ถามหาความจริงใจนักลงทุน เขื่อนเซเปียนเซน้ำน้อยจ่ายไฟแล้ว แม้เหยื่อเขื่อนแตกยังรอเยียวยา

นักสิทธิชาวลาวเปิดเผย แม้ว่าจะเป็นเวลากว่า 2 ปีเต็มภายหลังเหตุเขื่อนเซเปียนเซน้ำน้อยแตก ชาวบ้านผู้ประสบภัยในแขวงอัตตะปือ ประเทศลาว ยังคงไร้บ้าน ไม่ได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม ขณะที่ผู้ประสบภัยข้ามพรมแดนในเขมรถูกลืมโดยสิ้นเชิง ด้านเครือข่ายประชาชนจับตาการลงทุนในเขื่อนลาวออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลลาว บริษัทผู้สร้างเขื่อน และผู้สนับสนุน ต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น และดำเนินการสอบสวนอย่างโปร่งใส

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2563 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 2 ปีเต็ม นับตั้งแต่เกิดเหตุผนังเขื่อนปิดช่องเขาต่ำ D ของอ่างเก็บน้ำเขื่อนเซน้ำน้อยทรุดตัว จนเป็นเหตุให้มวลน้ำกว่า 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ไหลทะลักถาโถมเข้าถล่ม 7 หมู่บ้านท้ายน้ำ ในเขตเมืองสนามไชย แขวงอัตตะปือ ทางตอนใต้ของลาว จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทันทีกว่า 71 ศพ และทำให้ชาวบ้านอีกหลายพันชีวิตต้องสูญเสียบ้านเรือน ทรัพย์สิน และวิถีชีวิตไปในพริบตา

อัตตะปือ
ช้าง เด็กชายวัยรุ่นผู้รอดชีวิตจากภัยพิบัติเขื่อนแตก แต่กลับต้องพบว่าบ้านและทรัพย์สินของครอบครัวเขาแทบทั้งหมดถูกพัดไปกับน้ำ //ขอบคุณภาพจาก: วิศรุต แสนคำ

อย่างไรก็ดี จากข้อมูลของนักสิทธิมนุษยชนชาวลาว ผู้ไม่ประสงค์ออกนามด้วยสาเหตุเรื่องความปลอดภัย เปิดเผยว่า จนกระทั่งในวันครบรอบ 2 ปี ภัยพิบัติเขื่อนเซเปียนเซน้ำน้อยแตก ชาวบ้านผู้ประสบภัยกว่าครึ่งยังคงรอคอยเงินชดเชยความเสียหายของบ้านเรือนและทรัพย์สิน ที่บริษัทไฟฟ้า เซเปียน-เซน้ำน้อย จำกัด (PNPC) สัญญาว่าจะโอนให้ภายในเดือนนี้

เขาระบุว่า จากข้อมูลการแบ่งจ่ายเงินชดเชยความเสียหายบ้านเรือนและทรัพย์สินของชาวบ้านผู้ประสบภัยใน 7 หมู่บ้าน จำนวนทั้งสิ้น 958 ครัวเรือน บริษัท PNPC จะต้องจ่ายเงินชดเชยรวม 94,736 ล้านกีบ (ราว 10.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 331 ล้านบาท) บริษัทสัญญาจะแบ่งจ่ายเงินชดเชยเป็น 2 งวด งวดละ 50,513 ล้านกีบ (ราว 5.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 176.5 ล้านบาท) โดยบริษัทได้จ่ายเงินชดเชยงวดแรกแล้วเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2562 และบริษัทจะจ่ายเงินงวดสุดท้ายในวันที่ 16 กรกฎาคมนี้

“ผู้ประสบภัยส่วนใหญ่ยังคงต้องทนอาศัยในบ้านพักชั่วคราว ซึ่งประกอบอย่างง่ายๆจากแผ่นไม้กระดานและสังกะสี ที่ทั้งเล็กและร้อนอบอ้าว เพราะการก่อสร้างบ้านเรือนถาวรหลังใหม่จำนวน 802 หลัง ให้กับผู้ประสบภัยทั้งหมด 958 ครัวเรือน ล่าช้ากว่ากำหนด มีเพียง 30 – 40% เท่านั้นที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ในขณะที่บ้านอีกกว่า 156 หลังยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง” เขากล่าว

“ซ้ำร้ายเงินช่วยเหลือจำนวน 250,000 กีบ (ราว 874 บาท) และข้าวสาร 20 กิโลกรัม ที่ทางรัฐบาลลาวแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัยทุกเดือน ยังถูกระงับไปตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านต้องมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีก”

ไพรินทร์ เสาะสาย จากองค์กรแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) เปิดเผยอีกว่า หลังจากที่เธอได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายจากน้ำท่วมภายหลังเหตุเขื่อนเซเปียนเซน้ำน้อยแตก เธอพบว่า นอกเหนือจากพื้นที่ 7 หมู่บ้านในเมืองสนามไชย ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด ประชาชนอีกจำนวนมหาศาลตลอดพื้นที่ท้ายน้ำแม่น้ำเซเปียน ซึ่งกินพื้นที่ข้ามพรมแดนไปจนถึงเขตประเทศกัมพูชา ต่างก็ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมเช่นกัน โดยเฉพาะเมืองเสียมปาง ใน จ.สตึงแตรง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชา ที่บ้านเรือนและทรัพย์สินของชาวบ้านถูกน้ำท่วมฉับพลันเสียหายเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ไพรินทร์ ระบุว่า พื้นที่ประสบภัยในประเทศกัมพูชากลับไม่ถูกพูดถึง กลายเป็นพื้นที่ตกสำรวจ และชาวบ้านผู้ประสบภัยไม่ได้รับความช่วยเหลือเยียวยาใดๆ จากบริษัทผู้รับผิดชอบโครงการ

อัตตะปือ
สภาพบ้านพักอาศัยชั่วคราวในแคมป์ผู้ประสบภัยบ้านหาดยาว //ขอบคุณภาพจาก: วิศรุต แสนคำ

เธอยังตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติเขื่อนแตกจำนวนมากยังไม่ได้รับการชดเชยเยียวยาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม แต่เมื่อช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ.2562 กลับมีข่าวออกมาว่า บริษัทผู้ลงทุนในโครงการเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าเซเปียนเซน้ำน้อย ได้เพิ่มงบลงทุนจำนวนมหาศาลในการซ่อมแซมสันเขื่อนที่ทรุดพังเสียหาย เพื่อให้เขื่อนสามารถเปิดดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าส่งขายยังประเทศไทยได้ตามกำหนดสัญญา ทำให้เกิดคำถามถึงความจริงใจในการรับผิดชอบ เยียวยาผลกระทบผู้ประสบภัยจากเหตุเขื่อนแตก

ด้านเปรมฤดี ดาวเรือง ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนจับตาการลงทุนในเขื่อนลาว ชี้ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวได้ทำให้เขื่อนกลายเป็นฝันร้ายของคนในพื้นที่ เพราะเมื่อทุกครั้งที่ฝนตก ชาวบ้านต่างก็พลอยกังวลว่าน้ำจะท่วม

“เขื่อน ‘ใน’ ลาวไม่ใช่เขื่อนลาว แต่ส่งไฟไปเพื่อนบ้าน ลาวเป็นแค่พื้นที่การลงทุนสร้างเขื่อน ผู้ใช้ไฟต้องเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นที่ลาว ไม่ใช่ว่าการสร้างเขื่อนเป็นแค่การตัดสินใจของรัฐบาลกับบริษัทไม่กี่เจ้า” เปรมฤดี กล่าว

เครือข่ายประชาชนจับตาการลงทุนในเขื่อนลาว จึงได้วิพากษ์หน่วยงานรัฐบาลที่รับผิดชอบ บริษัท ธนาคาร และบริษัทประกันภัยผู้ทำให้เกิดโครงการว่า จนกระทั่งบัดนี้ พวกเขายังคงล้มเหลวในการสร้างช่องทางที่เป็นระบบ ที่จะทำให้ผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนพลังไฟฟ้าเหล่านี้ ได้รับการชดเชยที่เป็นธรรมและมีศักดิ์ศรี ดังนั้นเครือข่ายจึงได้แถลงข้อเรียกร้องต่อผู้ได้รับผลประโยชน์จากเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยดังต่อไปนี้

  1. รัฐบาล สปป.ลาว และบริษัทไฟฟ้า เซเปียน-เซน้ำน้อยจำกัด (Xe Pian-Xe Namnoy Power Co., Ltd [PNPC]) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมหุ้นระหว่าง เอสเค เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (SK Engineering and Construction [SK E&C]) และบริษัทโคเรีย เวสเทิร์น พาวเวอร์ (Korea Western Power [KOWEPO]) จากประเทศเกาหลีใต้ บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้งจำกัด (มหาชน) (Ratchaburi Electricity Generating Holding [RATCH]) จากประเทศไทย และรัฐวิสาหกิจถือหุ้นลาว (Lao Holding State Enterprise [LHSE]) ต้องเปิดเผยข้อมูลแหล่งที่มาของเงินค่าชดเชย ทั้งจากการบริจาคและการประกันความเสียหายในรูปแบบต่างๆ ของเขื่อน และประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อสาธารณะ โดยต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลนี้ได้ และให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถประเมินความเสียหายของตน และร้องทุกข์ได้อย่างเหมาะสมในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แทนการรับค่าชดเชยที่มาจากข้อมูลหรือการประเมินเพียงโดยรัฐบาลหรือบริษัท ในช่วงเวลาที่พวกเขากำลังอยู่ในสภาวะขวัญเสียและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
  2. บริษัทเอสเค เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (SK E&C) ของเกาหลีใต้ และบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้งจำกัด (มหาชน) ของไทย ต้องแสดงความรับผิดชอบให้สอดคล้องกับบทบาทที่แท้จริงในการผลักดันให้เกิดโครงการ และในฐานะผู้รับผิดชอบด้านวิศวกรรมการก่อสร้าง
  3. ธนาคารไทย 4 แห่งได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารธนชาต และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ในฐานะผู้ได้รับผลประโยชน์จากดอกเบี้ยเงินกู้จากโครงการ ผู้ให้เงินกู้ร้อยละ 70 กับโครงการ และเป็นกลไกการสนับสนุนการลงทุนของรัฐบาลไทย ต้องยอมรับอย่างเป็นทางการในข้อเรียกร้องเกี่ยวกับหลักการและมาตรฐานการให้เงินกู้ในโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบ โดยไม่ผลักให้เป็นหน้าที่และการตัดสินใจของรัฐบาลลาวและบริษัทผู้กู้เงิน
  4. รัฐบาลลาว บริษัทผู้สร้างเขื่อน และผู้สนับสนุน ต้องแสดงความจริงใจ และยอมรับอย่างเปิดเผยถึงความเกี่ยวข้องระหว่างเขื่อนในลาวกับความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ สังคม เศรษฐกิจของภูมิภาคแม่น้ำโขง และความเดือดร้อนของประชาชนในประเทศเพื่อนบ้าน ต้องเปิดเผยข้อมูล และยอมรับการตรวจสอบเพื่อการแก้ไข และการชดเชยที่เป็นธรรม ในช่วงเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง