กรมชลฯ เฮพายุซินลากูช่วยเติมน้ำลงเขื่อน แม้พิษพายุทำน้ำท่วมกระทบกว่าพันครัวเรือน

พายุโซนร้อนซินลากูอ่อนกำลังลงเป็นระดับ 1 แล้ว แต่ยังทิ้งผลกระทบน้ำท่วม 10 จังหวัดเหนือ – อีสาน ด้านกรมชลประทานเผยพายุเติมน้ำลงเขื่อนหลัก 73 แห่ง ช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำ ด้านชาวเชียงคานเปรย เป็นห่วงการบริหารจัดการน้ำของรัฐ ระบุ ประตูน้ำศรีสองรักอาจทำน้ำท่วมเมืองเลยหนักขึ้น

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2563 เวลา 7.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศว่า พายุซินลากู ได้ลดกำลังลงจากระดับ 2 (พายุดีเปรสชัน) สู่ระดับ 1 (หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง) ปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนบน กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกอย่างช้าๆ คาดว่าจะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศเมียนมาวันนี้ (4 สิงหาคม)

น้ำท่วม
บ้านเรือนประชาชนใน จ.เลย ถูกน้ำท่วม หลังจากพายุซินลากูได้ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ //ขอบคุณภาพจาก: ผู้ชาย ธรรมดา

อย่างไรก็ดี กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า พายุยังคงมีอิทธิพลทำให้หลายพื้นที่ทั่วประเทศยังคงมีฝนตกชุก และทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นลมแรง 2 – 4 เมตร จึงขอให้ประชาชนเฝ้าระวังผลกระทบจากฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก และขอให้ชาวเรือเดินเรืออย่างระมัดระวัง

ด้านอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ชยพล ธิติศักดิ์ กล่าวว่า อิทธิพลจากพายุซินลากู ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยบางพื้นที่ เช่น อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ปริมาณน้ำที่มากขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้พนังลำน้ำแม่กวง บริเวณฝายเก๊าแพ่งแตก 5 เมตรจนน้ำไหลทะลักกระทบบ้านเรือน

อธิบดี ปภ. เปิดเผยว่า จากรายงานของ ปภ. ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม จนถึงวันที่ 3 สิงหาคม พบว่า พายุซินลากูได้ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันใน 10 จังหวัดภาคเหนือและภาคอีสาน ได้แก่ น่าน อุตรดิตถ์ ลำปาง พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี และนครพนม รวมพื้นที่ประสบอุทกภัย 130 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,399 ครัวเรือน โดย จ.เลย เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหนักที่สุด มีพื้นที่ถูกน้ำท่วมทั้งสิ้น 28 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนถูกน้ำท่วม 680 ครัวเรือน

พายุทำให้เกิดลมกรรโชกแรงในพื้นที่ 8 จังหวัดได้แก่ อำนาจเจริญ สุรินทร์ สุราษฎร์ธานี พังงา ระนอง นครศรีธรรมราช ชุมพร และภูเก็ต ส่งผลให้บ้านเรือนเสียหาย 672 หลัง มีผู้เสียชีวิต 2 ราย โดยขณะนี้สถานการณ์อุทกภัยและวาตภัยได้คลี่คลายแล้วทุกพื้นที่

“กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ร่วมกับจังหวัด หน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงแจกจ่ายถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นแล้ว ท้ายนี้ หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากสาธารณภัย สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป” ชยพล กล่าว

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ยังได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ให้เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมแจ้งเตือนประชาชนระมัดระวังอันตรายจากสถานการณ์ภัย รวมถึงจัดเตรียมสถานที่ปลอดภัยสำหรับเป็นจุดอพยพหรือจุดพักพิง และเมื่อสถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติแล้ว ให้เร่งสำรวจความเสียหายครอบคลุมทุกด้าน ทั้งด้านการดำรงชีพ พื้นที่การเกษตร และสิ่งสาธารณูโภค เพื่อให้การช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ

ท่ามกลางวิกฤตอาจมีข้อดี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เผยว่า ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม พายุซินลากู ได้ส่งผลให้มีฝนตกหนักในพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ที่กระจายอยู่ในภาคเหนือและภาคอีสาน ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 73 แห่ง รวมกันประมาณ 75 ล้าน ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำแล้ง และทำให้มีปริมาณน้ำกักเก็บสำหรับบริหารใช้ในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงจากสภาวะภัยแล้งในช่วงปีที่ผ่านมา

โดย ดร.ทองเปลว ระบุว่า พายุซินลากูได้ช่วยเติมน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ถึงราว 17.79 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งถือว่ามีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนมากที่สุดในรอบปี ทำให้ปัจจุบันเขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาณน้ำไหลเข้าสะสมรวมกันประมาณ 32 ล้าน ลบ.ม. สามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 2,090 ล้าน ลบ.ม. คาดว่าอีก 2-3 วัน จะมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สถานการณ์น้ำในเขื่อนอุบลรัตน์เริ่มดีขึ้นตามลำดับ

ข้อมูลจากกรมชลประทาน ณ วันที่ 3 สิงหาคม เผยว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 31,836 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ประมาณ 8,163 ล้าน ลบ.ม. ยังสามารถรับน้ำได้อีกกว่า 44,000 ล้าน ลบ.ม.

ในขณะที่ประชาชนจังหวัดเลย ซึ่งเผชิญกับน้ำท่วม ชาญณรงค์ วงศ์ลา ชาวบ้านอำเภอเชียงคาน ซึ่งติดตามสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่มานาน กล่าวว่า อิทธิพลของพายุซินลากูได้ทำให้ จ.เลย มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ปริมาณน้ำฝนจากพายุ ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเลยและลำน้ำสาขาเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเลยช่วงท้ายน้ำตั้งแต่ อ.เมืองเลย ลงมาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนหลายหมู่บ้านที่อยู่ริมแม่น้ำเลยตอนปลายในเขต อ.เชียงคาน ถูกน้ำท่วมสูงจากน้ำล้นตลิ่ง

น้ำท่วม
สถานการณ์น้ำท่วมสูง หมู่บ้านกลาง อ.เชียงคาน จ.เลย เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2563 // ขอบคุณภาพจาก: Pannawat Ounthoom

แม้ว่าขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ดีขึ้น และปริมาณน้ำหลากจากลำน้ำสาขาแม่น้ำเลยกำลังกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว ชาญณรงค์ กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้เขาตั้งคำถามถึงศักยภาพการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โครงการประตูระบายน้ำศรีสองรักษ์” ซึ่งกำลังจะสร้างกั้นปากแม่น้ำเลยในปีนี้

“ตอนนี้เรายังไม่เห็นผลว่าประตูศรีสองรักษ์จะช่วยน้ำท่วมตามที่กล่าวอ้างได้ไหม แต่โครงการบริหารจัดการน้ำนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการชาวบ้านจริงๆ เราอยากให้ทางการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มขึ้น หาหลักฐานมายืนยันว่าประตูศรีสองรักษ์จะไม่สร้างผลกระทบทำให้น้ำท่วมซ้ำ” ชาญณรงค์ กล่าว

เขายังแสดงความกังวลว่า หากมีการก่อสร้างประตูน้ำศรีสองรัก กั้นปากแม่น้ำเลย อาจขัดขวางการไหลของน้ำจากแม่น้ำเลยลงสู่แม่น้ำโขง ทำให้น้ำระบายได้ช้าลง จนอาจทำให้ จ.เลย ประสบภัยน้ำท่วมหนักขึ้น หากเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันจากพายุในอนาคต

“โครงการประตูระบายน้ำศรีสองรักษ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เป็นโครงการสร้างประตูระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเลย มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนพื้นที่เกษตรกรรมและการอุปโภคบริโภค รวมถึงบรรเทาอุทกภัยในฤดูน้ำหลาก โดยกรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการแล้วเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และตั้งเป้าให้แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2563 นี้ ท่ามกลางความกังวลของคนในพื้นที่ว่าขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชน และอาจเป็นโครงการที่ใช้งบไม่คุ้มค่า และไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมเนื่องจากไม่ได้จัดทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA)

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง