขข้อผิดพลาดการจัดการปัญหาฝุ่นเดิม เสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ยกระดับแก้ปัญหา  

รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าร่วมการประชุมถอดบทเรียนหมอกควันภาคเหนือ วันที่ 19-21 พฤษภาคม พ.ศ.2563 // ขอบคุณภาพ: กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“ปัญหาหลักคือรัฐบาลไทยมองปัญหาฝุ่นควันเป็นภัยพิบัติและไฟป่าที่ต้องดับ ทว่าปัญหาฝุ่นควันมีความซับซ้อน เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมนุษย์อย่างกว้างขวาง ทั้งผู้คนในเมืองและชนบท ดังนั้นรัฐบาลต้องพิจารณากระบวนทัศน์ในการแก้ปัญหา จากการรับมือปัญหาเฉพาะหน้า เป็นการป้องกันล่วงหน้า โดยมีแผนระยะสั้นและระยะยาวที่ชัดเจน”

ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจภาคเหนือกล่าว “สภาลมหายใจภาคเหนือ” เดิมเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “สภาลมหายใจเชียงใหม่” ปัจจุบัน ได้จับมือกับเครือข่ายในอีก 6 จังหวัดภาคเหนือ ขยายการร่วมมือจากระดับจังหวัดเป็นภูมิภาค

จดหมายดังกล่าวได้แสดงข้อห่วงกังวลว่า แผนการปฏิบัติรับมือปัญหาฝุ่นครั้งใหม่นี้ได้ออกล่าช้า อีกทั้งอาจไม่ได้แก้ปัญหาอย่างตรงจุดและทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนในชนบทและในเมือง เช่น แนวคิดห้ามเกิดไฟอย่างเด็ดขาด (Zero Burn) นั้นจำกัดเกษตรกรบางกลุ่มที่ยังจำเป็นต้องใช้ไฟลดปริมาณเชื้อเพลิงในพื้นที่ หรือไม่อาจชะลอการเผาได้ รัฐจึงควรใช้แนวทางบริหารจัดการไฟ (Fire Management) แทนการห้ามเผา นอกจากนี้ควรออกมาตรการตรวจวัดและควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นควันจากทุกแหล่งอย่างเท่าเทียม มิใช่เพียงจากภาคเกษตรกรรม เช่น ฝุ่นควันจากกิจกรรมรถบรรทุกหินและการระเบิดหินในโรงงาน รวมถึงการคมนาคม

ด้านการบริหารจัดการ เครือข่ายฯ เสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นหน่วยเชื่อมโยงประสานงานความเข้าใจ ความรู้ และความต้องการในการจัดการปัญหาไฟป่าระหว่างประชาชนและภาครัฐ โดยรัฐบาลต้องเร่งรัดงบประมาณและกำจัดระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค

“ปัญหาฝุ่นควันเป็นเรื่องที่ประเทศไทยประสบในหลายภูมิภาค สภาลมหายใจภาคเหนือ ได้ร่วมมือกับเครือข่ายอากาศสะอาดที่กรุงเทพฯ ผลักดันพ.ร.บ.อากาศสะอาด ปัจจุบันได้รวบรวมรายชื่อและยื่นเสนอร่างแล้ว ขณะที่รอผ่านร่างนี้ จะต้องเฝ้าติดตามและดำเนินการมาตรการรับมือปัญหาฝุ่นควันอื่นๆ ต่อ” ชัชวาลย์ กล่าว

ขณะเดียวกัน ปัญหาหมอกควันภาคเหนือยังมีที่มาจากการเผาทางเกษตรกรรมในประเทศเพื่อนบ้าน ดร. ปเนต มโนมัยวิบูลย์ ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยได้ร่วมมือแก้ปัญหาฝุ่นควันข้ามพรมแดนกับมหาวิยาลัยแห่งชาติลาว และองค์กรภาคประชาสังคม ASEAN Foundation ในพม่า ทว่ายังขาดช่องทางการทำงานร่วมกันอย่างเป็นทางการ ซึ่งรัฐบาลไทยควรสนับสนุน

ปัญหาฝุ่นควันในภาคเหนือปีพ.ศ.2563 นับว่าเป็นปัญหาที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจากในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากไฟป่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผยว่า สถานการณ์จุดความร้อนสะสมระหว่างเดือนตุลาคม – พฤษภาคม ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและป่าอนุรักษ์ 9 จังหวัดภาคเหนือ มีจำนวนเพิ่มขึ้นราว 7,000 จุดจากปีพ.ศ.2562

อ่านจดหมายฉบับเต็ม