ร้องระงับการฟื้นฟูห้วยคลิตี้ชั่วคราว เหตุผู้รับเหมาทำผิด TOR ทำสายน้ำเป็นพิษอีกรอบ

ชุมชนคลิตี้ยื่นคำร้องศาลปกครอง ให้สั่งระงับการดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และสั่งให้กรมควบคุมมลพิษและผู้ที่เกี่ยวข้องปรับปรุงการดำเนินการให้เหมาะสม หลังพบว่าผู้รับเหมาโครงการละเลยมาตรการความปลอดภัยสิ่งแวดล้อม จนทำให้ลำห้วยทั้งสาย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค และแหล่งอาหารสำคัญของชาวชุมชน ปนเปื้อนสารตะกั่วเกินมาตรฐานกว่า 10 เท่า 

เมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2563 ตัวแทนชุมชนคลิตี้ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ผู้ฟ้องคดี และมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) ยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง เพื่อให้ศาลนัดไต่สวนข้อเท็จจริง เพื่อตรวจสอบการดำเนินโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ และพิจารณาสั่งการให้ กรมควบคุมมลพิษ หยุดการดำเนินการฟื้นฟูโดยการดูดตะกอนที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ อนามัย ชุมชนและสิ่งแวดล้อม เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะหามาตรการป้องกันผลกระทบและเยียวยาชุมชนที่เหมาะสมและเป็นธรรมตามหลักการป้องกันไว้ก่อน

มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ระบุว่า หลังจากนี้ สำนักบังคับคดีปกครองจะทำหนังสือสอบถามไปยังกรมควบคุมมลพิษ เพื่อให้ชี้แจงประเด็นในคำร้อง และรอศาลมีคำสั่งว่าจะให้มีการนัดไต่สวนคำร้องต่อไปหรือไม่อย่างไร

ทุ่นดูดเลน
คนงานกำลังควบคุมเครื่องสูบเพื่อดูดตะกอนปนเปื้อนตะกั่วขึ้นมาจากใต้ท้องน้ำ //ขอบคุณภาพจาก: Tanapon Phenrat

ผศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ นักวิจัยจาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร หนึ่งในคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อติดตามการด้าเนินโครงการฟื้นฟูล้าห้วยคลิตีจากการปนเปื้อนสารตะกั่ว เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบการฟุ้งกระจายของตะกอน และการปนเปื้อนสารตะกั่วในน้ำ เพื่อเฝ้าระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชนจากการดำเนินงานฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ พบว่า การปฏิบัติงานในขั้นตอนดูดตะกอนตะกั่วที่สะสมบริเวณท้องน้ำ ส่งผลให้เกิดการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยสูงเกินกว่ามาตรฐานน้ำผิวดินที่ยอมรับได้ (0.05 มิลลิกรัม/ลิตร) ตลอดทั้งลำน้ำ

ผศ.ดร.ธนพล ระบุในรายงานผลการดำเนินการโครงการติดตั้งเซ็นเซอร์เฝ้าระวังการฟุ้งกระจายของตะกอนตะกั่วท้องน้ำ และวัดฝุ่นปนเปื้อนตะกั่วในบรรยากาศ อันเนื่องมาจากกิจกรรมการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้  ครั้งที่ 1 ว่า การปนเปื้อนสารตะกั่วในระดับอันตรายในลำห้วยคลิตี้  มีสาเหตุหลักมาจากการดูดตะกอนตะกั่วไม่ได้ดำเนินการอย่างถูกหลักวิชาการ ซ้ำยังละเลยการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยทางสิ่งแวดล้อม และข้อกำหนดการดำเนินการโครงการ (TOR)

โดยเห็นได้จากขั้นตอนการรีดน้ำออกจากถุง Geotextile บรรจุตะกอนตะกั่วที่ดูดขึ้นมาจากท้องลำห้วย เพื่อนำไปฝังกลบในหลุมฝังกลบนิรภัย ซึ่งยังสังเกตได้ว่าน้ำที่รีดออกมาจากถุงตะกอนมีสีน้ำตาลขุ่น และมีตะกอนตะกั่วไหลปนออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งน้ำที่รีดจากถุงตะกอนเหล่านี้จะถูกปล่อยทิ้งลงลำห้วยโดยไม่ผ่านระบบบำบัดใดๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าการบำบัดน้ำเสียให้มีคุณภาพเหมาะสมก่อนทิ้งออกสู่สิ่งแวดล้อม จะถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่จำเป็นต้องทำในการบำบัดตามหลักวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม และยังขัดกับหลักปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยการการขุดลอกลำห้วยคลิตี้ และวิธีการดูดตะกอน ใน TOR ของโครงการอีกด้วย

ผศ.ดร.ธนพล เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบน้ำจากถุงตะกอน พบว่าในน้ำมีตะกอนตะกั่วแขวนลอยปนเปื้อนอยู่อย่างหนาแน่นมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่ามีความเข้มข้นของสารตะกั่วในน้ำทิ้งดังกล่าวสูงถึง 19.7 มิลลิกรัม/ลิตร ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานน้ำทิ้งจากอุตสาหกรรมที่ 0.2 มิลลิกรัม/ลิตร เกือบ 100 เท่า ดังนั้นการปล่อยน้ำทิ้งที่ปนเปื้อนสารตะกั่วเข้มข้นลงสู่ลำห้วยโดยไม่ผ่านการบำบัด จึงก่อให้เกิดการปนเปื้อนสารตะกั่วในระดับอันตรายเป็นวงกว้างตลอดทั้งลำห้วยเป็นระยะทางกว่า 4 กิโลเมตร

สารตะกั่ว
คนงานกำลังรีดน้ำปนเปื้อนตะกอนตะกั่วออกจากถุงตะกอน //ขอบคุณภาพจาก: : Tanapon Phenrat

“การปล่อยน้ำเสียเกินค่ามาตรฐานลงลำห้วยที่ปนเปื้อนตะกั่วสูงและเปราะบางอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือไม่ หากผู้รับจ้างยังดำเนินการเช่นนี้ต่อไปจนจบโครงการ (โดยการอนุญาตของที่ปรึกษาควบคุมงาน และกรมควบคุมมลพิษ รวมทั้งคณะกรรมการตรวจงานจ้าง) ข้าพเจ้าประเมินว่าจะมีการปล่อยตะกอนปนเปื้อนตะกั่วลงไปในห้วยรวม 75.73 ตัน หรือ เป็นคิดเป็นตะกั่วที่ถูกปล่อยลงไปเท่ากับ 592.5 กิโลกรัม เมื่อดูดตะกอนครบตามเป้าหมาย ของโครงการฟื้นฟูคือ 40,000 ตัน” เขาตั้งข้อสังเกต

“การทิ้งตะกอนและน้ำปนเปื้อนตะกั่วมากขนาดนี้ลงไปในลำห้วยเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือไม่ และเป็นการไม่ปฏิบัติตาม TOR การฟื้นฟูหรือไม่”

เขาเสริมว่า จากการคำนวณค่าคงที่อัตราธรรมชาติบำบัดของตะกอนตะกั่ว การปนเปื้อนสารตะกั่วในรูปแบบตะกอนฟุ้งครั้งใหม่ในลำห้วยคลิตี้ด้วยขนาดดังกล่าว จำเป็นต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูให้ค่าตะกั่วลดลงตามธรรมชาติจนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานถึงราว 0.72 – 7.8 ปี ดังนั้นชุมชนคลิตี้ล่างจึงเสียงที่จะเผชิญผลกระทบอย่างยาวนานจากการปนเปื้อนตะกั่ว ที่เกิดจาก “โครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว”

นอกจากนี้ ธนกฤต โต้งฟ้า สมาชิกกลุ่มเยาวชนจากหมู่บ้านคลิตี้ล่าง กล่าวว่า ภายหลังการประกาศปิดหมู่บ้าน ผู้รับเหมาโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ได้อพยพคนงานของตนเองออกจากพื้นที่จนเกือบหมด โดยอ้างเหตุผลจากการประกาศปิดหมู่บ้าน และจ้างชาวบ้านให้ไปดำเนินการดูดตะกอนต่อ  แม้ว่าพวกเขาไม่มีความรู้และประสบการณ์ในหน้าที่ดังกล่าวเลยก็ตาม

“ชาวบ้านหลายๆ คนกังวลว่า การที่บริษัทผู้รับเหมาโครงการเร่งรีบปิดโครงการให้เสร็จตามกำหนดระยะเวลาในโครงการช่วงเดือนสิงหาคมนี้ โดยการจ้างชาวบ้านที่ไม่มีความชำนาญโดยตรงให้มาดำเนินการดูดตะกอนตะกั่วพิษ จะยิ่งทำให้การปนเปื้อนตะกอนตะกั่วในลำห้วยสาหัสขึ้นไปอีก นอกจากนี้ชาวบ้านเหล่านี้ยังไม่ได้รับการฝึกอบรมในด้านความปลอดภัยในการทำงานอย่างเหมาะสม และทำงานโดยขาดอุปกรณ์ป้องกันที่เพียงพอ จนพวกเขาอาจได้รับอันตรายจากการสัมผัสสารตะกั่วได้” ธนกฤต กล่าว

เขากล่าวว่า แม้ว่าจะยังไม่มีใครเจ็บป่วยหนักจากพิษตะกั่ว มีเพียงบางคนที่มีอาการผื่นคันตามผิวหนังภายหลังจากลงไปอาบน้ำในลำห้วย แต่ชาวชุมชนคลิตี้ล่างต่างรู้สึกถึงผลกระทบการฟุ้งกระจายตะกอนตะกั่วในลำห้วยแล้ว จากการที่พวกเขาไม่สามารถใช้น้ำในลำห้วยในการอุปโภคบริโภค รวมถึงจับสัตว์น้ำในห้วยมาประกอบอาหารได้อีกต่อไป อีกทั้งยังไม่สามารถนำน้ำมารดพืชผลของพวกตนได้จากอันตรายของพิษตะกั่วที่ปนเปื้อนในน้ำ

“แม้ว่าชุมชนคลิตี้จะมีระบบประปาภูเขา เป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับคนในชุมชนในกรณีที่น้ำในห้วยไม่สามารถใช้ได้ แต่ว่ามีเพียงไม่กี่ครัวเรือนในชุมชนที่เช้าถึงระบบประปาภูเขา ในขณะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพิงลำห้วยเป็นแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค” ธนกฤต กล่าว

“ลำห้วยยังเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญของคนในชุมชน จากปลาและสัตว์น้ำในห้วย ซึ่งก่อนหน้านี้สามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัยเพราะตะกอนตะกั่วที่ปนเปื้อนจากการทำเหมืองเมื่อหลายสิบปีก่อนได้ตกตะกอนอยู่ใต้ลำห้วยหมดแล้ว นอกจากนี้ที่ชุมชนยังมีรถพุ่มพวงแวะเวียนเข้ามาขายของสดและของแห้งอยู่เป็นประจำ ชาวบ้านจึงสามารถเข้าถึงแหล่งอาหารที่หลากหลายได้”

ตะกอนตะกั่ว
ความแตกต่างระหว่างตะกอนตะกั่วที่ปนเปื้อนในหัวคลิตี้ (มือขวา/สีอ่อน) และตะกอนดินธรรมดา (มือซ้าย/สีเข้ม) / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ปรัชญ์ รุจิวนารมย์

อย่างไรก็ดีในสถานการณ์ที่ชุมชนปิดตัวเองจากโลกภายนอก เพื่อป้องกันการระบาดของไวรัส COVID-19 นับตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา เขากล่าวว่า การเข้าถึงอาหารและน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัย กลายเป็นปัญหาใหญ่ของชาวชุมชน เพราะนับตั้งแต่การปิดหมู่บ้าน พวกเขาก็ไม่สามารถเข้าถึงอาหารและน้ำดื่มจากนอกชุมชนอีกต่อไป

“ชาวชุมชนจึงกังวลอย่างยิ่งหากโครงการฟื้นฟูลำห้วยยังคงดำเนินไปเช่นนี้ เพราะสุดท้ายแล้วแทนที่โครงการดังกล่าวจะช่วยฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิมตามเจตนารมย์ของโครงการ ลำห้วยจะยังไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างแท้จริง  และชุมชนจะยังคงเดือดร้อนจากการปนเปื้อน”

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง