ทวงคืนอธิปไตยอาหารในภาวะวิกฤต เมื่อชาวเมืองเริ่มปลูกผักกินเอง

ผอ.มูลนิธิชีววิถี ชี้ระบบอาหารสมัยใหม่รวบอำนาจการสร้างอาหารในมือนายทุน ต้นเหตุความเปราะบางอาหารทั้งเมืองและชนบท ชาวเชียงใหม่ลุย สร้างสวนผักสู้โควิด สร้างอาชีพ สร้างอาหาร สร้างความมั่นคงระยะยาว 

โรคระบาด น้ำท่วม ไฟป่า เมื่อเกิดวิกฤตใดขึ้น สิ่งหนึ่งที่เรามักนึกกังวลอย่างแรกคือเรื่องอาหาร วิกฤตระดับชาติเปิดโอกาสให้สังคมทบทวนว่าทำไมเราถึงต้องเป็นกังวลกับการไม่มีกินขนาดนี้ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI Foundation) ให้คำตอบว่า เป็นเพราะระบบอาหารสมัยใหม่ คนไม่ได้ผลิตอาหารเอง ส่วนคนในชนบทที่ผลิตได้ถูกกำกับโดยผู้ประการรายใหญ่

“สังคมสมัยใหม่ เข้าถึงอาหารง่าย หิวก็แค่แวะร้านสะดวกซื้อก็มีของกินแล้ว จึงเกิดความห่างระหว่างคนเมืองกับแหล่งอาหาร แต่เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นอย่างตอนนี้ ตอนน้ำท่วมปี 54 หรือตอนวิกฤตอาหารราคาอาหารโลกปี 51 ระบบกระจายอาหารถูกทำลาย ทำให้เกิดความไม่มั่นคง เรื่องนี้กระทบกับทุกคน แต่คนเมืองจะประสบปัญหาก่อน”

ผู้อำนวยการมูลนิธิซึ่งผลักดันเรื่องอธิปไตยทางอาหารมาอย่างยาวนาน อธิบายในไลฟ์สดกับสำนักข่าวสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา

เขาอธิบายว่า แม้คนชนบทจะสามารถเข้าถึงอาหารได้มากกว่าคนเมือง แต่ปัจจุบัน การผลิตไม่ได้เป็นการผลิตเพื่อบริโภคและค้าขายในท้องถิ่นอย่างเดิม ทว่าได้พัฒนามาเป็นการผลิตเชิงเดี่ยวที่อิงกับตลาดและผู้ประกอบการรายใหญ่

“ความเปราะบางทางอาหารเกิดขึ้นเพราะมีการรวมศูนย์อำนาจตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางการผลิตอาหาร ยกตัวอย่างที่เป็นประเด็นอยู่ตอนนี้คือ ไข่  รัฐบาลให้สิทธิบริษัทไม่กี่บริษัทในการนำเข้าสายพันธุ์ไก่ มีบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง ควบคุมการนำเข้าสายพันธุ์ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งยังเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ และผู้เลี้ยงไก่มีกำลังผลิตสูง นอกจากนี้ยังคุมระบบทั้งค้าส่งและปลีก รวมถึงร้านสะดวกซื้อ”

ไก่เลี้ยงในบ้าน // ขอบคุณภาพจาก: ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

เขาอธิบายว่าผู้ประกอบการรายใหญ่จะตัดสิทธิการแข่งขันของรายย่อย เช่น แม้จะมีผู้ประกอบการอื่นที่มีไข่และไก่สายพันธุ์ที่ดีกว่า แต่ก็ไม่สามารถนำเข้ามาทำธุรกิจสู้ได้ ผู้บริโภคจึงมีทางเลือกบริโภคแต่สิ่งที่มีอยู่ในตลาด

“ผมไปดูข้อมูลมา ไข่แพงไม่ใช่เพราะต้นทุนเพิ่มขึ้นนะ ราคาค่าอาหารไก่ซึ่งเป็นต้นทุนประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตไข่ ราคาถูกลงแทบทุกตัวเลย แต่ราคาไข่กลับสูงขึ้น มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง” 

นอกเหนือจากการรวมอำนาจการผลิตที่กลุ่มทุนใหญ่แล้ว การผลิตอาหารยังรวบเข้าสู่ศูนย์กลางตามที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ศูนย์กระจายสินค้าของบริษัทฯ มักตั้งอยู่รอบกรุงเทพฯ และเมืองใกล้เคียง ตั้งแต่ปทุมธานีจนถึงอยุธยา เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติอย่างน้ำท่วมใหญ่เมื่อปีพ.ศ. 2554 ศูนย์กระจายสินค้าโดนน้ำทำลาย จึงกระทบถึงคนทั่วประเทศ

วิฑูรย์ กล่าวว่า ทางออกของการก้าวข้ามความไม่มั่งคงทางอาหารนี้จึงเป็นการตระหนักถึงระบบที่ควบคุมการกินของคนไทยและผลิตอาหารด้วยตนเองตามความสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจุบันที่ประชากรส่วนมากอยู่ในเมือง ซึ่งไม่ได้มีเพียงแต่กรุงเทพฯ เขายืนยันว่าเมืองมีศักยภาพที่จะผลิตอาหารของตนเอง 

“หลายคนเข้าใจว่าอาหารที่ส่งให้เมืองมาจากชนบท แต่จริงๆ แล้ว อาหารส่วนมากกว่า 40% ผลิตในพื้นที่เมืองและปริมณฑล เราปลูกผักกินเองได้ เดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยให้ปลูกผักในพื้นที่เล็กและมีประสิทธิภาพสูง เช่น ปลูกผักแนวตั้งได้”

เขาเสริมว่า การผลิตอาหารเอง ทำให้สามารถกำหนดทุกอย่างได้ตั้งแต่ต้น ทั้งเรื่องความสะอาดและความปลอดภัย ปราศจากสารเคมี ยิ่งไปกว่านั้นยังเปิดโอกาสให้คนเมืองได้ใกล้ชิดธรรมชาติและอาหารที่ผลิตเองยังมีคุณค่าทางจิตใจ โดยต้องไม่ละเลยว่าในเมืองยังมีคนรายได้น้อยที่ไม่มีพื้นที่สำหรับทำเกษตรในบ้านตนเอง รัฐจะควรสนับสนุนตรงนี้

เรื่องดังกล่าวได้มีผู้เริ่มลงมือทำเพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ตอนนี้ ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร ผู้ร่วมก่อตั้ง “ใจบ้าน สตูดิโอ” ​บริษัทสถาปนิกที่เชี่ยวชาญการวางผังเกษตร ได้เดินหน้าเข้าไปคุยกับเทศบาลและชักชวนเพื่อนๆ ชาวเชียงใหม่นำพื้นที่ว่างราชการ มาปรับเป็นพื้นที่ทำการเกษตร สร้างอาชีพให้คนรายได้น้อยที่สูญเสียงานจากโรคระบาดและยังเป็นแหล่งผลิตผักราคาถูก มอบให้ชุมชนขาดแคลน

“วิกฤตทำให้เราเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เมืองก็เหมือนร่างกายคน ที่ผ่านมาเราป่วยหลบใน ไม่แข็งแรงเรื่องการจัดการอาหาร และไม่ดูแลคนที่อ่อนแอกว่า พอมีไวรัสเข้ามา เราเห็นเลยว่าร่างกายเราป่วยพุพัง”

เขาได้ทำงานร่วมกับคนในชุมชน 12 แห่ง ริมคลองแม่ข่า คลองเส้นสำคัญกลางเมืองเชียงใหม่ซึ่งผู้อยู่อาศัยมีอาชีพบริการและการท่องเที่ยว เมื่อเกิดเรื่องโควิด-19 ขึ้นจึงได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ประกอบกับที่เชียงใหม่มีพื้นที่สาธารณะของรัฐ ใกล้แห่งชุมชน ไม่ได้ใช้งานจำนวนมาก ศุภวุฒิจึงได้ริเริ่มโครงการสวนผักขึ้นเพื่อสร้างให้คนว่างงาน โดยเริ่มต้นจากการโพสเฟซบุ๊กส่วนตัว ชักชวนเพื่อนเครือข่ายเกษตรกรและผู้มีความถนัดต่างๆ มาร่วมผลักดัน ซึ่งเป็นจุดแข็งของเชียงใหม่ที่มีความปึกแผ่น

แผนพัฒนาพื้นที่เกษตร ณ แขวงเม็งราย จังหวัดเชียงใหม่ // ขอบคุณภาพจาก: ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

แผนระยะสั้น 6 เดือนถึงหนึ่งปี เริ่มต้นจากพัฒนาพื้นที่มีศักยาภาพลำดับแรก 130 ไร่ เฟ้นหาคนมีความรู้เรื่องเกษตรจากทะเบียนคนว่างงาน จ้างมาทำดูแลสวนผัก ผลิตอาหารแจกจ่ายชุมชนรายได้น้อยเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย จากนั้นในระยะยาว สามารถพัฒนาเป็นสหกรณ์เกษตรกรรมประจำเมือง ผลิตอาหารปลอดภัยและราคาเป็นธรรมให้ผู้บริโภค

นอกจากพื้นที่เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา และปลูกผักแล้ว พื้นที่เกษตรนี้ยังมีแปลงสำหรับปลูกดอกไม้ สถาปนิกหนุ่มชาวเชียงใหม่ ให้เหตุผลว่า ดอกดาวเรืองนั้นช่วยไล่แมลงที่กินผักผลไม้ อีกทั้งยังนำไปให้เป็นอาหารไก่ได้

“เมื่อก่อนเมืองเราจะมีพื้นที่รกชัฎ ให้แมลงได้อยู่ผสมเกสร เมืองสมัยใหม่มันเนี้ยบไปหมด งานนี้จึงเป็นสร้างภาพจำของเมืองเราว่าธรรมชาติตรงนี้สมัยก่อนเป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่ผลิตอาหาร แต่เป็นสุนทรีย์ด้วย” 

“เราเห็นความสวยงามของคนที่ลุกขึ้นมาช่วย ไม่ได้เพิกเฉยกับสถานการณ์   วิกฤตทำให้เราเห็นสิ่งมีค่าที่สุดในตัวเรา ทุกสาขาอาชีพ อย่างเราเป็นนักออกแบบ ก็งัดความรู้ต่างๆ ออกมาใช้ จริงอยู่ว่าเราต้องมีระยะห่างทางสังคม แต่แค่กายภาพ เราต้องการการสนับสนุนกันในทางลึก”

ศุภวุฒิ กล่าว

“ทุกเมืองมีต้นทุนตรงนี้อยู่ คนที่มีใจและรักพื้นที่ ถ้ารัฐเป็นลำโพงขยายความร่วมมือ จะขยายได้กว้างกว่านี้ เราเองไปทำให้ทุกจังหวัดไม่ไหว แล้วเรายังเชื่อในระบบนิเวศแล้วแต่จังหวัด ตอนนี้ถือเป็นช่วยกันส่งเสียงถึงนโยบายระดับประเทศ”

ต้นเดือนเมษานี้ โครงการกำลังดำเนินการแปลงโฉมที่ดินร้าง เขาเชิญชวนผู้ที่อยากมีส่วนร่วม สามารถส่งเมล็ดพันธุ์มาได้เพื่อเริ่มต้นเพาะล่วงหน้า นอกจากนี้ ในฐานะคนเมืองที่ปลูกผักในสวนบ้านตนเองคนหนึ่ง เขายังแนะนำเทคนิคเริ่มปลูกผักง่ายๆ ด้วยตนเอง

“เริ่มจากผักที่ไม่ยาก จะได้มีกำลังใจ เช่น ต้นชายา ชะอม มะเขือเทศ พอมีกำลังใจแล้วค่อยขยับไปปลูกผักอื่นๆ ต่อ ปลูกผักเองไม่ยากเลย”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง