[ซีรี่ส์สี่สิบปี คลิตี้สีขุ่น] 1,000 วันผ่านไป ถึงเวลาส่งการบ้านฟื้นฟูลำห้วย คลิตี้ยังติดเชื้อ

1,000 วันผ่านไป ถึงเวลาส่งการบ้านฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ พบตะกั่วยังเยอะอยู่ ขอต่อเวลาปฏิบัติงานอีก 82 วันและเตรียมเริ่มเฟสสอง  บริษัทผู้รับจ้างฟื้นฟูแจ้งจะเน้นกำจัดหางแร่ที่ต้นกำเนิด ย้ำคุณภาพชีวิตชาวคลิตี้ดีขึ้นในทุกมิติ ขณะที่ชาวบ้านส่วนหน่ึงและนักกฎหมายชี้ เคสนี้เป็นบทเรียนสำคัญถึง “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ในกระบวนการจัดการสิ่งแวดล้อมไทย

11 สิงหาคม พ.ศ.2563 ครบกำหนดสัญญา 1,000 วันดำเนินโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนตะกั่วที่ระบุไว้ในข้อกำหนดการดำเนินงาน (TOR) อย่างไรก็ตาม ทางบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) ซึ่งรับจ้างฟื้นฟูได้ขอต่อเวลาเพิ่มอีก 82 วัน เนื่องด้วยการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เข้าไปทำงานในชุมชนลำบาก ดังนั้นโครงการจะสิ้นสุดวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้

สุเมธ เลาคำ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการและเทคโนโลยี บริษัทดังกล่าว ชี้แจงว่า 

“โควิด-19 ทำให้เราเดินทางเข้าไปทำงานในชุมชนลำบาก และได้อุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องสั่งจากต่างประเทศล่าช้า ตอนนี้สถานการณ์โรคระบาดดีขึ้นแล้ว เราจึงดำเนินงานต่อ ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝนที่การดูดตะกอนในลำห้วยทำได้ยากและเสี่ยงอันตราย เราเลยไม่ได้ดูดตะกอนในลำห้วย แต่จะเน้นการเก็บงานอื่นๆ เช่น ปลูกหญ้าแฝก ล้อมรั้ว และทำฝาย”

เขาอธิบายว่า โครงการได้ดำเนินมาใกล้จบเฟสแรกแล้ว ค่าตะกั่วในเลือดของชาวคลิตี้มีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและคุณภาพชีวิตของชาวคลิตี้ได้ดีขึ้นในหลายมิติ 

การฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ณ คลิตี้ล่าง / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ณิชา เวชพานิช

ที่สำคัญตลอด 1,000 วันที่ปฏิบัติงานมา ยังพบบทเรียนที่น่าสนใจหลายประการ หนึ่งในนั้นคือค้นพบพื้นที่ปนเปื้อนตะกั่วซึ่งไม่เคยทราบมาก่อนมากขึ้น จากการได้พูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งเคยทำงานกับเหมืองและลงพื้นที่ปฏิบัติงาน ดังนั้นงานเฟสหน้าควรจะเน้นกำจัดหางแร่ที่ต้นกำเนิดมากขึ้น พร้อมนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาต้องร่าง TOR ฉบับใหม่สำหรับงานเฟสสอง บริษัทฯ จึงได้สนับสนุนข้อมูล ให้การร่าง TOR ฉบับใหม่เหมาะสมกับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น

“การฟื้นฟูที่ผ่านมา มีข้อถกเถียงเรื่องการดูดตะกอนว่ามีประสิทธิภาพไหม หลังจากนี้จะหาตัวชี้วัดการดูดตะกอนให้ชัดเจนมากขึ้น ไม่เพียงระบุว่าได้ ‘ปริมาณ’ เท่าไหร่เท่านั้น แต่ยังระบุว่ามีค่าเข้มข้นตะกั่วเท่าไหร่ และประเมินว่าคุณภาพพื้นที่รอบข้างหลังจากดูดตะกั่วออกไปแล้วเป็นอย่างไร”

เขายืนยันว่า บริษัทฯ พร้อมที่จะลงแข่งประมูลรับงานระยะสอง

ปัจจุบัน สัญญาจ้าง (TOR) สำหรับงานฟื้นฟู้ลำห้วยคลิตี้ระยะสองนั้นยังไม่มีเอกสารทางการออกมา กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่รับหน้าที่เป็นประธานประเมินเนื้องาน พร้อมด้วยกรมพัฒนาที่ดิน สำนักสิ่งแวดล้อมภาคที่ 8 และทีมนักวิชาการจาก 4 มหาวิทยาลัย (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ)

สมชาย ทรงประกอบ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษและประธานโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ แจ้งว่าโครงการระยะสองจะของบประมาณจำนวน 217 ล้านบาท สำหรับดูดตะกอนหน้าฝาย 10 เดือน ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอกรรมการธิการพิจารณา โดยหวังว่าจะสามารถดำเนินการโครงการระยะสองได้ทันทีหลังจากสิ้นสุดสัญญาระยะแรกต้นพฤศจิกายน เพื่อให้ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

เอกสารยื่นของบประมาณกรมควบคุมมลพิษ // ขอบคุณภาพ: เอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 เล่ม 6

“เรายังตอบไม่ได้ชัดเจนว่าคลิตี้จะต้องฟื้นฟูไปอีกกี่ปี เนื่องจากเราเจอปัญหาใหม่ๆ หลายอย่างระหว่างทาง แต่หลังจากนี้ขอบเขตงานที่ทำจะลดลง งบประมาณที่ใช้ก็จะลดลดตาม”

อย่างไรก็ตาม กระบวนการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้เป็นที่ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดถึงคุณภาพการฟื้นฟู ชาวบ้านคลิตี้ล่างบางส่วนและนักวิชาการที่ติดตามผลการฟื้นฟูได้ตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการฟื้นฟูยังปล่อยตะกอนที่ปนเปื้อนตะกั่วสูงคืนกลับลงแหล่งน้ำ และทำงานโดยเน้น “ปริมาณ” ที่ได้มากกว่า “คุณภาพ”  นอกจากนี้ เมื่อมีข้อร้องเรียนต่างๆ เช่นนี้ ชาวบ้านไม่สามารถแสดงความเห็นได้อย่างแท้จริง

“กระบวนการฟื้นฟูควรจะเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วม ทว่าตอนนี้เป็นการมีส่วนร่วมแบบไม่มีส่วนร่วม จัดการประชุมให้ชาวบ้านมานั่งฟังรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานแล้วตีความว่านั้นคือการมีส่วนร่วม ซึ่งเราคิดว่าไม่ใช่”

ชลาลัย นาสวนสุวรรณ ตัวแทนชาวบ้านคลิตี้ล่างแสดงความเห็น เธอเป็นหนึ่งในคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งประกอบด้วยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ฝ่ายต่างๆ มาหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยจะมีการประชุมที่หมู่บ้านทุกเดือน ทว่าเธอพบว่ากรมควบคุมมลพิษไม่ได้ให้น้ำหนักกับเสียงของชาวบ้านและนักวิชาการบางรายที่เห็นต่าง มีการจงใจไม่แจ้งนัดหมายประชุม และจำกัดช่วงเวลาที่ชาวบ้านจะได้แสดงความคิดเห็น

สอดคล้องกับความเห็นของทนายที่ต่อสู้เรื่องคดีคลิตี้มายาวนาน สุรชัย ตรงงาม กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) เผยว่ากลไกการประชุมไตรภาคีปัจจุบันนั้นขาดประสิทธิภาพ แม้จะมีการจ้างงานชาวบ้านในพื้นที่ให้ร่วมดูดตะกอน ทว่ายังขาดการเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในช่วงรับทราบข้อมูลและแสดงความคิดเห็น รวมไปถึงกลไกการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ เมื่อเดือนก่อน เขาและตัวแทนชุมชนส่วนหนึ่งจึงได้ไปยื่นข้อร้องเรียนต่อ “คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน” เพื่อให้ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีคลิตี้นี้

“กรณีคลิตี้นี้สำคัญ มันสะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในไทยว่ายังขาดกลไกการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐและเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วม สิ่งแวดล้อมมันจะก้าวหน้าได้ ประเทศต้องมีความเข้มแข็งด้านประชาธิปไตย เพื่อแลกเปลี่ยนและร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ไม่ขึ้นกับอำนาจหรือเจตจำนงค์ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง สิ่งนี้จะเป็นหลักประกันให้ชุมชนว่าโครงการพัฒนาต่างๆ จะดำเนินการไปโดยหากเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้น เขาจะได้รับการฟื้นฟูอย่างเป็นธรรม”

ปัญหา “สายน้ำติดเชื้อ” ชุมชนคลิตี้ปนเปื้อนสารตะกั่วดำเนินมานานกว่า 40 ปี เมื่อพ.ศ.2518 ชาวบ้านสังเกตพบว่าโรงแต่งแร่ บริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) ได้ปล่อยน้ำเสียและทิ้งหางแร่ที่มีสารตะกั่วในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านจึงได้ยื่นฟ้องศาล ผลพิพากษาให้กรมควบคุมมลพิษดำเนินการฟื้นฟูแทนบริษัทตะกั่วฯ ที่เพิกเฉย ทางหน่วยงานรัฐจึงได้ว่าจ้างบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) ให้เริ่มดำเนินการฟื้นฟูเมื่อปลายปี พ.ศ.2560 

รายงานข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรี่ย์ “สี่สิบปี คลิตี้สีขุ่น” ชวนผู้อ่านฟื้นฟูความทรงจำคดีสิ่งแวดล้อมครั้งประวัติศาสตร์ ไปพร้อมกับช่วงเวลาฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ติดตามปัญหาการปนเปื้อนสารพิษที่ยังสืบเนื่องสู่ปัจจุบัน