ยาแรงปราบปรามชาวบ้านเผาป่าไม่ช่วยแก้ปัญหา นักวิชาการแนะแก้ไฟป่าต้องดึงชุมชนร่วม

นักวิชาการเตือน มาตรการใช้ยาแรงมุ่งปราบปรามชาวบ้านลักลอบเผาป่า นอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาไฟป่าที่ไม่ตรงจุด ยังอาจโหมไฟความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รัฐ ภายหลัง ‘บิ๊กป้อม’ สั่งทุกหน่วยงานราชการคุมเข้มมาตรการห้ามเผา และบังคับใช้กฎหมายลงโทษผู้ลักลอบเผาป่าอย่างเฉียบขาด พร้อมขู่ หากแก้ปัญหาไม่ได้ จะออกคำสั่งปิดป่าทุกฤดูร้อน

ภายหลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ไฟป่าหมอกควัน ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน และร่วมประชุมทางไกลผ่านวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 ผู้แทน 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 9 เมษายน พล.อ.ประวิตร ได้สั่งการอย่างเด็ดขาดให้ทุกหน่วยเร่งแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันภาคเหนือให้หมดไปโดยเร็ว

ประวิตร
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมติดตามสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ //ขอบคุณภาพจาก: กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

โดยในการนี้ พล.อ.ประวิตร ได้เน้นย้ำให้กระทรวงมหาดไทย โดยมีผู้ว่าราชการของแต่ละจังหวัด เป็นหน่วยงานกลางในการระดมสรรพกำลังและทรัพยากรที่มีทั้งหมดในการดับไฟป่าให้สนิททุกพื้นที่ และให้ใช้กลไกการสั่งการระดับท้องถิ่น ในการควบคุมไม่ให้มีการเผาในพื้นที่ตลอดระยะเวลาห้ามเผา รวมถึงเฝ้าระวังจับตาชาวบ้านกลุ่มเสี่ยง ที่มีพฤติกรรมหาของป่าล่าสัตว์ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบเผาป่า

พร้อมกันนี้ยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และหากพบการลักลอบเผา เจ้าหน้าที่จะต้องเร่งหาตัวผู้กระทําผิดให้ได้ และส่งฟ้องดําเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อเป็นการป้องปรามและเป็นตัวอย่างให้ประชาชนรับทราบ โดยหากพบว่าผู้รับสิทธิ์ใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าเป็นผู้ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเผา ให้เจ้าหน้าที่ลงโทษโดยการระงับสิทธิ์ทำกินในที่ดินทันที

พล.อ.ประวิตร ย้ำว่า ปัญหาไฟป่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อส่วนรวม และสร้างความเสียหายให้กับทรัพยากรธรรมชาติอย่างมาก จึงจำเป็นที่ต้องดำเนินมาตรการคุมเข้มป้องกันไฟป่า หากคุมไม่ได้ และยังเกิดปัญหาไฟป่าซ้ำซาก รัฐบาลอาจจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นมาตรการ โดยให้ปิดป่าทุกๆ ฤดูร้อน พร้อมย้ำว่า ต้องไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับสาเหตุการเกิดไฟป่าเป็นอันขาด

อย่างไรก็ดี ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เตือนว่า แนวทางการแก้ปัญหาไฟป่าของรัฐบาลที่มุ่งใช้มาตรการควบคุมการเผาในชุมชนอย่างเข้มงวด และใช้กฎหมายในการปราบปรามชาวบ้านผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาไฟป่าแล้ว ยังซ้ำให้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและชุมชนรุนแรงยิ่งขึ้น

“การแก้ปัญหาไฟป่าโดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเช่นนี้ ชี้ให้เห็นว่าผู้กำหนดนโยบายไม่มีความรู้ในการจัดการปัญหาไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ ยังคงติดกับกรอบคิดการผูกขาดการจัดการแบบรวมศูนย์แบบราชการยุคเก่า และมองปัญหาไฟป่าอย่างมีอคติต่อชาวบ้าน ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว ปัญหาไฟป่าภาคเหนือมีปัจจัยเบื้องหลังที่ซับซ้อน” ดร.ไชยณรงค์ กล่าว

เขาชี้ว่า ภาครัฐจำเป็นที่จะต้องทบทวนแนวทางการแก้ปัญหาไฟป่าภาคเหนือใหม่ทั้งหมด เพราะความล้มเหลวในการจัดการไฟป่าที่ผ่านมาได้พิสูจน์ว่า องค์ความรู้ในการจัดการทรัพยากรและป้องกันไฟป่าของภาครัฐไม่สามารถนำมาใช้ในบริบทของพื้นที่ป่าภาคเหนือได้

“มาตรการป้องกันไฟป่า โดยการห้ามไม่ให้เกิดการเผาโดยสิ้นเชิง เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงความไม่เหมาะสมขององค์ความรู้ของภาครัฐในการจัดการไฟป่า ขัดแย้งกับธรรมชาติของป่าภาคเหนือ ที่มีระบบนิเวศป่าเต็งรัง ที่ซึ่งไฟป่ามีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมความสมดุลของระบบนิเวศ ดังนั้นเมื่อมีการป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่าในป่าเต็งรัง ก็จะทำให้เกิดการสะสมของเชื้อไฟ จนในที่สุดหากเกิดไฟป่าขึ้นในปีถัดๆ ไป จะทำให้เกิดไฟป่ารุนแรงจนยากจะควบคุม สร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศ และอาจก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน” เขาอธิบาย

“ดังนั้นภาครัฐควรที่จะดึงเอาชุมชนท้องถิ่นให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาไฟป่าร่วมกัน โดยนำองค์ความรู้ท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรและป้องกันไฟป่ามาปรับใช้ด้วย”

ไฟป่า
ชาวบ้านร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา ร่วมกันลาดตระเวนป้องกันไฟป่า และทำแนวกันไฟ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ //ขอบคุณภาพจาก: ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

เช่นเดียวกับ หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิน้ำแบบบูรณาการ ซึ่งได้อภิปรายในเวทีเสวนาหัวข้อ “ทำไมไฟไหม้ป่าภาคเหนือถึงไม่ดับ” โดยเพจ The Reporters เมื่อวันที่ 8 เมษายน ว่า มุมมองของภาครัฐที่มองชาวบ้านว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อการป้องกันไฟป่า ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการแก้ปัญหาไฟป่าอย่างยืน อีกทั้งยังไม่ตรงกับความเป็นจริง

“การที่ภาคราชการตั้งธงไว้แล้วว่าไฟป่าปีนี้เกิดจากฝีมือชาวบ้านเผาป่า 99% เป็นแนวคิดที่ผิดจากความเป็นจริง และน่ากังวลอย่างมาก เพราะสถานการณ์ไฟป่ารุนแรงในปีนี้เกิดจากหลายปัจจัย เช่น ภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี อีกทั้งรูปแบบไฟป่าปีนี้ที่เกิดในป่าอนุรักษ์เป็นส่วนใหญ่ ยังส่อให้เชื่อได้ว่า มีการลอบเผาเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายในหน่วยงานราชการเอง” หาญณรงค์ กล่าว

เขาระบุว่า ชาวบ้านรอบป่าเองไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุไฟป่ารุนแรง เพราะพวกเขาเองก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง นอกจากนี้ ที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่ต่างเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการควบคุมไฟป่าร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องให้ความสำคัญกับชุมชน และสนับสนุนการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนอย่างจริงจัง

อนึ่ง จากการรายงานสถิติการจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดไฟป่าและหมอกควัน ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จนถึง 4 เมษายน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้กระทำผิดทั้งสิ้นรวม 611 คน โดยพบว่า จ.เชียงใหม่ มีสถิติการจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดไฟป่าและหมอกควันมากที่สุดถึง 122 คน โดย จ.ลำปาง และ จ.เชียงรายมียอดการจับกุมรองลงมาที่ 106 คนเท่ากัน

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง