เพราะหลากหลายถึงมั่นคง ทางออกวิกฤตอาหารในยุคเกษตรเชิงเดี่ยว

ยูเอ็นชี้โลกสูญเสียความหลากหลายทางพันธุกรรมพืชแล้ว 75% ย้ำความหลากหลายทางชีวภาพเป็นทางรอดวิกฤตอาหาร ปีนี้ ชาวไทยตื่นตัวร่วมแคมเปญออนไลน์เรียกร้องให้รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ

ไร่หมุนเวียนเป็นแหล่งเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์หลากหลายสายพันธุ์ ตัวอย่างเมล็ดพันธุ์จากหมู่บ้านดอยช้างป่าแป๋ จ.ลำพูน // ขอบคุณภาพจาก: เพ็ญพิชชา ศรีดี

เนื่องในวาระวันความหลากหลายทางชีวภาพ (International Day of Biological Diversity) 22 พฤษภาคม พ.ศ.2563 องค์การสหประชาชาติ เผยว่า การทำเกษตรผสมผสานที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ คือทางออกวิกฤตอาหารโลก เพราะการมีพันธุ์พืชที่ทนกับสภาพแวดล้อมหลากหลาย หมายถึงความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมไปถึงโรคระบาดและศัตรูพืชใหม่ 

ทว่า ในรอบ 120 ปีที่ผ่านมานี้ ความหลากหลายทางพันธุกรรมพืชได้หายไปกว่า 75% จากการเปลี่ยนรูปแบบเกษตรผสมผสานในท้องถิ่นเป็นเกษตรเชิงเดี่ยวที่ให้ผลผลิตสูง จนทุกวันนี้ กว่า 66% ของอาหารที่ทานนั้นผลิตจากพืชเพียง 9 ชนิด แม้ว่าจะมีพืชกินได้ทั่วโลกกว่า 250,000 – 300,000 สายพันธุ์

“ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เรื่องหรูหรา แต่เป็นพื้นฐานความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเรา” Dr. Cristiana Paşca Palmer เลขาธิการอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ กล่าวในงานวันความหลากหลายทางชีวภาพสากล (International Biological Diversity Day) เมื่อปี พ.ศ.2562 เธอย้ำว่าความหลากหลายทางชีวภาพเป็นพื้นฐานของระบบผลิตอาหารและสุขภาพของมนุษย์ทุกคน 

วันความหลากหลายทางชีวภาพสากลประจำปี พ.ศ.2563 จัดขึ้นในธีม “ทางออกของเราอยู่ในธรรมชาติ” ย้ำถึงความสำคัญของปีนี้ ซึ่งนานาประเทศจะมาร่วมกันกำหนดเป้าหมายเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพร่วมกันอีกครั้ง หลังจากอนุสัญญาเดิมได้สิ้นสุดลงเมื่อปีก่อน (Post-2020 Biodiversity Framework) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “อยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ” ในสามสิบปีข้างหน้า ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกอนุสัญญาจะต้องกำหนดเป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศเช่นเดียวกัน

ย้อนมองแคมเปญออนไลน์ไทย ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ

#ยืนตรงไร่หมุนเวียน

เมล็ดพันธุ์หลากหลายชนิดสำหรับปลูกในไร่หมุนเวียน // ขอบคุณภาพ: พนม ทะโน

ธนากร อัฏฐ์ประดิษฐ์ นักวิจัยอิสระที่กำลังศึกษาเรื่องไร่หมุนเวียนและการจัดการไฟป่าของชาวกะเหรี่ยง ได้ริเริ่มแฮชแท็กดังกล่าวในช่วงเดือนเมษายน เมื่อประเด็นไฟป่า – ฝุ่นควันภาคเหนือกลายเป็นประเด็นร้อนระอุบนโซเชียล เชิญชวนผู้คนลงรูปถ่ายของตนกับไร่หมุนเวียนเพื่อสื่อสารกับสังคมว่าไร่หมุนเวียนคืออะไร มีลักษณะอย่างไร และแก้ไขความเข้าใจผิดว่าชาวบ้านบนภูเขานั้นเป็นผู้เผาป่าและก่อปัญหาหมอกควัน

แฮชแท็กดังกล่าวยังสื่อสารแง่มุมอื่นๆ ของไร่หมุนเวียน หนึ่งในนั้นคือ ศักยภาพการเก็บความหลากหลายทางชีวภาพ

“ฟักทอง ฟักเขียว พริก ข้าว ดอกไม้ล่อแมลง ผักกาด มะเขือเทศ ผสมข้าวแล้วเขย่าให้เข้ากัน ตอนหยิบขึ้นมาหว่านก็ติดเมล็ดหลายชนิด เพื่อที่จะงอกออกมาพร้อมกับข้าว มีไว้กินทั้งปี” พิบูลย์ ธุวมณฑล ประธานเครือข่ายชาติพันธุ์อมก๋อย ถ่ายทอดคำอธิบายจากหญิงกะเหรี่ยงเป็นภาษาไทย ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ชาวบ้านหมู่บ้านแม่สอ อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ได้หยอดเมล็ดพันธุ์สำหรับไร่หมุนเวียนปีนี้ เขาเล่าว่า นอกจากไร่หมุนเวียนจะเป็นแหล่งอาหารหลากหลายแล้ว ยังมีพันธุ์พืชที่สามารถนำไปใช้ในการทอผ้าด้วย

ปัจจุบัน หมู่บ้านกะเหรี่ยงหลายแห่งกำลังปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรดั้งเดิมสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยว หมู่บ้านราว 60% ยังคงทำไร่หมุนเวียนเพื่อบริโภคในครัวเรือน อีก 40% ที่เหลือได้หันมาทำการเกษตรเพื่อส่งขายมากขึ้น เช่น ปลูกกะหล่ำและมะเขือเทศส่งตลาดซึ่งมอบรายได้มั่นคงและมากพอสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ในครอบครัว เช่น ค่าเล่าเรียนบุตรหลาน

#CPTPP

โปสเตอร์รณรงค์คัดค้านการเข้าร่วม #CPTPP // ขอบคุณภาพ: BIOTHAI

CPTPP กลายเป็นชุดตัวย่อที่โด่งดังข้ามคืนช่วงเดือนเมษายน การประท้วงออนไลน์จากทางบ้านเริ่มต้นจากความพยายามนำประเทศไทยเข้าร่วมภาคีหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หลายคนมองว่าแม้การเข้าร่วมภาคหุ้นส่วนนี้อาจได้ผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ แต่จะทำให้ประเทศไทยต้องแก้กฎหมายบางอย่างที่สร้างผลกระทบต่อวงการเกษตร หนึ่งในนั้น คือ ประเทศไทยจะต้องเข้าร่วมอนุสัญญาระหว่างประเทศ เพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ “UPOV1991”

มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) เผยว่าหากประเทศไทยเข้าร่วม UPOV1991 จะส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพระยะยาวของประเทศ เพราะบริษัทเมล็ดพันธุ์จะสามารถขึ้นทะเบียนเมล็ดพันธุ์แล้วปิดกั้นไม่ให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อ คัดเลือกสายพันธุ์ที่ดี หรือแลกเปลี่ยนระหว่างเกษตรกรกันเองตามที่เคยทำ ดังนั้นเกษตรกรต้องหันไปซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทที่เน้นผลิตเมล็ดพันธุ์พืชเชิงเดี่ยวเพื่อตอบสนองต่อการผลิตเชิงอุตสาหกรรม 

#Youth4Biodiversity

สัญลักษณ์เครือข่ายเยาวชนด้านความหลากหลายทางชีวภาพ // ขอบคุณภาพ: Thailand Youth Biodiversity Network

แคมเปญเชิญชวนเยาวชนทั่วโลกมีส่วนร่วมกับประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ ประเทศไทยเองมีเครือข่ายเยาวชนนี้เช่นกัน  โดยปีนี้เน้นเตรียมความพร้อมเยาวชนสู่การรับฟังความเห็นต่อ “ร่างพระราชบัญญัติความหลากหลายทางชีวภาพ พ.ศ. ….”  ซึ่งยื่นเสนอโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

การออกกฎหมายใหม่ฉบับนี้อาจใช้เวลา 2-3 ปี โดยขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์นิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของเพจ “สิ่งละอันพันละนก” ได้สรุปสาระสำคัญของพ.ร.บ. ว่า กฎหมายดังกล่าวจะเป็นกลไกบังคับให้การใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพเป็นไปอย่างยั่งยืนและแบ่งปันผลประโยชน์กัน และจะมองความหลากหลายทางชีวภาพด้วยกรอบที่ละเอียดรอบคอบกว่ากฎหมายอนุรักษ์อื่นๆ เช่น แม้อุทยานจะมีพ.ร.บ.อุทยานคุ้มครองแล้ว จำนวนพื้นที่ป่าไม้ยังเท่าเดิม แต่ความหลากหลายทางชีวภาพอาจหายไป เช่น ชนิดนกหรือแมลงลดลง เป็น “ทะเลทรายสีเขียว” ดังนั้นพ.ร.บ.ความหลากหลายทางชีวภาพจะดูแลธรรมชาติที่ละเอียดกว่ากฎหมายเดิม

พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวจะครอบคลุมความหลากหลายทางชีวภาพในบริบทไหนบ้าง เช่น ในป่า ในเมือง หรือในพื้นที่เกษตรกรรม เข็มทองอธิบายว่า ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้งานของผู้ดูแลกฎหมาย ซึ่งพ.ร.บ.ฉบับนี้จะจัดตั้งคณะกรรมการความหลากหลายทางชีวภาพ มีผู้บริหารระดับสูงอย่างนายกรัฐมนตรีเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นกว่าเดิม

“เจ้าของทรัพยากรชีวภาพที่แท้จริงคือประชาชน ไม่ใช่เจ้าของอย่างสินทรัพย์ส่วนตัว แต่เป็นเจ้าของร่วม รัฐซึ่งเราเห็นว่าหวงแหนพื้นที่อยู่เป็นเพียงผู้ดูแลชั่วคราวที่พรรคต่างๆ ผลักเปลี่ยนขึ้นมาเป็นรัฐบาลเท่านั้น การใช้ทรัพยากรปัจจุบันคือการเอาทรัพยากรอนาคตมาใช้ ดังนั้นเยาวชนจึงต้องรับส่งต่อโลกใบนี้ไปรุ่นต่อๆ ไปจึงยิ่งมีส่วนได้เสียกับกฎหมายฉบับนี้”