ปมเขายะลายังยืดเยื้อ พบพิรุธการทำเหมืองหินก่อนออกประกาศถอนเขตโบราณสถาน

เครือข่ายภาคประชาชนตั้งข้อสงสัย ปมประกาศเพิกถอนเขตพื้นที่ โบราณสถานภาพเขียนสีเขายะลา อาจมีวาระซ่อนเร้น หลังพบว่าพื้นที่เพิกถอนตามประกาศมีการทำเหมืองหินอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนประกาศ ทั้งยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อข้อเรียกร้องของภาคประชาชน ซ้ำยังพบว่าหน่วยงานราชการในพื้นที่ ยังคงเดินหน้าดำเนินการอนุมัติอนุญาตให้มีการเปิดทำเหมืองหินในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2563 ตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องเขายะลา วรา จันทร์มณี เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบวิเคราะห์แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศเปรียบเทียบในพื้นที่เขายะลา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน พบว่ามีกิจกรรมการทำเหมืองหินและการระเบิดภูเขาในบริเวณพื้นที่โบราณสถานเขายะลา 190 ไร่ที่ถูกเพิกถอนตามตามประกาศกรมศิลปากรเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2562 ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการออกประกาศดังกล่าว จึงเป็นที่น่าสังเกตว่าการประกาศลดเขตพื้นที่โบราณสถานดังกล่าวอาจมีวาระซ่อนเร้น เป็นการประกาศย้อนหลังเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มคนบางกลุ่ม

“เราได้วางแผนที่ทางอากาศคร่าวๆ ในปี 2544, 2554 และ มีนาคม 2563 ท่านจะเห็นว่าโบราณสถานเขายะลาถูกทำลายมาตลอด จึงเป็นสิ่งน่าสงสัยว่าทำไมหลังจากประกาศเขตโบราณสถาน ปี 2544 จึงมีคนไปทำเหมืองหินได้อีก มีสัมปทานผูกพันหรือมีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ การประกาศลดเขตโดยกรมศิลปากรเมื่อปีที่แล้วเป็นการประกาศย้อนหลังหรือไม่อย่างไร เหตุใดต้องอ้างว่ามีความต้องการหินเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม เราจึงได้ยื่นหนังสือให้ตรวจสอบดังกล่าว” วรา กล่าว

เขายะลา
ภาพถ่ายทางอากาศเขายะลา เห็นได้ว่าพื้นที่ในกรอบสีแดง ซึ่งเป็นพื้นที่กันออกตามประกาศกรมศิลปากร ปรากฎร่องรอยการระเบืดหินทำเหมืองมาก่อนการออกประกาศฉบับดังกล่าว //ขอบคุณภาพจาก: วรา จันทร์มณี

ก่อนหน้านี้กรมศิลปากรได้ออกประกาศเรื่อง แก้ไขเขตที่ดินโบราณสถาน ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2562 โดยกรมศิลปากรได้ประกาศแก้ไขขอบเขตที่ดินโบราณสถานภาพเขียนสีเขายะลา ในพื้นที่คาบเกี่ยว ต.ลิดล – ต.ยะลา อ.เมือง จ.ยะลา จากเดิมมีขนาด 887 ไร่ 3 งาน 40 ตารางวา ลดเหลือ 697 ไร่ 75 ตารางวา

จากการตรวจพบความผิดปกติดังกล่าว เขากล่าวว่า เครือข่ายประชาชนปกป้องเขายะลา และตัวแทนของคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ จึงได้ไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี  ณ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่17 มิถุนายน เพื่อขอให้มีการตรวจสอบประเด็นความไม่ชอบมาพากลดังกล่าวอย่างละเอียด และย้ำให้ยกเลิกประกาศแก้ไขเขตที่ดินโบราณสถานภาพเขียนสีเขายะลา

โดยทางฝ่ายภาคประชาชนได้ยื่นข้อเรียกร้อง 2 ข้อ ในหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ได้แก่

  1. ขอให้ยกเลิกประกาศกรมศิลปากร เรื่อง แก้ไขเขตที่ดินโบราณสถานในขอบเขตที่ดิน โบราณสถานภาพเขียนสีเขายะลา
  2. ขอให้สํารวจสภาพพื้นที่และตรวจสอบการทําเหมืองหินปูน บนเขายะลา และขอทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเกี่ยวกับการทําเหมืองแร่ในบริเวณดังกล่าว โดยอาศัยอำนาจตาม พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540 ประกอบด้วย ข้อมูลการขอประทานบัตรในพื้นที่เขายะลาและเอกสารประกอบคําขอ,ประทานบัตรและเงื่อนไขท้ายประทานบัตรและแผนผังพื้นที่โครงการ, รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA ของโครงการเหมืองแร่, รายงานประจําเดือนในการตรวจสอบพื้นที่เหมืองแร่, รายงานการขนส่งแร่, รายงานการจ่ายค่าภาคหลวงแร่, ข้อมูลการต่ออายุประทานบัตรเขายะลา, ประกาศแหล่งหินอุตสาหกรรมพื้นที่จังหวัดยะลา, และหนังสืออนุญาตให้เข้าทําประโยชน์หรืออยู่อาศัยในป่าไม้/ป่าสงวนแห่งชาติ/พื้นที่ลุ่มนํ้า ชั้น 1A

นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่า นับตั้งแต่เครือข่ายภาคประชาชนเริ่มเคลื่อนไหวคัดค้านการเพิกถอนพื้นที่โบราณสถานเขายะลา ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาทิ กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร และสภาผู้แทนราษฎร เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้เป็นเวลากว่า 3 เดือนแล้ว แต่ยังพบว่า ยังไม่มีหน่วยงานใดดำเนินการตามข้อเรียกร้องของภาคประชาชนที่ให้ยกเลิกประกาศดังกล่าว เร่งอนุรักษ์โบราณสถานโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม และทบทวนการให้สัมปทานเหมืองหินในพื้นที่

ยิ่งไปกว่านั้น ยังปรากฎว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงดำเนินการอนุมัติอนุญาตให้ผู้ประกอบการเหมืองหินอุตสาหกรรมทำกิจการเหมืองหินในพื้นที่ป่าลุ่มน้ำบนเขายะลา ใกล้เคียงกับเขตโบราณสถานภาพเขียนสีโบราณ อย่างต่อเนื่อง ตามที่มีการเผยแพร่หนังสือราชการจากผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เรื่องขอผ่อนผันการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1B เพื่อทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา

เขายะลา
เครือข่ายประชาชนปกป้องเขายะลา และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ณ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี //ขอบคุณภาพจาก: วรา จันทร์มณี

วรา ย้ำว่า การระเบิดภูเขาทำเหมืองหินย่านเขายะลาเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญ และมีหลักฐานผลกระทบต่อภาพเขียนสีประวัติศาสตร์ในเขตโบราณสถานเขายะลาแล้ว โดยพบว่าแรงสั่นสะเทือนจากการระเบิดหินได้ทำให้ภาพเขียนสีดํายาว 3 เมตร บริเวณโพรงถํ้าด้านตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งห่างจากจุดระเบิดหินที่ ต.ลิดล เพียง 500 เมตร พังถล่มลงมาแล้ว

นอกเหนือจากผลกระทบต่อแหล่งโบราณคดี เขาชี้ว่า เขายะลายังเป็นเขตป่าต้นน้ำชั้น 1A และมีพื้นที่รอยต่อเป็นป่าต้นน้ำชั้น 1B มีระบบนิเวศเชื่อมโยง มีป่าไม้ สิ่งปกคลุมตามธรรมชาติ มีพื้นที่ซับน้ำสำหรับการทำนาและการใช้สอยของชุมชนในพื้นที่ การระเบิดทำลายจึงเป็นการทำลายทรัพยากรของชุมชน ตัดห่วงโซ่ทางธรรมชาติอย่างไม่มีวันหวนกลับ

นอกจากนี้ เขาเปิดเผยว่า การทำเหมืองหินยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างรุนแรงจากปัญหาเสียงดังรบกวน ฝุ่นละออง และแรงสั่นสะเทือนคล้ายแผ่นดินไหวจากการระเบิดหินและการขนส่งลําเลียง ส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต และสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนประชาชน

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง