“การปลูกป่าที่ดีที่สุดคือการเคารพระบบนิเวศ” ข้อเสนอต่อเป้าปลูกป่า 2.68 ล้านไร่ เฉลิมพระเกียรติ

นักสิ่งแวดล้อมแนะ การฟื้นฟูป่าที่ดีที่สุด คือการปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นฟูตนเองในสภาวะที่เหมาะสม ภายหลังหน่วยงานรัฐนำโดย ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม ตั้งเป้าฟื้นฟูป่าไม่ต่ำกว่า 2.68 ล้านไร่ ทั่วประเทศ ภายในปี พ.ศ. 2563 – 2570 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10

ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน จัดทำ “โครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า” ครอบคลุมถึงป่าต้นน้ำ ป่าชายเลน ป่าพรุ และที่ดินของรัฐประเภทอื่นๆ และการฝึกอบรม “จิตอาสา” โดยมีเป้าหมายรวมกันจำนวนไม่ต่ำกว่า 2.68 ล้านไร่ ใน 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ภายในปี พ.ศ. 2563 – 2570 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2563 และเพื่อสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรธรรมชาติ สังคม และเศรษฐกิจ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน อีกทั้งเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าและพื้นที่รอบเขตป่าให้สามารถอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน

รมต.ทส.
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วราวุธ ศิลปอาชา ปลูกต้นสัก ในแปลงปลูกป่าโครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า //ขอบคุณภาพจาก: กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

โดยเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า” โดยนำคณะรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด ร่วมถวายพระพร และกล่าวคำปฏิญาณ “เราทำความดีเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์” จากนั้นได้ร่วมปลูกต้นไม้ จำนวน 10 ชนิด อาทิ สัก รวงผึ้ง บุญนาค จำปา ประดู่ป่า เป็นต้น เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว ให้ข้อเสนอแนะต่อเป้าหมายการฟื้นฟูป่าเพื่อป้องกันไฟป่า ไม่ต่ำกว่า 2.68 ล้านไร่ ทั่วประเทศว่า เธอสนับสนุนเป้าหมายของรัฐในการอนุรักษ์ป่าไม้และธรรมชาติ อย่างไรก็ตามเธอชี้ว่า การปลูกป่าที่ดีที่สุดคือการปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นฟูตนเอง โดยมนุษย์ควรยื่นมือเข้าไปช่วยเพียงรักษาสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการฟื้นตัวเท่านั้น และไม่ควรเข้าไปแทรกแซงโดยการเข้าไปปลูกป่าโดยไม่จำเป็น

“ปกติแล้วในป่าจะมีเมล็ดพันธุ์ไม้ตามธรรมชาติอยู่แล้ว เมื่อเกิดไฟป่า ลูกไม้เหล่านี้ก็จะเติบโต ฟื้นฟูให้ป่ากลับคืนความสมบูรณ์ได้เอง ดังนั้นการถางแปลงเพื่อเตรียมปลูกป่าโดยใช้พันธุ์ไม้เพียง 10 ชนิด จึงเป็นการทำลายเมล็ดพันธุ์ตามธรรมชาติ” ดร.สรณรัชฎ์ กล่าว

“ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อปลูกต้นไม้เหล่านี้แล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องมีการดูแลภายหลัง เพื่อให้ต้นไม้เหล่านี้เติบโต การถางแปลงปลูกต้นไม้จึงเป็นเพียงกิจกรรมที่มีประโยชน์เพื่อการประชาสัมพันธ์ แต่ไม่อาจเป็นการฟื้นฟูป่าให้กลับมาสมบูรณ์ได้จริง”

นอกจากนี้ เธอยังเสนอว่า การป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่ารุนแรงตั้งแต่ต้นก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยระบุว่า เราต้องระบุประเภทพื้นที่ป่าทั้งประเทศออกมาให้ได้ว่าแต่ละพื้นที่มีสภาพป่าเป็นแบบใด มีความอ่อนไหวต่อการเกิดไฟป่าเพียงใด เพื่อที่จะกำหนดยุทธศาสตร์ในการป้องกันไฟป่าให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เช่น พื้นที่ป่าสนเขาซึ่งมีความอ่อนไหวต่อไฟป่ามาก ต้องมีการเฝ้าระวังไม่ให้เกิดไฟป่าลุกลามไปถึงได้ หรือพื้นที่ป่าเบญจพรรณซึ่งมีระบบนิเวศที่สามารถปรับตัวกับไฟป่าได้มากกว่า ก็ควรมีการจัดการเชื้อไฟอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่ารุนแรง

ทั้งนี้ เธอย้ำว่า ในแต่ละพื้นที่ควรให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดแผนการเฝ้าระวังและป้องกันไฟป่า เพราะแต่ละภูมิภาคต่างมีความแตกต่างทางด้านระบบนิเวศ และมีภูมิปัญญาในการจัดการไฟป่าแตกต่างกัน ไม่สามารถใช้วิธีเดียวมาปรับใช้กับทั้งประเทศได้

ปลูกป่า
กรมทรัพยากรทางทะลและชายฝั่งร่วมปลูกป่าชายเลนในโครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า //ขอบคุณภาพจาก: กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ดร.สรณรัชฎ์ ยังย้ำเตือนถึงกระแสการสร้างฝายชะลอน้ำในป่า โดยกล่าวว่า กระแสดังกล่าวเป็นปัญหาใหญ่ของวงการอนุรักษ์ธรรมชาติ ที่ได้มีการถกเถียงถึงผลกระทบของการสร้างฝายต่อระบบนิเวศแหล่งน้ำว่าฝายเหล่านี้ก่อให้เกิดความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมหาศาล มาเป็นเวลากว่า 10 ปี ดังนั้นภาครัฐจึงไม่ควรสนับสนุนให้มีการสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ป่าอีกต่อไป

“กรุณาเคารพระบบนิเวศ อย่าทำตัวเป็นพระเจ้าเข้าไปแทรกแซง หนทางที่ดีที่สุดในการฟื้นฟูป่าไม้คือเราต้องร่วมมือกับธรรมชาติ ปล่อยให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟูตนเอง โดยเราเป็นผู้ส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการฟื้นตัวเท่านั้น” เธอกล่าวสรุป

อนึ่ง กรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า “โครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า” มีแผนและเป้าหมายการดำเนินงาน ดังนี้

ระยะที่ 1 ระยะเร่งด่วน (ดำเนินการเสร็จภายใน 28 ก.ค. 2563) ได้แก่

  1. จังหวัดเร่งด่วน จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ตาก น่าน นครราชสีมา ชัยภูมิ และนครศรีธรรมราช ปลูกป่าไม่ต่ำกว่า 1,010 ไร่ และทำฝายเพิ่มความชุ่มชื้นของระบบนิเวศ พื้นที่ละไม่ต่ำกว่า 10 แห่ง รวมจำนวนไม่ต่ำกว่า 70 แห่ง
  2. จังหวัดอื่นนอกเหนือจากจังหวัดเร่งด่วน จำนวน 71 จังหวัด (รวมกรุงเทพมหานคร) ปลูกป่าหรือปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว เฉลี่ยจังหวัดละ 100 ไร่ รวมทั้งประเทศ 7,100 ไร่

ระยะที่ 2 และ 3 (ดำเนินการในปี พ.ศ.2563-2570)

  1. ปี พ.ศ. 2563-2565 ฟื้นฟูป่าในจังหวัดเร่งด่วน 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ตาก น่าน นครราชสีมา ชัยภูมิ และนครศรีธรรมราช จำนวนรวมกันปีละไม่ต่ำกว่า 11,000 ไร่ รวม 2 ปี ไม่ต่ำกว่า 22,000 ไร่ รวมทั้ง ฟื้นฟูป่าและเพิ่มพื้นที่สีเขียวนอกเขตป่าใน 71 จังหวัดที่เหลือ (รวมกรุงเทพมหานคร) เฉลี่ยจังหวัดละ 100 ไร่ต่อปี รวม 71 จังหวัด 7,100 ไร่ต่อปี รวม 2 ปี จำนวน 14,200 ไร่
  2. ปี พ.ศ. 2565-2570 กำหนดเป้าหมายการเพิ่มพื้นที่ป่าจำนวนร้อยละ 15-20 ของพื้นที่ต้นน้ำ (ชั้นคุณภาพน้ำ 1 และ 2) ที่เสื่อมสภาพและมีการใช้ประโยชน์จากราษฎรจำนวน 12.7 ล้านไร่ (ป่าสงวนแห่งชาติ/ป่าอนุรักษ์/ อื่นๆ) ฟื้นฟูพื้นที่ป่าชุมชนเฉลี่ยแห่งละ 50 ไร่ จาก 11,327 แห่ง เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าชายเลน จำนวน 0.153 ล้านไร่ จากพื้นที่ป่าชายเลนตามกฎหมายจำนวน 1.5 ล้านไร่ ฟื้นฟูพื้นที่ป่าพรุ จำนวน 20,000 ไร่ รวมทั้ง เพิ่มพื้นที่สีเขียวในจังหวัดที่ไม่มีพื้นที่ป่าตามกฎหมาย เฉลี่ยจังหวัดละ 100 ไร่ ต่อปี รวม 5 ปี จังหวัดละ 500 ไร่

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง