ปิดปากนักสิทธิด้วยหมายศาล นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมถูกฟ้อง 50 ล้าน ข้อหาหมิ่นประมาท

แกนนำชาวบ้านปราจีน ปกป้องชุมชนจากพิษอุตสาหกรรม ถูกฟ้อง 50 ล้าน มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม เผยการปกป้องสิ่งแวดล้อมคือการใช้สิทธิโดยสุจริต  จำนวนนักปกป้องสิทธิถูกฟ้องปิดปากพุ่งสูง ชี้ช่องศาลยกฟ้องได้หากเห็นว่าเป็นการกลั่นแกล้ง

8 กรกฎาคม พ.ศ.2563 ศาลจังหวัดปราจีนบุรี นัดคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของจำเลยในคดีอาญาของนายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม แกนนำกลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์  ที่ประกอบด้วยชาวบ้าน 4 ตำบล (กรอกสมบูรณ์, ศรีมหาโพธิ , ลาดตะเคียน , บ้านหนองตลาด) ในจังหวัดปราจีนบุรี รวมกลุ่มขึ้นหลังได้รับความเดือดร้อนจากกลิ่นเหม็นคล้ายกลิ่นสารเคมีจากกิจการกำจัดกากของเสียอุตสาหกรรมบริเวณใกล้เคียง ซึ่งหลังจากได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดให้ตรวจสอบ ล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สุเมธถูกบริษัทเจ้าของกิจการ ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี

อย่างไรก็ตาม ในวันนัดคุ้มครองสิทธิดังกล่าว ทนายฝ่ายโจทก์ได้ขอเลื่อนการเจรจาไกล่เกลี่ยออกไปเป็นวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2563 

ป้ายต่อต้านการดำเนินคดีของชุมชนฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์ // ขอบคุณภาพ:  โพรเทคชั่นอินเตอร์เนชันเเนล

“รู้สึกตื่นเต้นเนื่องจากเป็นการขึ้นศาลครั้งแรก ถึงแม้ว่าท้อเราก็ไม่ถอย เพราะนี่เป็นการรักษาชีวิตและชุมชน เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องแผ่นดิน สิทธิในสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และวิถีชุมชนของตนเอง เพื่อรักษาวิถีชีวิตและส่งต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานชาวบ้านต่อไป” 

สุเมธกล่าว พร้อมเสริมว่าคดีครั้งนี้เป็นเดิมพันของคนทั้งหมู่บ้าน ถ้าตนได้รับความยุติธรรมจะเป็นชัยชนะของทั้งหมู่บ้าน แต่หากไม่ได้รับความยุติธรรมจะส่งผลต่อกำลังใจคนในชุมชนที่ต้องการปกป้องสิ่งแวดล้อมที่ดี

สุเมธไม่เพียงแต่ถูกฟ้องดำเนินคดีทางกฎหมายเท่านั้น ในวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2562 ซึ่งเขาและสมาชิกกลุ่มได้เดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้มีผู้ขับรถยนตร์มาโยนระเบิดปิงปองเข้าบริเวณบ้านสมาชิกกลุ่มเพื่อคุกคาม

มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ที่ให้ความช่วยเหลือชุมชนทางด้านกฎหมายในคดีนี้และคดีสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ในไทย เผยว่า จำนวนกรณีที่ภาคเอกชนใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ “ฟ้องปิดปาก” นักปกป้องสิทธิมนุษยชนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 

“การฟ้องคดีฟ้องปิดปากหรือ SLAPP เป็นการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อทำให้เกิดบรรยากาศของความกลัว โดยเฉพาะการเรียกค่าเสียหายที่สูงมากเช่นในคดีนี้ ทำให้นักปกป้องสิทธิฯ และชุมชนไม่กล้าออกมาต่อสู้และเรียกร้องเพื่อสิทธิในสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และวิถีชุมชน” สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธิ กล่าว

สุเมธ เหรียญพงษ์งาม เดินทางมานัดคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพจำเลย // ขอบคุณภาพ:  โพรเทคชั่นอินเตอร์เนชันเเนล

“แท้จริงแล้ว ชั้นศาลมีกลไกกลั่นกรองคดีแนวนี้ได้ โดยในมาตรา 161/1 และ 165/2 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เปิดโอกาสให้ศาลสามารถยกฟ้องคดี หากเห็นว่าเป็นการฟ้องคดี โดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายังไม่มีการใช้มาตราใหม่นี้อย่างเป็นผล แม้แต่ในกฎหมายยังไม่มีการให้นิยามคำว่า ‘โดยไม่สุจริต’ ด้วยซ้ำ ส่งผลให้ตกเป็นดุลพินิจของศาล” เธอกล่าว

ด้านองค์กรสิทธิมนุษยชน โพรเทคชั่นอินเตอร์เนชันเเนล (PI) กล่าวว่า สิทธิการดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นสิทธิมนุษยชนที่รัฐไทยต้องรับผิดชอบปกป้องความปลอดภัย และเรียกร้องให้มีการสอบสวนเหตุการณ์การคุกคามสุเมธและครอบครัวและหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ เพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน 

ปัจจุบัน กรณีปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ตำบลรักษ์กรอกสมบูรณ์  ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมไตรภาคีเพื่อแก้ไขปัญหา ทำให้กลิ่นเหม็นทุเลาขึ้น แต่ยังมีข้อกังวลถึงคุณภาพน้ำที่อยู่ใกล้บริเวณโรงงานว่าอาจปนเปื้อนสารเคมีอันตราย ล่าสุด ผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำในป่าอ้อยใกล้บริเวณชุมชนโดยกรมควบคุมมลพิษ ลงวันที่ 13 เมษายน พ.ศ.2563 พบว่า มีสารหนูปนเปื้อนน้ำ 6.057 มิลลิกรัม/ลิตร ซึ่งเกินค่ามาตรฐานน้ำทิ้งจากโรงงานของกระทรวงอุตสาหกรรมกว่า 24 เท่า (0.25 มิลลิกรัม/ลิตร) คนในพื้นที่สงสัยว่าเป็นเพราะมีการนำน้ำชะขยะมาทิ้ง