ยูเอ็นย้ำ ในสถานการณ์โควิด รัฐยิ่งต้องเข้มมาตรการสิ่งแวดล้อม เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน

บิ๊กยูเอ็นเรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและการปกป้องสิทธิมนุษยชน เพื่อฟื้นฟูผลกระทบจากวิกฤตการระบาดไวรัส COVID-19 และสานต่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเป็นธรรม โดยย้ำว่า การสร้างสังคมที่เท่าเทียมเป็นธรรมจำเป็นจะต้องมีสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์เป็นพื้นฐาน และการป้องกันสิ่งแวดล้อมเท่ากับการปกป้องสิทธิมนุษยชน

สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกออกแถลงกาณณ์เรียกร้องเนื่องในวาระวันสิ่งแวดล้อมโลก เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2563 ให้รัฐบาลประเทศสมาชิกในภูมิภาคต้องเพิ่มมาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อมให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น และมีการบังคับใช้อย่างจริงจัง หลังพบว่าสิ่งแวดล้อม และสิทธิพื้นฐานของประชาชนในหลายชาติเอเชีย – แปซิฟิก กำลังถูกคุกคามจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมโรคระบาด และการเร่งรัดพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมโดยขาดการควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

Veliko
Cynthia Veliko ผู้แทนสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Cynthia Veliko ผู้แทนสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ภายหลังการระบาดของไวรัส COVID-19 สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติพบว่า รัฐบาลหลายประเทศในแถบเอเชีย – แปซิฟิก ได้ผ่อนผันการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อมลงอย่างมาก ทั้งยังละเลยกระบวนการมีส่วนร่วมภาคประชาชน เป็นการทำลายสิทธิมนุษยชนในทางอ้อม ริดรอนสิทธิในการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและตรวจสอบการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม อันพึงมีตามข้อกำหนดของกฏหมาย จนสร้างความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

“การแก้ไขกฎหมายและข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศในขณะที่รัฐบาลจัดการกับผลกระทบทางเศรษฐกิจของ COVID-19 สามารถส่งผลกระทบในทางลบต่อชุมชน และจำกัดการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังของภาคประชาชนต่อโครงการพัฒนาขนาดใหญ่” Veliko กล่าว

นอกจากนี้ เธอยังชี้ว่า การออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อการตอบสนองต่อการระบาดของไวรัส COVID-19 ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเสมอไป เพราะการบังคับใช้กฎหมายพิเศษนี้ ทำให้ประชาชนทั้งหลาย ตลอดจนนักปกป้องสิ่งแวดล้อม ไม่สามารถใช้สิทธิ์ใช้เสียงได้อย่างเต็มที่ เนื่องมาจากการจำกัดการเดินทาง การห้ามชุมนุมในที่สาธารณะ การประชุมหารือหรือการสัมมนา และการทำกิจกรรมเพื่อการรณรงค์ในที่สาธารณต่างๆ

เธอย้ำว่า ระบบนิเวศที่สมบูรณ์คือหัวใจสำคัญในการธำรงสิทธิพื้นฐาน และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก อันเป็นที่ตั้งของระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก ดังนั้นการเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม และสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ จากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนในการอยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ดี

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ชาวบ้านในท้องที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ปักหลักประท้วงโครงการเมืองอุตสาหกรรมก้าวหน้า ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐที่ถูกเร่งรัดพัฒนาในช่วงวิกฤตการระบาดไวรัส COVID-19 //ขอบคุณภาพจาก: สื่อเถื่อน

“การระบาดของ COVID-19 แสดงให้เราเห็นถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิทธิมนุษยชนของประชากรทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อาศัยอยู่ในสภาพที่สุ่มเสี่ยงและเป็นคนชายขอบ” Veliko กล่าว

“รัฐบาลควรพลิกวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส ในการแก้ไขความไม่ยุติธรรมและความไม่ยั่งยืนในสังคม และสร้างให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต ด้วยการแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมโดยนำหลักการของแนวทางสิทธิมนุษยชนมาใช้ เช่น หลักการมีส่วนร่วมความรับผิดชอบ และความเท่าเทียม”

Thomas Hunecke เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห้งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคแปซิฟิก กล่าวเสริมว่า ในระหว่างการฟื้นฟูจากวิกฤตการระบาดไวรัส COVID-19 เราสามารถสร้างสรรค์สังคมให้ดียิ่งขึ้น และปกป้องสภาพแวดล้อมอันมีค่าและเปราะบางของเราไว้ได้ เพียงรัฐบาลของแต่ละประเทศควรพัฒนาระบบการจัดการดูแลสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เทือกเขา ไปจนจรดมหาสมุทร โดยทำงานร่วมกับคนท้องถิ่นเพื่อใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมและความรู้ดั้งเดิมของพวกเขาในการจัดการดูแลสิ่งแวดล้อม

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง