เมื่อภาวะโลกร้อน ทำให้เมนู “แกงแค” มีเสน่ห์น้อยลง

บทความโดย: พนม ทะโน, เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

 

คนเหนือมีอาหารขึ้นชื่อหลายเมนูมาก แต่หากพูดถึงเมนูที่มีวัตถุดิบมากที่สุดคงหนีไม่พ้น “แกงแค” ที่อย่างน้อย ๆ ก็ควรมีผักพื้นบ้าน ผักป่าไม่ต่ำกว่า 20 ชนิด แต่มาวันนี้น่าตกใจมาก ไปเดินตลาดนัดซื้อชุดแกงแคมาแล้วพบว่ามีส่วนประกอบไม่ถึง 10 ชนิดแล้ว

วัตถุดิบ “แกงแค” ที่ซื้อจากตลาดนัด

“แกงแค” ที่ดีควรเป็นอย่างไร?

คุณบัติแรกเลย คือ “ความหลากหลาย” ของวัตถุดิบจากธรรมชาติ ยิ่งมีเยอะยิ่งเพิ่มความอร่อย รสชาติที่ตัดกันไปมาระหว่างผักแต่ละชนิด ทั้งเผ็ด ฝาด หวาน ขม แต่รวม ๆ แล้วกลมกล่อมและหอมอบอวนด้วยกลิ่นพืชอาหาร

เคยมีคนพูดว่า หากจะศึกษาความมั่นคงทางอาหารของชุมชน ให้ขอชาวบ้านทำเมนูแกงแคให้ เพราะจะเป็นตัวชี้วัดอย่างดีว่าชุมชนนั้น ๆ มีความมั่นคงทางอาหารมากน้อยเพียงน้อยเพียงใด ถ้ายังมีมากกว่า 20 ชนิดขึ้นไป ถือว่าค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามวัตถุดิบของแกงแคนั้นไม่ได้กำหนดตายตัวเสียทีเดียว ขึ้นอยู่กับพันธุ์พืชที่มีอยู่ตามฤดูกาลและตามท้องถิ่นด้วย ทีนี้เรามาดูกันว่าส่วนประกอบของแกงแคมีอะไรบ้าง

  1. ผักแค (ใบชะพลู)
  2. ผักเผ็ด (สองอย่างแรกนี้ไม่ควรจะขาด)
  3. พริกขี้หนู หยอดใส่เป็นเม็ด ๆ มักเรียกกันว่า “ระเบิด” กินไปลุ้นไปว่าใครจะโชคดีเคี้ยวใส่พริก
  4. ตูน ใช่ส่วนที่เป็นก้าน
  5. ผักโขม
  6. ยอดพริก / ใบพริก
  7. ดอกตั้ง (ตามฤดูกาล)
  8. ดอกลิงลาว หรือ นางลาว (ตามฤดูกาล)
  9. ตำลึง
  10. ดอกงิ้ว
  11. หวายขม
  12. ดอกแคป่า/ดอกแคบ้าน
  13. มะเขือ
  14. ชะอม
  15. ราก/ต้นอ่อน กระชาย
  16. ปลีกล้วยป่า
  17. ยอดผักเสี้ยว
  18. สะค้าน
  19. มะแว้ง
  20. ยอดฟักทอง
  21. ผักหนาม
  22. ตะไคร้
  23. กระเทียม

ปัจจุบันพืชพื้นบ้านทยอยหายไปเรื่อย ๆ  โดยเฉพาะพืชริมน้ำทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นผักหนาม ผักกูด ดอกลิงลาว ที่มักขึ้นตามริมลำธาร ที่มีความชื้นสูงแต่หลังจากที่เจอภัยแล้งต่อเนื่องหลายปี ทำให้ลดจำนวนลงเร็วมาก ส่วนใหญ่ที่ยังพอหาได้ตามตลาดนัดมาจากแปลงปลูกแทน

ปัญหาการสูญหายของพันธุ์พืชท้องถิ่น ยังส่งผลกระทบต่อสมุนไพรพื้นบ้านด้วย เช่น “ยาต้มรักษาโรคไต” ที่มีส่วนประกอบหลัก 5 อย่างคือ หญ้าหนวดแมว รากไมยราบ รากหญ้าคา หนวดข้าวโพด และผักกาดทราย ปัจจุบันจะหาส่วนผสมให้ครบทั้ง 5 นั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก โดยเฉพาะผักกาดทราย ที่ขึ้นบนเนินทรายตามลำห้วยต่าง ๆ

ภัยคุกคามอีกอย่างคือ การใช้สารเคมี โดยเฉพาะพืชสมุนไพรที่ต้องใช้รากหรือเหง้าทั้งหลาย หากมีสารเคมีตกค้างในนั้นก็อาจเป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ สอดคล้องกับงานศึกษาของมูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม ที่ศึกษาสถานะของพันธุ์พืชท้องถิ่นร่วมกับ 21 กลุ่มชาติพันธุ์ทั่วไปเทศไทย พบว่ายังมีพันธุ์พืชที่อยู่ในชุมชนและมีองค์ความรู้ในการใช้ประโยชน์อยู่ประมาณ 871 ชนิด แต่มีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง ผลการศึกษาชี้ว่าเป็นเพราะการสนับสนุนพืชเชิงเดี่ยวซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ของพืชท้องถิ่น นโยบายที่กีดกันไม่ให้ชุมชนเข้าไปเก็บหรือใช้ประโยชน์พืชสมุนไพรที่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ก็เป็นสาเหตุสำคัญด้วย ส่วนองค์ความรู้ด้านสมุนไพรก็มักสูญหายไปพร้อมกับผู้สูงอายุที่จากไป

เมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน

เพื่อรักษาความหลากหลายทางพันธุ์พืชและสร้างความมั่นคงทางอาหาร รายงานของมูลนิธิฯ ระบุว่าภาครัฐ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับนโยบายต้องให้การสนับสนุนและส่งเสริมอย่างจริงจัง ควรบรรจุองค์ความรู้ด้านสมุนไพรพื้นบ้านให้อยู่ในหลักสูตรการศึกษาท้องถิ่นด้วย นอกจากนี้ยังมีการเริ่มต้นพูดคุยถึงแนวทางการสร้างมูลค่าจากการแปรรูปผลผลิตเหล่านี้ด้วย

อ้างอิง: https://www.csitereport.com/#!/newsfeed?id=0000006684

 

สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม เปิดพื้นที่นี้ให้เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับนักเขียนรับเชิญ ในการแสดงทรรศนะด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเปิดกว้าง