10 ปีผ่านไป สิทธิของคนกับป่ายังย่ำเท้า เก็บตกเสียงงานสถาปนาเขตวัฒนธรรมพิเศษแม่ฮ่องสอน

เนื่องในวาระครบรอบ 10 ปี มติ คณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 จ.แม่ฮ่องสอนพร้อมดันพื้นที่ทั้งจังหวัดเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ ย้ำ “คนชาติพันธุ์ต้องอยู่กับป่าได้อย่างสมดุล” นักวิชาการยังกังวลความเข้าใจของรัฐเรื่องสิทธิในวิถีวัฒนธรรมยังไม่คืบในทศวรรษที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 1 – 3 สิงหาคม พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมศาลาประชาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้จัดงาน “มหกรรมไร่หมุนเวียนและการสถาปนาพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษจังหวัดแม่ฮ่องสอน เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี มติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553” ซึ่งจัดโดยเครือข่ายองค์กรชุมชนจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำจังหวัดแม่ฮ่องสอนร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน เครือข่ายภาคประชาชนและภาควิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อรณรงค์ผลักดันการประกาศพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงและชาติพันธุ์อื่นๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบจังหวัด พร้อมการนำเสนอรูปธรรมการจัดการในชุมชน ด้านการศึกษา การจัดการทรัพยากร วัฒนธรรม สรุปบทเรียนการขับเคลื่อนพื้นที่ทางวัฒนธรรม ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดจากการดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา และข้อเสนอแนะเพื่อผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบาย

ภาพบรรยากาศงาน “มหกรรมไร่หมุนเวียนและการสถาปนาพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษจังหวัดแม่ฮ่องสอน เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี มติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553”  / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / พรเทพ จันทร์ยม

ในวันแรกของงาน นายนพดล พลเสน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานในพิธีและผู้แทนในระดับนโยบาย กล่าวว่า  แม้ มติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 ซึ่งเป็นแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง มีผลมานานถึง 10 ปี แต่ที่ผ่านมานั้น ก็มีปัญหาและอุปสรรคเพราะสะดุดในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองในปี 2557 เรื่อยมา จนถึงนโยบายทวงคืนผืนป่า ที่สะท้อนให้เห็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างมาก จนกระทั่งหลังการเลือกครั้งล่าสุดที่ได้กลับมาเดินหน้าเรื่องนี้เพื่อส่งเสริมและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ 

“ตอนนี้นโยบายการทวงคืนผืนป่าเป็นศูนย์ ขณะที่ มติ ครม.2553 จะนำพาไปสู่การสนับสนุนที่เป็นเชิงบวก ซึ่งยอมรับว่าหากไปดูสาระกฎหมายอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องยังมีความย้อนแย้งกันเอง คือในขณะที่มีการส่งเสริมวิถีชีวิตของคนที่อยู่กับป่า แต่อีกด้านก็ยังมีการห้ามหรือไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวข้องในป่า แต่เป็นทิศทางที่ดี เมื่อตอนนี้นโยบายให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และเชื่อว่าการมีคณะทำงาน การสร้างความร่วมมือกับภาคประชาชนต่างๆ อาทิ ขบวนการภาคประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) จะทำให้สามารถเดินหน้าต่อไป” 

– – –

ปี 2563 พร้อมดันจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ หวังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องร่วมมือประสานทุกฝ่ายแก้ไขปัญหาสะสมของคนกับป่า

อัครเดช วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้ที่ขับเคลื่อนให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษและประสานความร่วมมือกับหลายฝ่าย กล่าวว่า จังหวัดแม่ฮ่องสอนจัดเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ป่ามากที่สุดในประเทศไทย โดย 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ของจังหวัดเป็นเขตป่า มีจำนวนประชากรกว่า 2 แสนคน มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง คนในพื้นที่มีความยึดโยงกับป่า วิถีชีวิตที่ดูแลและพึ่งพาป่ามายาวนาน แต่กระนั้นจังหวัดแม่ฮ่องสอนยังเป็นจังหวัดที่มีความยากจนมากที่สุด กล่าวคือ “จนโอกาส” ประชาชนขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการของภาครัฐ “จนสิทธิ์” จังหวัดนี้มีการตกหล่นในการสำรวจที่ดินทำกินมากที่สุด และนำพาไปซึ่งความ “จนรายได้” ฉะนั้นการจัดงานในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ เฉกเช่นจังหวัดอื่นๆ ที่ยังมีเขตเศรษฐกิจพิเศษได้

“บริบทของ จ.แม่ฮ่องสอนตอนนี้เป้าหมายคือจะทำอย่างไรให้ไร่หมุนเวียนยังคงอยู่ ความมั่นคงในที่ดินทำกิน ผมก็ต้องไปดู มติ ครม. อันไหนในประเทศที่มีประโยชน์ต่อประชาชน ซึ่งผมต้องนำมาใช้ในฐานะที่เป็นองค์กรที่ประชาชนเลือกตั้ง เราต้องทำเพื่อประชาชน ถึงแม้จะยอมรับว่า มาตรการนโยบายของรัฐ พ.ร.บ.ป่าไม้ที่ผ่านมาเป็นเรื่องแค่เยียวยาให้คนได้อยู่ แต่ถ้าพูดตรงๆ คือ ออกกฎหมายเพื่อมาเยียวยาคนแม่ฮ่องสอนที่อยู่ในที่ดินที่เขาควรได้รับสิทธิเหมือนคนในจังหวัดอื่นๆ ในประเทศไทย ในวันนี้ผมจะจึงทำหน้าที่ให้คนในแม่ฮ่องสอนอยู่ได้ คือต้องยืนยันการรักษาไร่หมุนเวียนที่จะนำมาซึ่งความสมบูรณ์ มันเป็นภูมิปัญญา ยามที่ประเทศไทยเกิดวิกฤติผมเชื่อว่าจังหวัดผมถึงแม้ประชาชนจะจนที่สุด ยากลำบากที่สุด สาธารณูปโภคขาดแคลนที่สุด แต่เวลาเกิดวิกฤติพวกเขามีกินเพราะพวกเขามีป่าที่เขารักษาไว้อย่างอุดมสมบูรณ์” อัครเดช กล่าว

– – –

ภาคประชาสังคมเสนอแนวทางรับรองสิทธิและคุ้มครองทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ผ่าน พ.ร.บ.ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ 

สุมิตรชัย หัตถสาร ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนที่ทำคดีในประเด็นสิทธิชุมชนและสิทธิที่ดินในพื้นที่ภาคเหนือมายาวนาน กล่าวถึงหลักการในการยกร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดยกล่าวว่า หลักการสากลที่ประเทศไทยอยู่ในภาคีอนุสัญญาหลายๆฉบับไม่ว่าจะเป็น อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ, ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง, อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ, อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลก ที่ให้การรับรองเรื่องสิทธิของชุมชนที่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์และให้มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร  ข้อเสนอของผมจึงมี 4 เรื่อง คือ 

1) การพูดถึงเรื่องเหล่านี้คือการวางเป้าหมายของเจตนารมณ์ที่กฎหมายต้องไปให้ถึง เช่น การขจัดการทับซ้อนของกฎหมาย คือถ้าจะมีกฎหมายคุ้มครอง มันก็ควรจะทำให้กฎหมายอื่นๆ ไม่ขัดแย้ง ต้องนำไปสู่การปฏิบัติได้ 

2) การเปลี่ยนจากเขตควบคุมให้เป็นเขตคุ้มครอง การอนุรักษ์จากเดิมที่เป็นของรัฐฝ่ายเดียวก็ต้องใช้ชุมชนมีส่วนร่วมมากขึ้น 

3) ชุมชนชาติพันธุ์มีสิทธิในการเข้าถึงการพัฒนา สิ่งนี้ชาวบ้านถูกกีดกันมาตลอดก็ต้องเปิดพื้นที่ให้การพัฒนาเข้าถึงวิถีชีวิตของชุมชนได้ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม 

4) การขจัดการเลือกปฏิบัติ อนุสัญญามีมานานหลายปี แต่รัฐไม่เคยตระหนักหรือออกมาคุ้มคุ้มครองชุมชน การเอาชื่อชาติพันธุ์ไปเหยียดในมิติต่างๆถูกกระทำตลอดเวลามันทำให้ชาติพันธุ์กลายเป็นคนชายขอบและถูกกีดกัน เกลียดชังในสังคม 

เนื้อหาสาระประเด็นสำรวจการถือครองที่ดินของประชาชนในอุทยานระยะเวลา 240 วัน ตามพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2562 มาตรา 64 และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2562 มาตรา 121  / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ณัฐฐา อายุวัฒนชัย

“ล่าสุด พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2562 มาตรา 64 และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2562 มาตรา 121 ซึ่งให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สำรวจการถือครองที่ดินของประชาชนที่อยู่อาศัย หรือทำกินในอุทยานแห่งชาติแต่ละแห่งให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน รวมๆ แล้วเหมือนเขาจะสร้างเขตควบคุม ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ผมคิดว่าขัดต่อหลักการสากล ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่ระบุเรื่องสิทธิการจัดการทรัพยากรในชุมชน ดูเหมือนนโยบายนี้จะเป็นการเยียวยา แต่จริงๆ แล้วมันยิ่งจำกัดสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ เพราะคุณสร้างหลักเกณฑ์มากมาย ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เพราะการตั้งเกณฑ์เอาปีการครอบครอง พื้นที่ลาดชัน พื้นที่สุ่มเสี่ยงล่อแหลม มันจะกันคนออกไปชุดใหญ่ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อในอนาคตแน่ๆ ถ้าจะไปข้างหน้าได้ต้องยอมรับหลักการสากลที่โลกเขากำลังจะเปลี่ยน ดังนั้น ถ้า พ.ร.บ.ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์จะเกิดขึ้นและใช้ได้จริงต้องขจัดการทับซ้อนของกฎหมาย นั้นหมายถึงว่าถ้าเขาสามารถพิสูจน์ความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์และอาศัยในพื้นที่ดั้งเดิมได้ ต้องยกเลิกและถอนสภาพกฎหมายที่ทับซ้อนและทำให้พื้นที่นั้นเป็นเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ” สุมิตรชัย กล่าว

ประยงค์ ดอกลำใย ผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) กล่าวว่า 10 ปี มติ ครม. มีความคืบหน้าน้อยมาก ก็สะท้อนให้เห็นถึงกลไกของหน่วยงานราชการโดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะพื้นที่ของชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่ถูกรัฐประกาศเป็นเขตป่าไม้ เขตอนุรักษ์ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ป่าอุทยาน และเขตสงวนคุ้มครองสัตว์ป่า เวลาที่ผ่านมากฎหมายต่างๆ ไม่ได้เปิดช่องให้ชุมชนเหล่านี้ที่เป็นชุมชนชาติพันธุ์ได้ใช้ชีวิตให้เป็นไปตามวิถีทางวัฒนธรรม เช่น การทำไร่หมุนเวียนไม่สามารถที่จะทำได้เพราะผิดกฎหมายอุทยาน แม้รัฐบาลพยายามผลักดันนโยบายการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นการไขปัญหาโดยภาพรวม ตาม มติ ครม. วันที่ 26 พ.ย.61 ซึ่งปัญหาคือมันเป็นการแก้ไขปัญหาภาพรวมของที่ดินป่าไม้ทั่วประเทศ มันเหมือนกับเสื้อโหล ที่ไม่สามารถนำมาใช้กับกลุ่มชาติพันธุ์ได้ เพราะหลักการใหญ่ของของกฎหมายก่อนหน้านี้มีพื้นฐานจากการมองว่าประชาชนหรือชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ป่าของรัฐคือ “ผู้บุกรุก” ฉะนั้นมาตรการหรือหลักคิดที่จะแก้ไขมันวางอยู่บนพื้นฐานของการอนุญาติให้อยู่ ไม่ใช่การรับรองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์

“มติ ครม. เดินทางมา 10 ปี ในวันนี้ บทเรียนจากสิบปีที่ผ่านพ้นมามันจึงมีความจำเป็นที่จะยกระดับให้เป็นกฎหมายที่มีสถานะเทียบเท่าหรือเท่าเทียมกันกับ พ.ร.บ.อุทยานฯ และ พ.ร.บ. ป่าไม้ทุกฉบับ และต้องสร้างความเท่าเทียมกันให้กับทุกกลุ่มชาติพันธุ์ไม่แบ่งเป็นม้ง กะเหรี่ยง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ต้องสร้างความเป็นเอกภาพของชาติพันธุ์และขับเคลื่อนให้ไปสู่เรื่องหลักคิดสำคัญคือการรับรองสิทธิชุมชนในเรื่องการจัดการที่ดิน จัดการป่า และวิถีชีวิตวัฒนธรรมของเขาอย่างแท้จริง” ประยงค์ กล่าว

– – –

นักวิชาการเสนอแนวทางนโยบายการส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม 

ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ หัวหน้าศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ในแง่ของการครบ 10 ปี มติ คณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553  กับการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์อยู่กับป่า ตนคิดว่าสถานการณ์ไม่ดีขึ้นเลย เพราะหากดูการออกนโยบายของหน่วยงานรัฐที่จัดการปัญหาเรื่องคนอยู่กับป่า ก็ไม่ได้มีการปรับความเข้าใจหรือยอมรับตัว มติ ครม. ฉบับนี้  นอกจากนี้ในแง่ของการขับเคลื่อนทั้งฝ่ายวิชาการภาคประชาสังคมเองก็ยังมีความเป็นเอกภาพ เช่น ในขณะนี้การเคลื่อนไหวที่ต้องการผลักดันเรื่องไร่หมุนเวียน เรื่องเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ จนถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่ขยับเป็นพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษระดับจังหวัด พอพูดถึงระดับจังหวัดก็มีคำถามว่าเขตวัฒนธรรมพิเศษของจังหวัดนี้นั้นหมายความอย่างไร เพราะชาวแม่ฮ่องสอนหลายคนก็เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่และมีหลายรูปแบบ ดังนั้นจึงเกิดคำถามคือมันจะเป็นเขตวัฒนธรรมแบบไร่หมุนเวียนปกาเกอะญอแล้วคนกลุ่มอื่นเขาจะว่าอย่างไรยอมรับหรือไม่

จะเอาไร่หมุนเวียนมาเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษก็ต้องทำความเข้าใจไร่หมุนเวียนในลักษณะที่เป็นพลวัตร ตัวอย่างที่คนปกาเกอะญอบางพื้นที่บอกว่าเขาลดจำนวนพื้นที่ลงเพราะคนในชุมชนออกไปทำงานข้างนอกมากขึ้น ถ้าเอาเรื่องนี้ไปเสนอในที่ประชุมรัฐสภาก็จะเกิดการตั้งคำถามเยอะมาก กระบวนการเหล่านี้ทางชาวบ้าน นักพัฒนา นักวิชาการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาคุยกันให้ตกเสียก่อน ให้มีข้อเสนอที่ชัดเจน แล้วต้องพูดเลยว่ากรณีของเขตวัฒนธรรมพิเศษ ‘ความพิเศษ’ คืออะไร มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ นิเวศทางเศรษฐกิจ หรืออื่นๆ อะไรบ้างที่เป็นเศรษฐกิจแบบยั่งยืนและเผชิญความท้าทายแบบใหม่ได้ เช่น ประเด็นสภาวะโลกร้อน ปัญหาฝุ่นและหมอกควันที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการปรับยุทธศาสตร์มีความจำเป็นมาก ถ้ามองเป็นเกษตรกรรมพอเพียงที่เคยทำมาในอดีตที่สืบทอดมาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมแค่นี้ไม่พอ ต้องมีการตีความใหม่ที่ให้สอดคล้องกับความท้าทายใหม่ๆ เรื่องสิ่งแวดล้อมในอนาคตดร.ชยันต์ กล่าว

อภินันท์ ธรรมเสนา หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารความรู้ และเครือข่ายสัมพันธ์ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (ศมส.) กล่าวว่า หน้าที่ของศมส. คือต้องดูแลเรื่อง มติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 อยู่แล้วซึ่งตอนนี้กำลังยกระดับเป็นกฎหมาย พ.ร.บ.ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งกำหนดเวลาต้องเสร็จในปี 2565 ในฐานะที่เป็นหน่วยงานวิชาการที่ทำเรื่องขับเคลื่อนความรู้ทางมานุษยวิทยา ซึ่งเป็นสาขาที่ศึกษาทำความเข้าใจเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมจนสามารถเขียนกฎหมายที่เข้าถึงปัญหาได้ การร่างกฎหมายเราเน้นในกระบวนการ 4 เรื่อง คือ 

1.กระบวนการที่รับฟังความเห็นรอบด้านทุกกลุ่มและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

2.การสร้างความเข้าใจที่ดีในสังคมต่อกลุ่มชาติพันธุ์ 

3.คุณภาพชีวิตต้องดีขึ้น ต้องลดความเหลื่อมล้ำหรือการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นในฐานะประชาชนชาวไทย 

4.การทำงานของหน่วยงานรัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในการแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ 

“ร่างกฎหมายฉบับนี้แบ่งเป็น 5 หมวด ซึ่งหมวดที่ 3 เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เป็นหมวดกล่าวถึงสาระสำคัญเรื่องพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ ซึ่งเป็นการนำฐานคิดทางตะวันตกเรื่อง ‘สิทธิของแผ่นดินแม่’ มาปรับใช้ ว่ากลุ่มชาติพันธุ์นั้นเป็นเจ้าของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม เขาควรจะมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่ไม่ใช่ให้รัฐเข้ามาจัดการ หรือควบคุม มีหลักการคล้ายกับ พ.ร.บ.โฉนดชุมชน ซึ่งกระบวนการหลังจากนี้คือการระดมความเห็นเพื่อให้เกิดกฎหมายที่แก้ปัญหาได้จริงๆ ดังนั้น พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ใช่เป็นกฎหมายที่ให้สิทธิพิเศษแก่กลุ่มชาติพันธุ์ แต่มุ่งสร้างความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำ ที่เกิดขึ้นระหว่างคนอยู่กับป่าที่ผ่านมา” อภินันท์ กล่าว