อุ้มหาย ลอบสังหาร: ความเสี่ยงที่นักต่อสู้ต้องแลกเพื่อปกป้องสิทธิ

การหายตัวไปของ “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ถูกอุ้มหายไปจากบริเวณที่พักของตัวเอง ณ กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้เขย่าสังคมให้เกิดกระแสการตั้งคำถามต่อ “การบังคับบุคคลสูญหาย” อีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกทื่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมไทยกลายเป็นเหยื่อของการถูกอุ้มหาย หรือถูกฆาตกรรม จากการต่อสู้เรียกร้องของพวกเขา ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมามีนักกิจกรรมในประเทศไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้กลับบ้าน

คณะทำงานด้านการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจขององค์การสหประชาชาติ (UN Working Group on Enforced or Involuntary Disappearance – WGEID) ระบุในรายงานประจำปี 2562 ว่ามีจำนวนผู้ถูกบังคับสูญหายในประเทศไทยอย่างน้อย 86 ราย และถือเป็นประเทศที่มีผู้ถูกบังคับสูญหายมากเป็นลำดับ 3 ในประชาคมอาเซียน

บทความนี้จะพาทุกท่านมาย้อนมองอดีตนักต่อสู้เพื่อสิทธิที่เกี่ยวข้องกับมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมชื่อดัง 6 รายที่หายตัวไป หรือถูกลอบสังหาร และติดตามความคืบหน้าว่าพวกเขาเหล่านี้ได้รับความยุติธรรมที่รอคอยแล้วหรือยัง

เจริญ วัดอักษร / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ชลธิชา ทักษิณาเวศน์

เจริญ วัดอักษร

วันที่เสียชีวิต: 21 มิถุนายน พ.ศ.2547
สถานะคดี: ยกฟ้องคดีจ้างวานฆ่า เจริญ เรียบร้อย และจำเลยพ้นข้อกล่าวหา

เจริญ วัดอักษร อดีตประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก และแกนนำต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอก ตำบลบ่อนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 ในพื้นที่ริมชายฝั่งทะเลราว 4,000 ไร่ ซึ่งชาวบ้านต่างกังวลว่า หากเกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินจะกระทบชุมชนแน่นอน ทั้งประมง ชาวสวน ตลอดจนความมั่นคงทางอาหาร

ด้วยความเข้มแข็งของชุมชนบ่อนอก ทำให้การคัดค้านประสบผลสำเร็จ โดยรัฐบาลออกคำสั่งให้ย้ายโรงไฟฟ้าออกจากบริเวณบ่อนอก อาจกล่าวได้ว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ประจวบคีรีขันธ์ไม่ได้กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรม ซึ่งแน่นอนว่าภารกิจดังกล่าวกระทบกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม

เจริญ ถูกลอบยิงเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2547 หลังเดินทางกลับจากการยื่นเอกสารเพื่อทวงคืนที่ดินบริเวณคลองชายธง และในปี 2546 รัฐบาลก็มีมติให้ย้ายจากการสร้างโรงไฟฟ้าที่บ่อนอก ไปยังที่แก่งคอย จังหวัดสระบุรี ซึ่งเปลี่ยนจากถ่านหินเป็นก๊าซธรรมชาติ แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีคำตอบชัดเจนจากภาครัฐว่าจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บ่อนอกหรือไม่ อย่างไร ทั้งยังมีกระแสเรื่องการใช้พื้นที่นั้น ๆ สร้างมหาวิทยาลัย ชาวบ้านจึงเกิดความกังวลเรื่องระบบนิเวศชายฝั่งและป่าชายเลน ส่งผลให้ยังไม่ไว้วางใจ และรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อปกป้องสิทธิ์ของตน และปกป้องสิทธิ์ของสิ่งแวดล้อมต่อไป

เด่น คำแหล้ / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ชลธิชา ทักษิณาเวศน์

เด่น คำแหล้

วันที่สูญหาย: 16 เมษายน พ.ศ.2559
สถานะคดี: ยังไร้ความคืบหน้าและหาผู้กระทำผิดไม่ได้

พ่อเด่น หรือ เด่น คำแหล้ เป็นบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับคดีสิ่งแวดล้อม เขาต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินทำกินและป่าไม้ เป็นแกนนำการต่อสู้เรื่องสิทธิที่ดินทำกินในภาคอีสาน และประธานโฉนดชุมชนโคกยาว ตำบลทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ การต่อสู้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2528 ที่รัฐบาลออกนโยบาย “หมู่บ้านรักษ์ป่า ประชารักษ์สัตว์” ที่สั่งให้ชาวบ้านชุมชนโคกยาวอพยพออกจากพื้นที่ ส่งผลให้ชาวบ้านโคกยาวไม่มีที่ดินทำกิน

ในปี 2552 เด่น และเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยได้เสนอนโยบายในการจัดการที่ดินชุมชน ที่เรียกว่า “โฉนดชุมชน” อันใช้หลักการถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งหมดร่วมกัน และในปี 2554 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจ ฝ่ายปกครองเข้าควบคุมตัวชาวบ้านโคกยาว และแจ้งข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม โดย เด่น และภรรยาตกเป็นจำเลยด้วย ต่อมาในปี 2557 รัฐบาลดำเนินนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้สั่งให้ชุมชนโคกยาวอพยพ และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง มีการส่งเจ้าหน้าที่มา ทั้งยังมีหนังสือจากสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 สั่งให้ ชาวบ้านออกจากป่าสงวนแห่งชาตภูซำผักหนาม ภายหลัง เด่น เรียกร้องกับหน่วยงานรัฐ จนมีมติให้ชะลอการไล่รื้อจนกว่าจะมีกระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง

วันที่ 16 เมษายน 2559 เด่น เดินทางเข้าไปหาของป่าตามปกติ ณ บริเวณสวนป่าโคกยาว และหายตัวไป ต่อมาในวันที่ 24 มีนาคม 2560 มีการค้นพบสิ่งของเครื่องใช้ พร้อมทั้งหัวกะโหลกมนุษย์ที่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานแจ้งว่ามีสารดีเอ็นเอเดียวกันกับน้องสาวของเขา ซึ่งภรรยาเชื่อว่าเขาถูกอุ้มหาย และเธอเองก็ถูกจำคุก 6 เดือนข้อหาบุกรุกป่าตั้งแต่การตกเป็นจำเลยเมื่อปี 2554 อย่างไรก็ตาม กรมป่าไม้เคยแถลงว่าตั้งแต่ปี 2557 ถึง พฤษภาคม 2560 รัฐบาลยึดพื้นที่คิดได้ประมาณ 500,000 ไร่ และมีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีข้อหาบุกรุกป่ากว่า 20,000 คดี

บิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ชลธิชา ทักษิณาเวศน์

บิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ

วันที่สูญหาย: 15 เมษายน พ.ศ.2557
สถานะคดี: อัยการฝ่ายคดีพิเศษไม่สั่งฟ้องคดีต่อกลุ่มผู้ต้องสงสัย และคดียังไม่มีความคืบหน้า

บิลลี่ หรือ พอละจี รักจงเจริญ แกนนำกลุ่มชาติพันธุ์เชื้อสายกระเหรี่ยง เกิดที่บ้านบางกลอยบน จังหวัดเพชรบุรี เขาเป็นอีกหนึ่งคนที่ต่อสู้เพื่อที่ดินทำกินภายหลังจากถูกบังคับอพยพออกมาจากพื้นที่เดิม โดยเจ้าหน้าที่อุทยานฯ อ้างว่าชุมชนกะเหรี่ยงนี้อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ ดังนั้นจึงผิดกฎหมาย แต่ชาวบ้านยืนยันว่าอยู่กันมาตั้งแต่ก่อนประกาศเป็นเขตอุทยาน

เมื่อปี 2553 – 2554 เกิดเหตุการณ์บุกเผาทำลายทรัพย์สินในบ้านบางกลอย บิลลี่ได้ช่วยทนายความเก็บข้อมูลจากปู่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะนอกจากจะเสียที่อยู่ไปแล้ว สิ่งที่ถูกเผาไปนั้นมีเสื้อผ้า และสิ่งของเครื่องใช้โบราณอันมีมูลค่าอยู่ด้วย เขารวมรวบข้อมูลผลกระทบตรงนี้เพื่อไปใช้ในชั้นศาล และเพื่อช่วยเรียกร้องค่าเสียหายจากกรณีการเผาที่

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2557 ช่วงเวลาใกล้ ๆ กับวันที่ศาลปกครองนัดคู่ความ บิลลี่บอกที่บ้านว่าตนจะไปทำงานที่อบต. บ้านบางกลอย พร้อมกับไปเยี่ยมแม่ และในวันที่ 17 เมษายน 2557 มีผู้พบเห็นว่าเขาถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแก่งกระจานควบคุมตัวไว้ และหลังจากนั้นก็ไม่มีใครเคยพบเขาอีกเลย เขาถูกระบุว่าสูญหาย และเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2562 มีรายงานว่าพบโครงกระดูกมนุษย์ในถังน้ำมัน ณ บริเวณเขื่อนแก่งกระจาน และคดีก็ยังไม่สิ้นสุดเนื่องจากอัยการไม่ให้น้ำหนักกับผลการตรวบสอบดีเอ็นเอ จึงไม่สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสี่

ประจบ เนาวโอภาส / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ชลธิชา ทักษิณาเวศน์

ประจบ เนาวโอภาส

วันที่เสียชีวิต: 25 กุมภาพันธ์ 2556
สถานะคดี: จำเลยผู้เป็นมือปืนถูกสั่งจำคุกตลอดชีวิต ในขณะที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องจำเลยผู้ถูกกล่าวหาว่าจ้างวานฆ่า

ประจบ เนาวโอภาส อดีตผู้ใหญ่บ้าน และแกนนำคัดค้านการลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรม ขยะพิษ น้ำเสีย และกากอุตสาหกรรม บริเวณตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

เดิมตำบลหนองแหนมีผืนป่าชุมชนเป็นต้นทุนทรัพยากร แต่เมื่อประมาณปี 2540 โครงการจัดการขยะเริ่มรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ กล่าวคือ เกิดการสร้างบ่อฝังกลบขยะ บริษัทรับกำจัดของเสีย โรงงานรีไซเคิล และโรงงานบำบัดน้ำเสีย เข้ามาในพื้นที่ ซึ่งเป็นกิจการที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง

การลักลอกทิ้งขยะอุตสาหกรรมและน้ำเสียในพื้นที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง นับตั้งแต่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 จนคลองยืมดิน คลองในพื้นที่มีสภาพดำสนิท ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ปลาในคลองลอยตาย โดยชาวบ้านเคยรวมตัวกันเพื่อล้อมจับรถบรรทุกน้ำเสียที่กำลังมุ่งหน้าไปเพื่อปล่อยทิ้ง ทั้งกรมควบคุมมลพิษเองเคยมาตรวจสอบคุณภาพน้ำ และพบสารปนเปื้อนอันตรายได้แก่ โลหะหนัก และฟีนอล ที่เป็นพิษต่อสุขภาพ

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2556 ประจบ ถูกลอบสังหาร โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงอุตสาหกรรม และกรรมการผู้มีอำนาจในโรงงานบำบัดกากสารเคมี เป็นจำเลยจ้างวานฆ่า อย่างไรก็ดี การรวมตัวเรียกร้องของชาวบ้านทำให้หลายบริษัทถูกระงับกิจการ ถูกฟ้องร้อง และมีส่วนในการบำบัดฟื้นฟู

แม้ปัจจุบันจะไม่พบการลักลอบทิ้งน้ำเสียเพิ่มเติม แต่เมื่อปี 58 พบว่าปัญหาจากบ่อกำจัดขยะที่ดำเนินการโดยบริษัทกำจัดของเสียยังคงอยู่ และขยะอุตสาหกรรมบางส่วนยังคงถูกทิ้งไว้ มีเพียงบ่อไม่กี่ไร่ที่ถูกดำเนินการจัดการนำของเสียออกไป ดังนั้นสารเคมีเดิมก็ยังคงตกค้างอยู่เหมือนเดิม และอาจปนเปื้อนในดินและสิ่งแวดล้อมโดยที่เราไม่รู้ตัว

ทองนาค เสวกจินดา / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ชลธิชา ทักษิณาเวศน์

ทองนาค เสวกจินดา

วันที่เสียชีวิต: 28 กรกฎาคม 2554
สถานะคดี: ศาลฎีกายกฟ้องจำเลยผู้ถูกกล่าวหาว่าจ้างวานฆ่า และศาลปกครองกลางสั่งระงับกิจการถ่านหินทุกกรณีในพื้นที่ท่าทราย

ทองนาค เสวกจินดา แกนนำต่อต้านการขนส่งถ่านหินบิทูมินัสมาขึ้นฝั่งที่ ตำบลท่าทราย จังหวัดสมุทรสาคร เขาต่อต้านถ่านหินเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเพื่อคุณภาพชีวิตของคนในจังหวัด นำมาสู่การรวมตัวกันประท้วงของชาวบ้านในหลายพื้นที่อย่างเข้มข้นตั้งแต่พฤษภาคม 2554

การต่อสู้เรียกร้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมมีเหตุมาจากการที่นายทุนซื้อที่ดินเพื่อสร้างโรงงานและท่าเทียบเรือเพื่อขนย้ายถ่านหิน เนื่องจากระหว่างการขนส่งถ่านหินสู่ท่าเรือและใช้รถบรรทุกนำถ่านหินเข้าไปเก็บในคลังนั้น สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กล่าวคือ ฝุ่งผงถ่านหินที่ปลิวกระจายลงน้ำอันนำไปสู่มลพิษทางน้ำ และการปลิวกระจายในอากาศอันนำไปสู่มลภาวะทางอากาศ แน่นอนว่าน้ำและอากาศที่ปนเปื้อนก็กระทบตัวชาวบ้าน ทั้งในแง่สุขภาพและการประมง

การเคลื่อนไหวของกลุ่มทองนาค ส่งผลให้เกิดคำสั่งระงับการดำเนินการของโรงงานถ่านหินในการขนย้ายถ่านหินขึ้นฝั่งท่าเรือที่ตำบลท่าทราย เนื่องจากโรงงานเองก็ไม่ได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่า แต่แม้จะมีคำสั่ง ก็ยังเกิดการลักลอบขนถ่านหินขึ้น โดย ทองนาค เคยเข้าขัดขวางและขับกุมผู้ลักลอบขนส่งด้วยตนเอง ภายใต้การเป็นหัวหอกของการต่อต้าน เขาเคยถูกข่มขู่ฆ่ามาก่อนจะเสียชีวิต

ทองนาค ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 โดยมีเจ้าของโรงงานถ่านหินในพื้นที่เป็นผู้จ้างวานฆ่า ซึ่งความสูญเสียนี้นำมาสู่กระแสต่อต้านของคนในชุมชนที่เข้มข้นมากขึ้น ท้ายที่สุดศาลปกครองกาลจึงออกคำสั่งไม่ให้บริษัทคู่กรณีประกอบกิจการถ่านหิน ไม่ว่าจะการขนย้าย ลำเลียง และใช้งานถ่านหินในเขตตำบลท่าทราย

พิธาน ทองพนัง / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ชลธิชา ทักษิณาเวศน์

พิธาน ทองพนัง

วันที่เสียชีวิต: 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2557
สถานะคดี: ยังไม่สิ้นสุด ในขณะที่คดีเหมืองสิ้นสุดแล้ว

นอกจากกรณีบังคับสูญหายแล้ว ยังมีกรณีฆาตกรรมสังหารกลุ่มคนผู้ซึ่งออกมาเรียกร้องเรื่องสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย พิธาน ทองพนัง แกนนำชาวบ้านในการฟ้องศาลปกครองจังหวัดให้ยกเลิกสัมปทานเหมืองแร่ในตำบลกรุงชิง อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อมกราคม ปี 2557 โดยกลุ่มต่อต้านขอให้ศาลมีคำสั่งมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ให้บริษัทหยุดทำเหมืองดังกล่าวจนกว่าจะมีการปรับปรุงสิ่งแวดล้อม โดยหลังจากศาลรับคำฟ้องก็มีคำสั่งให้หยุดทำเหมืองแร่เป็นการชั่วคราว

กลุ่มชาวบ้านเรียกร้องว่าเหมืองส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน กล่าวคือ ดินจากการทำเหมืองถูกนำไปทิ้งบริเวณต้นน้ำของลำคลองสายหลัก ทำให้น้ำปนเปื้อนด้วยดินเหมือง ซึ่งนอกจากจะทำลายสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังกระทบต่อชาวบ้านที่ใช้ประโยชน์จากลำคลอง กลุ่มชาวบ้านเคยให้สัมภาษณ์ว่าได้รับผลกระทบด้านการเกษตรกรรมสวนทุเรียน เพราะดินจากเหมืองบางส่วนถูกทิ้งที่บริเวณสวน และน้ำที่ใช้ทำสวนก็มาจากลำคลองธรรมชาติที่ปนเปื้อน ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตและคุณภาพลดลง รวมทั้งปัญหาเรื่องฝุ่นละออง และการขนแร่ทั้งวันที่ทำให้ถนนที่ใช้สัญจรผุพัง

พิธาน ถูกลอบยิงเสียชีวิตเมื่อคืนวันที่ 30 พฤศจิกายน 2557 ขณะที่กำลังเดินทางกลับจากการประสานงานกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ และ สำเร็จ ทองพนัง บิดาของ พิธาน เองก็ถูกคุกคามจากผู้มีอิทธิพลจนต้องไปอาศัยอยู่นอกพื้นที่

อย่างไรก็ดี เมื่อเดือนกันยายน 2558 มีการเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ทำให้เหมืองดังกล่าวกลับมาดำเนินกิจการต่อได้ โดยศาลก็พิจารณาว่าทางบริษัทได้ดำเนินการตามระเบียบอย่างถูกต้อง และได้แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว และปัจจุบัน กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ระบุว่า เหมืองแร่ที่นบพิตำอยู่ในสถานะเปิดการ ในขณะที่คดีฆาตรกรรม พิธาน ยังไม่สิ้นสุด