มนุษย์ไม่ใช่ไวรัสโลก และวิกฤต COVID-19 ไม่ช่วยให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นเสมอไป

บทความโดย: ชลธิชา ทักษิณาเวศน์ และ ณัฐฐา อายุวัฒนชัย

 

นักวิชาการเผยผ่านเสวนาว่า เรายังไม่อาจสรุปได้ว่า COVID-19 ทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นจริง หรือแม้ดีขึ้นก็อาจเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น และยังมีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอยู่เช่นกัน ดังนั้นแนวคิดที่มองมนุษย์เป็นไวรัสของโลกอาจสุดโต่งเกินไป

เมื่อวิกฤตโรคระบาด COVID-19 ได้เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์แทบทั่วโลกให้ต่างไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นการ Work from home หรือ Social distancing ซึ่งไม่ใช่เพียงวิถีของมนุษย์เท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไป แต่วิถีของสิ่งแวดล้อมก็เปลี่ยนแปลงตามเช่นกัน นำมาสู่ประเด็นถกเถียงทางสังคมที่ว่าการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นไปในทางที่ดีหรือไม่

ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการมูลนิธิกรีนพีซแห่งประเทศไทยได้ทำให้คำตอบผ่านการเสวนาออนไลน์ “เมื่อโควิดกู้สิ่งแวดล้อม: หรือเราจะเป็นมะเร็งโลก” กับสำนักข่าวสิ่งแวดล้อมเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ดร. เข็มทองอธิบายว่า “จริงหรอที่สภาพแวดล้อมเราดีขึ้น คำสันนิษฐานของผมก็คือว่าคนเรามีความรับรู้ที่จำกัด โดยเฉพาะสิ่งที่มีรายละเอียดเยอะ พอโควิดเข้ามาแล้วมันมีอะไรต้องประเมินหลายด้าน จริง ๆ เราประเมินได้ไม่ครบถ้วนและมันยังเร็วไปที่จะบอกว่าดีขึ้นหรือไม่ดีขึ้น ผมคิดว่าสิ่งที่เราเห็นก็คือมันเกิดการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ครั้งใหญ่ของผู้คน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเห็นคือการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าถามว่าดีขึ้นไหม ผมคิดว่าเราตอบไม่ได้ เรายังรู้น้อยเกินไป มันต้องผ่านไปอีกซักพักนึงแล้วหันกลับมามองว่าดีขึ้นหรือแย่ลง”

เขาไม่เชื่อว่าสิ่งแวดล้อมดีขึ้นทั้งหมด และได้ยกตัวอย่างกรณีที่คนจำนวนหนึ่งเชื่อว่า COVID-19 ทำให้ฝุ่น PM2.5 มีอัตราลดลง เขาเสนอว่าฝุ่นลดลงนั้นอาจเป็นผลจากการเปลี่ยนของฤดู การเปลี่ยนแปลงของทิศทางลม หรือการเผาป่าที่ลดลง

ในขณะที่ธาราอธิบายว่าการปิดเมืองทำให้พื้นที่ธรรมชาติถูกมนุษย์รบกวนน้อยลง ส่งผลให้มีสัตว์ป่าออกมาใช้ชีวิตมากขึ้นจริง โดยเขาชี้ว่า ธรรมชาติฟื้นตัวส่วนหนึ่งเป็นเพราะมนุษย์ลดเสียงจากการเดินทาง กิจกรรมลดลง ทำให้สัตว์บางชนิดที่มีความอ่อนไหวต่อเสียงรู้สึกว่าออกมาได้แล้ว แต่มันก็เป็นช่วงสั้น ๆ ซึ่งกลัวว่าพอจบล็อคดาวน์อาจจะกลับไปเป็นแบบเดิม

“ช่วงที่หาดบางแสนปิด สะอาดมาก แต่พอช่วงเปิดให้คนกลับไปเที่ยวเพราะวันหยุดยาว แค่วันเดียวขยะก็กลับมาเต็มเลย แสดงว่าว่ามันมองระยะสั้นไม่ได้ว่ามันทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ต้องดูกันในระยะยาวว่า โควิด ช่วยให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นจริงหรือไม่” เขากล่าว

ด้าน ดร.เข็มทอง ชี้ว่า เบื้องหลัง COVID-19 ก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรและพลังงานมหาศาลของโลกเพื่อรับมือกับมัน เช่น การใช้หน้ากากครั้งเดียวทิ้ง หรือ ชุด PPE ใช้เสร็จต้องถอดชุดทิ้ง สิ่งเหล่านี้คือขยะทั้งนั้น ทำให้เกิดคำถามต่อมาว่า เราจะจัดการกับขยะเหล่านี้อย่างไร

เขาอธิบายว่า สังคมขาดการคำนวนต้นทุนจากทั้งขยะพลาสติกทางการแพทย์ ขยะจากเดลิเวอรี รวมทั้งการใช้น้ำมหาศาลจากการล้างมือที่บ่อยขึ้นของมนุษย์ รวมถึงการขาดการรณรงค์เรื่องการใช้ถุงพลาสติกที่เพิ่งจะเป็นประเด็นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งแวดล้อมอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนเหล่านี้ในภายหลังได้

“มนุษย์เปลี่ยนวิถีชีวิตอาจจะดีกับสิ่งแวดล้อมในบางแง่ แต่มันสร้างปัญหาใหม่แน่นอน” ดร.เข็มทองกล่าว

ในขณะที่สังคมออนไลน์มีหลายเสียงกล่าวอ้างว่ามนุษย์คือไวรัสของโลก และ COVID-19 เป็นยาแก้ไวรัสที่ช่วยให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ดร.เข็มทองกล่าวว่า วิกฤตโควิดก็คือวิกฤต มนุษย์ก็คือมนุษย์ ไม่ใช่ไวรัส โควิดมันคงต้องผ่านไปด้วยกัน รัฐบาลหลาย ๆ ที่รับมือได้ดีจะมีลักษณะร่วมกันเขาจะย้ำเสมอว่าต้องผ่านไปด้วยกัน แต่บางที่เริ่มมองเรื่องการที่ไม่ใช่เผ่าหรือสถานะเดียวกัน เช่นเดียวกับ ธารา ที่อธิบายว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นการมองโลกแบบขาดมิติอื่น

“ความคิดนี้อาจจะเป็นความคิดในเชิงสุดขั้ว เป็นความคิดเชิงเดี่ยวเกินไปในการมองความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ กับธรรมชาติโลกของเรา มองแบบมิติเดียวเกินไป ต้องมองประวัติศาสตร์ที่มนุษย์สร้าง” เขากล่าว

“การมองมิติเดียวและตื้นเกินไปในการมองว่าถ้าคิดแบบนี้แล้วเราจะแก้ปัญหาของโลกได้ไหม ซึ่งกลายเป็นว่าเรากีดกันคนที่อ่อนแอไม่มีอำนาจต่อรองในสังคมออกไป เช่น คนที่ฆ่าตัวตายจากผลกระทบนี้ ต้องคิดในหลายมิติ ไม่ใช่แค่มองว่าธรรมชาติฟื้นตัวแล้วเราสรุปเอาเอาว่ามนุษย์เป็นไวรัส ผมคิดว่ามันเป็นความคิดที่ต้องได้รับการถกเถียงให้มากขึ้น และอาจช่วยให้เราทำความเข้าใจได้ว่าเราต้องจัดลำดับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติอย่างไร”

เขาชี้ว่า แนวคิดที่มองว่ามนุษย์คือไวรัสของโลกถือเป็นแนวคิด Eco-fascism รูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวคิดที่อันตราย เพราะโลกควรจะร่วมมือและก้าวไปด้วยกันมากกว่ามุ่งกำจัดมนุษย์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

เช่นเดียวกับ ดร.เข็มทอง ที่อธิบายว่าแนวคิดนี้เป็นลัทธิสุดโต่ง และมองว่าหากสังคมเคลื่อนด้วยแนวคิดเช่นนี้ จะกลายเป็นโลกที่ไม่น่าอยู่

ธารา มองว่าโรคระบาดนี้ถือเป็นวิกฤตใหม่ และควรเปิดกว้างให้สังคมมีสิทธิ์คิดหนทางหลังวิกฤตสิ้นสุดมากกว่าที่จะให้แค่กลุ่มใดกลุ่มเดียวตัดสินใจภายใต้การคำนึงถึงทั้งชาติและสิ่งแวดล้อม

“เราต้องเอาบทเรียนที่เผชิญช่วงโควิด ร่วมกัน ไม่ควรให้แค่รัฐบาลหรือคนกลุ่มได้กลุ่มนึงคิดว่าสังคมไทยจะเดินไปทางไหน ควรเป็นเวทีเปิดกว้าง ไม่ให้ใครคนหนึ่งมาลากไป ผมก็ตอบไม่ได้ว่าหลังโควิดควรไปทางไหน ต้องสร้างไปด้วยกัน และมันท้าทาย” เขากล่าว

ส่วน ดร.เข็มทอง เชื่อว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในอนาคตอาจทำยากขึ้น เพราะเศรษฐกิจอาจแย่ลงและคนจะสนใจปากท้องมากกว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และรัฐก็จะต้องทำการอนุรักษ์แบบประนีประนอมเพราะหากเศรษฐกิจไม่ดี เรื่องสิ่งแวดล้อมอาจถูกผลักให้เป็นเรื่องรอง อันจะทำให้สื่อเรื่องสิ่งแวดล้อมอาจลดลงและโอกาสที่คนจะเข้าถึงการอนุรักษ์ในอนาคตก็ลดตาม หลังจากนี้คนจะสนใจสิ่งแวดล้อมน้อยลง

โดยเขาเชื่อว่าวิธีที่จะผ่านวิกฤตนี้ได้คือต้องมองโลกตามความจริง ปัจเจกก็ควรระวังมากขึ้น และในระดับโครงสร้างก็ควรมาช่วยสนับสนุนกันหลังจบวิกฤต

“สังคมไทยจะเป็นสังคมที่ไม่น่าอยู่ ถ้าเราคิดถึง แต่ตัวเอง” ธารากล่าวทิ้งท้าย