เครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดริมโขง เรียกร้องไทยไม่ซื้อไฟเขื่อนหลวงพระบาง

ครบ 6 เดือน กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (PNPCA) ของโครงการเขื่อนหลวงพระบาง เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลไทยยุติการสนับสนุนใดๆ ในการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าในแม่น้ำโขง – ไม่รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนหลวงพระบาง เหตุกระทบสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำโขงรุนแรง และไฟฟ้าสำรองไทยล้นเกินแล้ว

เนื่องในโอกาสครบรอบกำหนดระยะเวลา 6 เดือน ของกระบวนการ PNPCA เขื่อนหลวงพระบาง เมื่อวันที่ 7 เมษายน ซึ่งจะเป็นเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าโครงการล่าสุด โครงการที่ 5 บนแม่น้ำโขงสายประธาน เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ได้แถลงข้อเรียกร้อง 4 ข้อหลัก ดังนี้

หลวงพระบาง
ชาวประมงพื้นบ้านริมฝั่งโขงในเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ปรัชญ์ รุจิวนารมย์
  1. ขอให้รัฐบาลไทยยุติการสนับสนุนด้วยประการใดๆ และแสดงท่าทีที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดการสร้างเขื่อนหลวงพระบาง และเขื่อนอื่นๆ บนแม่น้ำโขงสายประธาน เนื่องจากพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนหลวงพระบาง และเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลัก ไม่มีความจำเป็นต่อความต้องการของพลังงานของประเทศไทย อีกทั้งไม่คุ้มค่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศ สังคม ชุมชน ทั้งในประเทศไทย และในลุ่มน้ำโขง
  2. ขอให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไม่รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนหลวงพระบาง เพราะในเวลานี้มีปริมาณไฟฟ้าสำรองเป็นปริมาณมาก โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ กฟผ. ระบุว่าล่าสุดประเทศไทยมีกำลังผลิตในระบบ รวม 45,575 เมกะวัตต์ มีความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด (13 กพ.) 27,112 เมกะวัตต์ คิดเป็นปริมาณไฟฟ้าสำรองสูงถึงกว่า 30%
  3. ขอให้มีการปรับปรุงแก้ไขข้อตกลงแม่น้ำโขงปี พ.ศ.2538 โดยเฉพาะกระบวนการ PNPCA เสียใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมากระบวนการ PNPCA มีปัญหาและมีข้อบกพร่องอย่างมาก ทั้งเรื่องข้อมูลไม่ครบถ้วน ขาดการมีส่วนร่วม ซึ่งสุดท้ายแล้วแต่ละประเทศต่างถืออำนาจอธิปไตยในการตัดสินใจดำเนินโครงการ จนทำให้กระบวนการ PNPCA กลายเป็นเครื่องมือในการอนุมัติให้สามารถพัฒนาโครงการเขื่อนต่างๆ ได้โดยง่าย
  4. ขอให้รัฐบาลไทยและกฟผ. เปิดเผยข้อมูลและศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดนที่เกิดจากเขื่อนแม่น้ำโขงตอนบนในจีน และเขื่อนไซยะบุรีในลาว พร้อมทั้งหาทางแก้ไขเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะตลอดช่วงปีที่ผ่านมา ประชาชนตลอดริมฝั่งโขงต่างได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากการเปลี่ยนแปลงการไหลของตะกอน การไหลของน้ำ อันเกิดจากเขื่อน สร้างความเสียหายต่อการประมง และต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขง โดยยังไม่มีมาตราการแก้ไขปัญหา เยียวยา และรับผิดชอบอย่างแท้จริง

เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ระบุว่า นับตั้งแต่เขื่อนไซยะบุรีเริ่มผลิตไฟฟ้า ได้ปรากฎผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนที่ชัดเจนตลอดลุ่มแม่น้ำโขง โดยตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2562 แม่น้ำโขงบริเวณพรมแดนไทยลาว โดยเฉพาะตั้งแต่ อ.เชียงคาน จ.เลย ซึ่งอยู่ท้ายน้ำจากเขื่อนไซยะบุรี เกิดปรากฏการณ์ระดับน้ำโขงลดลงอย่างรวดเร็ว ระดับน้ำผันผวนผิดธรรมชาติ แม่น้ำโขงเปลี่ยนสีจากการลดลงของตะกอนแม่น้ำ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขงอย่างรุนแรง จนอาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ของปลาและสัตว์น้ำแม่น้ำโขงหลายสายพันธุ์

ปลาแม่น้ำโขง
ปลาสดๆ จากแม่น้ำโขงในตลาดเมืองหลวงพระบาง / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ปรัชญ์ รุจิวนารมย์

นอกจากนี้ เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ยังเรียกร้องให้ กฟผ. ทบทวนบทบาทหน้าที่ขององค์กร โดยเน้นย้ำว่า กฟผ. เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่จัดหาไฟฟ้า ตอบสนองความต้องการของประเทศไทย ไม่ใช่เป็นการทำธุรกิจจัดหาไฟฟ้าในระดับภูมิภาค ดังนั้นจึงไม่ควรรับซื้อซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนหลวงพระบาง และเขื่อนใดๆ บนแม่น้ำโขงสายหลัก และควรบริหารจัดการพลังงานภายในประเทศ สรรหาแหล่งพลังงานทางเลือกที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการจ้างงานในประเทศ และการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ นำมาซึ่งพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง

“ท้ายที่สุดนี้ พวกเราเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลประเทศสมาชิกของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง 4 ประเทศ คือ ไทย ลาว กัมพูชาและเวียดนาม ต้องยืนยันหลักการตามธรรมาธิบาลการบริหารจัดการแม่น้ำนานาชาติ และกระบวนการตัดสินใจใดๆ ต่อโครงการเขื่อนหลวงพระบางที่จะต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน 60 ล้านคนที่พึ่งพาอาศัยแม่น้ำโขงเป็นสำคัญ” แถลงการณ์ระบุ

โครงการเขื่อนหลวงพระบางมีกำลังการผลิตติดตั้ง 1,420 เมกะวัตต์ มีบริษัท ปิโตรเวียดนาม เป็นผู้พัฒนาโครงการหลัก ตั้งอยู่ทางด้านเหนือขึ้นไปจาก เมืองหลวงพระบาง ราว 25 กิโลเมตร โดยมีแผนที่จะส่งไฟฟ้าขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าเวียดนาม และมีข่าวมาตลอดว่า บริษัทเอกชนของไทยให้ความสนใจที่จะร่วมลงทุนด้วย

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง