ศาลรับฟ้องแล้ว คดีชาวบ้านกัมพูชาฟ้องแบบกลุ่ม กรณีบ.น้ำตาลไทยแย่งยึดที่ดินปลูกอ้อย

จุดประกายความหวังต่อภารกิจผดุงความยุติธรรมให้เหยื่อผู้ถูกแย่งยึดที่ดินชาวเขมร ทนายความฝ่ายโจทก์เผย ศาลอุทธรณ์รับพิจารณาคดีฟ้องร้องแบบกลุ่ม กรณีชาวบ้านกว่า 700 ครัวเรือนใน จ.โอดอร์เมียนเจย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชา ถูกเผาบ้านเรือนทรัพย์สินไล่ที่ เพื่อเปิดสัมปทานที่ดินทำไร่อ้อย ป้อนโรงงานน้ำตาลที่บริษัทไทยลงทุนข้ามพรมแดน

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 เวลา 9.00น. ณ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีกรณี โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งให้รับดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีแบบกลุ่ม กรณีนางฮอย ไม (Hoy Mai) และ นายสมิน เต็ต (Smin Tet) โจทก์ และ บริษัท มิตรผล จำกัด จำเลย  ซึ่งเป็นคดีแพ่ง คดีหมายเลขดำที่ พ.718/2561 ซึ่งที่ผ่านมาศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้รับพิจารณาคดีนี้เป็นคดีแบบกลุ่ม  จึงมีการยื่นอุทธรณ์คดีดังกล่าว

สิทธิมนุษยชน
ทีมทนายความฝ่ายโจทก์เข้ารับฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ คดีชาวบ้านกัมพูชาฟ้องร้องเรียกต่าเสียหายแบบกลุ่ม ต่อบ.มิตรผล //ขอบคุณภาพจาก: Community Resource Centre Foundation – มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน

ศาลได้อ่านคำสั่งเมื่อเวลา 9.30 น. ว่า ศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วได้ความว่า บ.อังกอร์ซูก้า (Angkor Sugar Co,Ltd.) เป็นตัวแทนของจำเลย ซึ่งได้สัมปทานที่ดินจำนวน 39,550 ไร่ ซึ่งครอบคุลมที่ดินของโจทย์และสมาชิกของกลุ่ม โดยได้ทำที่ดินทำกิน รื้อเผาทำลายบ้านเรือนและทรัพย์สินให้เกิดความเสียหายของสมาชิกกลุ่มบางส่วนรวม 23 ครอบครัว จาก 700 ครอบครัว ถือเป็นการละเมิดต่อกลุ่มบุคคลอย่างเดียวกัน และเป็นการเฉพาะกลุ่มโดยมีข้อเรียกร้องอย่างเดียวกัน แม้ความเสียหายจะแตกต่างกันแต่การฟ้องคดีแบบกลุ่มเป็นไปเพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ตลอดทั้งป้องกันความซ้ำซ้อนในการดำเนินคดีและความขัดแย้งต่อคำพิพากษา

โดยกระบวนการต่อจากนี้คือ ต้องมีการทำเอกสารสำนวนภายใน 30 วัน และต้องตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ให้แพร่หลายทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา อย่างไรก็ตาม วันนี้ไม่มีทนายความตัวแทนของบริษัทมารับฟังคำสั่งศาล

ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ทนายความร่วมของคดีนี้ กล่าวว่า ศาลอุทธรณ์ได้ยืนยันหลักการเรื่องของการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของเหยื่อในลักษณะเป็นกลุ่มอย่างชัดเจน เนื่องจาการฟ้องคดีแบบกลุ่มทำให้เข้าถึงความยุติธรรมได้

“คดีในลักษณะนี้เป็นคดีที่เหตุเกิดในต่างประเทศ การที่จะให้เหยื่อจากการถูกละเมิดเพื่อให้เดินทางมาประเทศไทยเพื่อฟ้องคดีทุกราย จะไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมให้กับเหยื่อได้ โดยเฉพาะในคดีนี้ เหยื่อเป็นชาวบ้านที่ยากจน หากไม่มีองค์กรพัฒนาเอกชนมาให้ความช่วยเหลือเพื่อนำคดีมาฟ้องต่อศาลไทยเป็นลักษณะคดีแบบกลุ่ม ก็มองไม่เห็นทางว่า ชาวบ้านเหล่านั้นจะได้รับความยุติธรรมได้อย่างไร เนื่องจากบริษัทในประเทศกัมพูชาก็ได้ปิดตัวไปแล้ว” ส.รัตนมณี กล่าว

“คดีนี้จึงเป็นการพิสูจน์เรื่องของประเทศไทย ว่าไทยได้เอาหลักการชี้แนะของสหประชาชาติและแนวทางปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน”

ความเป็นมาของคดีนี้คือ ชาวบ้านได้ตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากองค์กรเอกชนในประเทศกัมพูชา และองค์กร Inclusive Development International(IDI) เพื่อให้ช่วยดำเนินการทางกฎหมายแก่บริษัทที่กระทำละเมิด จึงได้มีการขอความช่วยเหลือทางกฎหมายจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนและสมาคมนักกฎหมายคุ้มครองสิทธิและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำเนินการฟ้องคดีแบบกลุ่มต่อบริษัทไทยที่ลงทุนข้ามพรมแดน

โดยคำฟ้องที่ยื่นต่อศาลกล่าวว่า สืบเนื่องมาจากตัวแทนจากกลุ่มมิตรผลได้ดำเนินการก่อตั้งบริษัทขึ้นมา 3 บริษัท เพื่อเข้าดำเนินการขอสัมปทานที่ดินในประเทศกัมพูชา บริเวณ หมู่บ้านบอส (Bos) หมู่บ้านโอบัดมวน (O ‘Bat Moan) หมู่บ้านตะมาน (Taman) หมู่บ้านตะเพียนเวง (Trapain Veng) และหมู่บ้านคะตุม (Ktum) ซึ่งต่อมาได้รวมเป็นบริษัทเดียว คือ บริษัท อังกอร์ซูการ์ จำกัด (Angkor Sugar Co., Ltd.) แล้วได้ดำเนินการเข้ายึดที่ดินบริษัท 5 หมู่บ้านดังกล่าวจากชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งการเข้ายึดที่ดินมีผลทำให้ ชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ ไม่มีที่ทำกิน เสียบ้านเรือน เผชิญปัญหาความยากจน ต้องอพยพมาขายแรงงานในประเทศไทย แม้ว่า บริษัทที่ละเมิดสิทธิที่ดินทำกินได้ถอนตัวออกไปจากพื้นที่แล้ว แต่ชาวบ้านยังไม่ได้รับการเยียวยาจากบริษัทแต่อย่างใด

ซึ่งกรณีนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับเรื่องร้องเรียน ตามคำร้องที่ 259/2556 และมีรายงานผลการตรวจสอบออกมาแล้ว เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2558 เสนอให้มีการเยียวยาความเสียหายแก่ชาวบ้านผู้ถูกกระทำละเมิด และต่อมา ได้มีมติคณะรัฐมนตรีตามการรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดังกล่าว เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 และ 2 พฤษภาคม 2560 ให้จัดตั้งกลไกหรือกำหนดภารกิจการกำกับดูแลการลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุนไทย เพื่อให้เกิดการเคารพต่อหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน โดยนำหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (ในการปฏิบัติตามกรอบ การคุ้มครอง เคารพ เยียวยา) แต่ยังไม่ปรากฏความคืบหน้า ทางชาวบ้านผู้ถูกกระทำละเมิดจึงได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลในประเทศไทย

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง