หนึ่งช็อตกับหนึ่งชั่วชีวิต เผยความทุกข์ทรมานหลังกรงขังและฉากหน้าธุรกิจเซลฟี่สัตว์ป่าไทย

บทความโดย: ณิชา เวชพานิช, Audra Grigus, และ Parker Reindahl

นักท่องเที่ยวโพสท่าฮิตถ่ายรูปคู่เสือขนาดกลาง ณ Tiger Kingdom สาขาภูเก็ต // ขอบคุณภาพ: Parker Reindahl

ความนิยมใช้โซเชียลปลุกกระแสท่องเที่ยวเซลฟี่สัตว์ป่าในไทย นักอนุรักษ์เตือน การถ่ายรูปกับสัตว์ป่าส่งผลร้ายต่อสัตว์มากกว่าที่คิด ผิดกฎหมายอนุรักษ์ ซ้ำยังอาจช่วยสนับสนุนเครือข่ายอาชญากรรมลักลอบค้าสัตว์ป่าทางอ้อม

ก่อนหน้าการระบาดของไวรัส COVID-19 ทั่วโลก ภูเก็ตเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาไม่เคยว่างเว้น ผู้มาเยือนเกาะสวรรค์แดนใต้แห่งนี้ส่วนใหญ่มักจะมีเป้าหมายหลักมาดื่มด่ำความสวยงามของชายหาดและท้องทะเลอันดามัน อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวหลายคนตัดสินใจหาอะไรทำเพิ่มเติมในเมือง ทางเลือกหนึ่งคือการไปเที่ยวสวนสัตว์

Neri Fayad นักท่องเที่ยวสาวชาวสวีเดนและครอบครัวเลือกมาเที่ยวสวนสัตว์ในภูเก็ต เพราะอยากให้ลูกวัยเล็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกของสัตว์ เธอรู้จักสวนสัตว์แห่งนี้เพราะเพื่อนถ่ายรูปโชว์จระเข้เผยแพร่ลงบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก “สแนปแชท”

หลังจากที่เธอและครอบครัวได้ชมการแสดงช้างที่บรรดาช้างโชว์ลีลาและความสามารถพิเศษ ไม่ว่าจะเดาะลูกบอลหรือทรงตัวด้วยขาข้างเดียว เธอกล่าวว่า รู้สึกสงสารและกังวลต่อสวัสดิภาพของสัตว์ และคงจะไม่กลับมาอีก

อย่างไรก็ดี หลังจากให้สัมภาษณ์เสร็จ เราพบเธออีกครั้งที่การแสดงลิง ท่ามกลางความประหลาดใจของเรานั้น หญิงสาวอาสาเป็นตัวแทนขึ้นเวทีไปให้เจ้าลิงแก้มัดเชือกที่ผูกมัดข้อมือ โดยผู้เป็นสามีคอยถ่ายคลิปลง “สแนปแชท” ด้วยสมาร์ทโฟนอย่างเพลิดเพลิน

การท่องเที่ยวเชิงสัตว์ป่ามักนำเสนอภาพแหล่งเรียนรู้เชิงอนุรักษ์ ทว่านักอนุรักษ์หลายคนตั้งคำถามว่า “การเซลฟี่สัตว์ป่า” อันน่าตื่นตาตื่นใจนี้อาจต้องแลกมากับความทุกข์ทรมานและความเป็นอยู่สัตว์ที่ย่ำแย่ หลายกรณีเป็นการกระทำผิดกฎหมายอนุรักษ์และคุ้มครองสัตว์ป่าชัดเจน อีกทั้งยังอาจส่งเสริมธุรกิจลักลอบค้าชิ้นส่วนสัตว์ป่าผิดกฏหมาย

“คำพูดว่า ‘ชั่วขณะสำหรับคุณ ชั่วชีวิตสำหรับมัน’ อาจเป็นคำพูดที่เราได้ยินจนเกร่อ แต่มันตรงกับสถานการณ์นี้เลย หลายคนคิดว่าการถ่ายรูปกับสัตว์ป่าเป็นเรื่องโอเค เพราะถ่ายรูปแค่ช็อตเดียว แต่มันไม่ใช่แค่ช็อตเดียวสำหรับสัตว์เหล่านี้ พวกมันเจอแบบนี้หลายร้อยครั้งในชีวิต” Tanya Erzinclioglu ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ ForTigers แสดงความเห็น

สวนเสือ
ป้ายดิจิทัลแสดงคิวรอถ่ายรูปกับเสือแบบเรียลไทม์ ณ Tiger Kingdom สาขาภูเก็ต จากภาพ มีคิวรอถ่ายรูปเสือขนาดใหญ่ 9 คิว / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ณิชา เวชพานิช

จากสาวชาวอังกฤษที่หลงใหลในสัตว์ป่าจนตัดสินข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลเสือประจำวัดเสือ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นเวลาถึงหกปี Tanya ออกมาจัดตั้งมูลนิธิพัฒนาคุณภาพความเป็นอยู่ของเสือเลี้ยงในไทย หลังพบว่าเบื้องหลังภาพอนุรักษ์ที่นั้น คือ ธุรกิจค้าชิ้นส่วนเสือผิดกฎหมาย

“ตอนแรกฉันก็ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเหมือนคนส่วนใหญ่ แค่คิดว่ามันเจ๋งดีที่ได้ถ่ายรูปกับสัตว์กินเนื้อน่าเกรงขาม แต่ว่าหลังจากทำงานที่นั้นได้ไม่นาน ฉันก็ตระหนักว่ากิจกรรมการท่องเที่ยวลักษณะนี้ ส่งผลกระทบให้สวัสดิภาพและความเป็นอยู่ของสัตว์มีปัญหา”

รายงานเรื่อง A Close up to Cruelty จัดทำโดย World Animal Protection เผยว่าประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ส่งเสริมการถ่ายเซลฟี่สัตว์ป่าสูงมากที่สุดเป็นอันดับสามของโลก รองจากออสเตรเลียและสหรัฐฯ และ ระหว่างปี พ.ศ. 2557 – 2561  ความนิยมถ่ายรูปสัตว์ป่าลงอินสตราแกรมได้เพิ่มขึ้นถึง 292%

แม้ว่าการท่องเที่ยวเชิงสัตว์ป่าจะไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย หลายคนคุ้นเคยกับธุรกิจสวนสัตว์แนวเก่าที่มักจะมีตากล้องคอยให้บริการถ่ายรูปลูกค้าคู่กับสัตว์ พร้อมปริ้นรูปใส่กรอบเป็นที่ระลึก ทว่าไม่นานมานี้ ความนิยมใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเบ่งบานและจุดประกายกระแสการท่องเที่ยวแบบใหม่ที่เน้นการถ่ายรูปกับสัตว์ป่า เกิดธุรกิจสวนเสือรูปแบบใหม่ที่นักท่องเที่ยวซื้อตั๋ว ถือบัตรคิวไปรอถ่ายรูปคู่เจ้าแมวใหญ่ตามความชอบด้วยมือถือตนเอง ไม่ว่าจะเป็นลูกเสือตัวเล็ก เสือวัยรุ่น หรือเสือตัวเต็มวัย เมื่อได้ช็อตที่พอใจ หลายคนเลือกแชร์รูปลงโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างอินสตราแกรมแล้วติด #ชื่อสัตว์ป่า และ #ชื่อสถานที่ท่องเที่ยว เช่น  #Tigerselfie #TigerKingdom

ธุรกิจท่องเที่ยวในภูเก็ตเติบโตอย่างต่อเนื่องเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดใหม่จากประเทศอินเดีย รัสเซีย และจีน ซึ่งนิยมเดินทางมาเป็นคณะทัวร์ แวะสถานที่ท่องเที่ยวเชิงสัตว์ป่าอย่างสวนเสือ อันเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่หาไม่ได้ที่บ้านเกิด ล่าสุด เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา สวนเสือรุ่นใหม่ Tiger Park ได้ขยายสาขาเพิ่มจากพัทยาสู่ภูเก็ต นับเป็นสถานประกอบการที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสัมผัสใกล้ชิดและถ่ายรูปคู่เสือแห่งที่สี่ของเกาะ

สวนเสือมักจะมีลูกเสือหน้าตาน่ารักน่าชังให้ถ่ายรูปคู่ Tanya อธิบายว่าแม่เสือจะถูกเร่งผสมพันธุ์เพื่อผลิตลูกเสือให้มีลูกเสือให้นักท่องเที่ยวอุ้มและถ่ายรูป โดยลูกเสือจะถูกแยกจากแม่ตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อให้แม่พันธุ์เข้าสู่ช่วงผสมพันธุ์อีกครั้ง สร้างความเครียดให้กับทั้งแม่และลูกเสือ

เสือ
“โกโก้” เสือเพศผู้ อายุ 3 ปี นอนล่ามโซ่บนแท่นคอนกรีตเพื่อรอถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยว ณ สวนสัตว์ภูเก็ต ข้างหลังมีเสืออายุไล่เลี่ยอีก 3 ตัวในกรง มกราคม พ.ศ.2563 // ขอบคุณภาพ: Parker Reindahl

มูลนิธิ ForTigers ได้ออกสำรวจสวนเสือ 32 แห่งทั่วไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 และประเมินคุณภาพของสถานเลี้ยงเสือเหล่านั้น รายงานการประเมินพบว่า ภาพรวมแล้วเสือในสวนสัตว์ไทยมีสภาพความเป็นอยู่ต่ำกว่าประเทศอื่น เนื่องจากที่อยู่อาศัยมักเป็นพื้นคอนกรีตและไม่มีพื้นที่กลางแจ้งหรือพื้นที่ธรรมชาติ

ในจังหวัดภูเก็ต เธอและทีมงานให้คะแนนประเมินสวนสัตว์ภูเก็ตต่ำสุด ด้วยคะแนนเพียง 4.2 คะแนน จาก 10 คะแนน โดยจากการลงพื้นที่ประเมินเมื่อมีนาคม พ.ศ.2562 พบว่าสวนสัตว์แห่งนี้มีประชากรเสือราวสิบตัว สภาพความเป็นอยู่เข้าข่ายเกณฑ์แย่

ภายในปีเดียวกันนั้น มีผู้เผยแพร่คลิปเสือที่สวนสัตว์ภูเก็ตถูกล่ามบนแท่นคอนกรีตรอถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยว โดยร้องเรียนว่าเป็นการทรมานสัตว์ เจ้าหน้าที่จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงลงพื้นที่ตรวจสอบ และสั่งระงับไม่ให้สวนสัตว์เสนอกิจกรรมถ่ายรูปกับเสืออีก เพื่อรักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัด

อย่างไรก็ดี จากการลงพื้นที่โดยผู้สื่อข่าวเมื่อเดือนมกราคมปีพ.ศ. 2563 สำนักข่าวสิ่งแวดล้อมยังพบการเสนอถ่ายรูปคู่เสือที่สวนสัตว์ดังกล่าว ผู้ดูแลซึ่งทำหน้าที่ดูแลเสือที่นี่เป็นเวลาสิบปี  อธิบายว่าเสือจะถูกพาออกจากที่อยู่อาศัยด้านหลังมาให้นักท่องเที่ยวชมและถ่ายรูปด้วยเป็นเวลา 7 ชั่วโมงต่อวัน

เมื่อสอบถามกับทางผู้บริหาร สุริยะ ตันทวีวงศ์ กรรมการบริหารสวนสัตว์ภูเก็ต อธิบายว่า ทางสวนสัตว์ได้ยกเลิกกิจกรรมถ่ายรูปหมดแล้ว

ไม่เพียงแต่เรื่องความเป็นอยู่ของสัตว์เท่านั้นที่หลายคนกังวล Nancy Gibson นักอนุรักษ์สาวชาวไทย-อเมริกัน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิรักษ์สัตว์ป่า (Love Wildlife Foundation) ชี้ว่า เสือเป็นสัตว์ที่มีอายุขัยนานหลายปี ดังนั้น หากมีจำนวนเสือในสถานเลี้ยงมากเกินไป อาจเป็นการส่งเสริมให้มีการนำชิ้นส่วนเสือไปขายในตลาดมืด

“กฎหมายปัจจุบัน รัฐเพียงแต่ตรวจสอบจำนวนเสือตามที่ผู้ประกอบการรายงาน เป็นช่องโหว่เอื้อต่อธุรกิจค้าชิ้นส่วนสัตว์ป่า ยิ่งไปกว่านั้นการมีอยู่ของ ‘สินค้า’ เหล่านี้ยิ่งส่งเสริมการล่าเสือในป่า เพราะพรานบางคนอาจฉวยโอกาสล่าเสือในแหล่งที่อยู่ธรรมชาติมาแฝงขาย เพราะต้นทุนการล่านั้นถูกกว่าการเพาะเลี้ยง” Nancy กล่าว

เธอชี้ให้เห็นว่า ความนิยมถ่ายรูปคู่สัตว์ป่าไม่ได้มีเฉพาะในสวนสัตว์เท่านั้น หากยังเกิดบนท้องถนนและชายหาดในภูเก็ตเช่นกัน โดยพบผู้ประกอบการรายเล็กนำเอานางอาย สัตว์ตระกูลไพรเมตขนาดเล็กในสกุล Nycticebus ออกเดินเท้าตามย่านแหล่งท่องเที่ยว เพื่อเสนอให้นักท่องเที่ยวจ่ายเงินถ่ายรูปด้วย

นางอาย
เจ้าหน้าที่จับกุมตัวผู้นำนางอายมาเสนอถ่ายภาพ ณ หาดท่องเที่ยวในภูเก็ต // ขอบคุณภาพ: สุทิน แก้วประชุม

“นางอายเป็นสัตว์กลางคืน ดังนั้นเลยไม่ถูกกับแสงเวลานำมาถ่ายรูป นอกจากนั้นจะถูกตัดเขี้ยวเพื่อให้ไม่กัดคนและป้องกันพิษในเขี้ยวที่ร้ายแรงถึงชีวิต นางอายที่ไม่มีเขี้ยวแล้วจะกลับไปอยู่ตามธรรมชาติไม่ได้ เพราะไม่มีฟันสำหรับขุดเปลือกไม้หาอาหาร” เธอกล่าว

องค์กรเธอยังได้รับแจ้งว่ามีผู้นำสัตว์ต่างประเทศอย่างลิงปิ๊กมี่ ลิงขนาดเล็กที่สุดในโลกจากทวีปอเมริกาใต้ มาเสนอถ่ายรูปที่ตลาดนัดคลองดำเนินสะดวก ที่กรุงเทพฯ ถึงแม้จะไม่ผิดกฎหมายไทย แต่ลิงปิ๊กมี่เองก็เป็นสัตว์กลางคืนที่ไม่ควรโดนแสง อีกทั้งลิงตัวดังกล่าวยังมีน้ำหนักมากแสดงถึงการกินอาหารผิดธรรมชาติ

สุทิน แก้วประชุม พนักงานพิทักษ์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาพระแทว จังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่าปีที่ผ่านมา สายตรวจปราบปรามพิเศษด้านสัตว์ป่าประจำจังหวัด ได้จับกุมคดีผู้ลักลอบนำนางอายมาเสนอถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยวได้ 10 คดี และคาดว่าอาจมีมากกว่านั้นที่ไม่สามารถจับกุมได้ ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า นางอาย หรือลิงลม สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเล็กตาโตนั้นเป็นสัตว์​ป่าคุ้มครอง ห้ามผู้ใดล่าและครอบครอง สุทินตั้งข้อสังเกตว่าเพิ่งพบเห็นธุรกิจนี้เช่นนี้ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา

เขาเล่าประสบการณ์ลงพื้นที่นอกเครื่องแบบเพื่อจับกุมคดีดังกล่าวว่า พ่อค้าจะซื้อนางอายที่ล่าจากป่า มาเสนอให้ถ่ายรูปครั้งละ 200 บาท บางครั้งหากนักท่องเที่ยวแสดงความสนใจเป็นพิเศษ จะเสนอขายสัตว์ด้วย แม้ว่านางอายจะเป็นสัตว์ท้องถิ่นพบในป่าภาคใต้และภาคเหนือของไทย ชอบปีนตามสายไฟออกมาจากป่าจนพลัดหลงเข้าไปในชุมชน ทว่าสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ นางอายคือสัตว์แปลกใหม่น่ารัก เหมาะแก่การเป็นเพื่อนเซลฟี่

“พวกนี้ทำงานกันเป็นขบวนการ ออกเดินตามหาดและบริเวณร้านอาหารช่วงเย็น คนหนึ่งคอยดูต้นทางระวังเจ้าหน้าที่ อีกคนหนึ่งสวมเสื้อแจ๊คเก็ตหรือสะพายกระเป๋าก้นลึก เดินถามนักท่องเที่ยวว่าอยากถ่ายรูปกับนางอายไหม แล้วค่อยควักออกมาจากเสื้อหรือกระเป๋า เวลายื่นให้จะยื่นให้เร็ว มันจะได้มึนแล้วต้องหาอะไรเกาะ เลยต้องเกาะนักท่องเที่ยว” เขาเปิดเผย

นางอาย
เมื่อพ.ศ.2556 Robyn “Rihanna” Fenty นักร้องสาวชื่อดังชาวอเมริกันโพสรูปถ่ายเซลฟี่กับนางอายที่ภูเก็ตลงอิสตราแกรม พร้อมข้อความ “ดูสิ ใครกำลังพูดทะลึ่งเล่นกับฉัน! #Thailand #Nightlife” จุดประกายให้หลายคนอยากหานางอายมาเลี้ยงและถ่ายรูป // ขอบคุณภาพจาก: badgalriri

ความนิยมลงรูปคู่สัตว์ป่าบนโซเชียลเน็ตเวิร์กของนักท่องเที่ยวยิ่งส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวสัตว์ป่าให้เติบโต องค์กรหลายแห่งได้ออกแคมเปญสอดแทรกประเด็นสวัสดิภาพสัตว์ป่าสู่บทสนทนาบนโลกออนไลน์ เช่น อิสตราแกรมออกฟังค์ชั่นแสดงป้ายเตือนเกี่ยวกับผลเสียของการถ่ายเซลฟี่สัตว์ป่าให้เด้งเตือนผู้ใช้งานเมื่อค้นหา # เกี่ยวกับสัตว์ป่า หนึ่งในนั้น คือ แฮชแทคของเชนธุรกิจสวนเสือยักษ์ใหญ่ในไทย #TigerKingdom ซึ่งมีคนโพสมากกว่า 100,000 ครั้ง สำนักข่าวสิ่งแวดล้อมได้ติดต่อไปยังสวนเสือ Tiger Kingdom เพื่อขอสัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ทว่าไม่ได้รับการติดต่อกลับ

มูลนิธิรักษ์สัตว์ป่าเองได้ริเริ่มแคมเปญรณรงค์ออนไลน์ ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปคู่กับแผ่นพับรูปนางอาย แทนการถ่ายรูปกับสัตว์ตัวจริง แล้วโพสต์รูปถ่ายของตนลงโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กพร้อมติดแฮชแท็ก #SlowLoris #SaveSlowLoris เพื่อให้ผู้ที่เสิร์ชแฮชแท็กเกี่ยวกับสัตว์ชนิดนี้ ได้รับรู้ว่านางอายไม่ใช่สัตว์ที่ควรนำมาถ่ายรูปหรือนำมาเป็นสัตว์เลี้ยง

“เรากำลังมองสองสิ่งที่แตกต่างกัน ความถูกต้องทางกฎหมายกับเรื่องศีลธรรม เราควรจะหยุดคิดสักนิดก่อนเข้าไปมีส่วนส่งเสริมการท่องเที่ยวสัตว์ป่า ลองถามตัวเองดูว่า สัตว์พวกนี้มาจากไหน พวกมันได้รับการดูแลดีไหม เพราะว่าการที่มันอยู่ที่นั้น ไม่ได้หมายความว่าควรจะมีอยู่” Nancy กล่าว

“ประเทศไทยอาจส่งเสริมการท่องเที่ยวสัตว์ป่าแบบทางเลือก ไปส่องสัตว์ในที่อยู่ตามธรรมชาติของมันตอนกลางคืน คุณจะได้ดูพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์ ที่ไทยเราก็ส่องสัตว์ได้นะ เช่น ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และแก่งกระจาน ให้ความรู้สึกเหมือนไปผจญภัย”

 

รายงานพิเศษชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Round Earth Media สนับสนุนโดย International Women’s Media Foundation