ความขัดแย้ง การเมืองภายในกรมอุทยานฯ สุมไฟดราม่าโดรนอาสา จุดไฟป่าเผาดอยสุเทพ

ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกต สถานการณ์ไฟป่ารุนแรงในเขตอุทยานแห่งชาติในปีนี้ มีปัจจัยหลักมาจากปมความขัดแย้งปัญหาที่ดินป่าไม้และการจัดการทรัพยากรระหว่างอุทยานแห่งชาติกับชุมชนรอบป่า และอาจรวมไปถึงปัญหาการเมืองภายในองค์กรของหน่วยงานพิทักษ์ป่า ขณะที่เหตุดราม่า ทีมโดรนอาสาถูกห้ามเข้าพื้นที่ ยังชี้ชัดว่าทัศนคติการทำงานแบบราชการยังคงเป็นอุปสรรคขัดขวางการทำงานร่วมกันอย่างโปร่งใสกับภาคประชาชน

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ประธานกลุ่มร่มบินอาสาเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ภายหลังเมื่อวานนี้ (30 มีนาคม) ทางกลุ่มกลุ่มร่มบินอาสาและโดรนอาสา ซึ่งเป็นหนึ่งในอาสาสมัครภาคประชาชนที่เข้ามาช่วยเหลือภารกิจการดับไฟป่า ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน จ.เชียงใหม่ ถูกเจ้าหน้าที่ตั้งด่านสกัดไม่ให้เข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เพื่อเข้าไปบินโดรนชี้เป้าพื้นที่เกิดไฟป่าตามปกติ จนนำไปสู่การถอนตัวของกลุ่มร่มบินอาสา และโดรนอาสา ออกจากภารกิจ

ดอยสุเทพ
ภาพถ่ายมุมสูงจากโดรนของทีมโดรนอาสา แสดงภาพไฟป่าบริเวณใกล้กับพระธาตุดอยสุเทพ เมื่อคืนวันที่ 29 มีนาคม //ขอบคุณภาพจาก: ทีมงานโดรนอาสา

ธีระศักดิ์ กล่าวว่า เขาได้พูดคุยทำความเข้าใจกับทีมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยสรุปว่า สาเหตุหลักของเรื่องราวในครั้งนี้ เกิดจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้รายงานไปยังผู้บังคับบัญชาว่า เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมไฟป่าบริเวณใกล้กับพระธาตุดอยสุเทพได้เรียบร้อยแล้ว เมื่อเย็นวันที่ 29 มีนาคม อย่างไรก็ดี เมื่อทีมโดรนอาสาได้ถ่ายภาพถ่ายมุมสูงในบริเวณเดียวกัน กลับพบว่าไฟป่าได้ปะทุลุกไหม้ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งต่อมาภาพนี้ได้เผยแพร่สู่สาธารณะ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ถูกตำหนิ ทางอุทยานฯจึงไม่อนุญาตให้ทีมโดรนอาสาเข้าพื้นที่ทำงานอีกต่อไป

“ถึงแม้ว่าภายหลังจะมีการพูดคุยกันในวงทำงานแล้ว ให้ทีมโดรนอาสาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ เพียงแต่ให้ส่งภาพถ่ายมุมสูงไฟป่ารายงานเฉพาะในกลุ่มเจ้าหน้าที่เท่านั้น ไม่สามารถเผยแพร่ออกสู่สาธารณะได้ ทางทีมงานร่มบินอาสาและโดรนอาสาจึงตัดสินใจถอนตัวจากภารกิจ เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย” เขากล่าว

“ที่ผ่านมาทางกลุ่มก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะพวกเราก็อาสาเข้ามาทำงานช่วยเหลือหน่วยงานรัฐในการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันตั้งแต่ต้น โดยใช้ทักษะของพวกเราในการถ่ายภาพมุมสูงจากร่มบินหรือโดรน ในการชี้พิกัดที่เกิดไฟป่า เพื่อให้ทีมเจ้าหน้าที่ดับไฟเข้าไปทำงานได้ถูกจุด”

อย่างไรก็ดี จากการทำงานของทีมร่มบินอาสาและโดรนอาสาตลอดช่วงสองเดือนที่ผ่านมา เขาสังเกตว่า สถานการณ์ไฟป่าในปีนี้มีความผิดปกติแตกต่างจากปีก่อนๆ โดยพบว่า ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมตลอดถึงสิ้นมีนาคม เกิดเหตุไฟป่าในเขตป่าอนุรักษ์มากจนผิดปกติ ถึงวันละ 300 – 400 จุด จนไม่น่าเชื่อว่าไฟป่าในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติเหล่านี้ เกิดจากการลอบวางเพลิงเพื่อหาของป่า

ภาพถ่ายดาวเทียม
ภาพถ่ายดาวเทียมชี้ให้เห็นพื้นที่เสียหายจากไฟป่าเป็นบริเวณกว้าง ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ – ปุย จ.เชียงใหม่ รวมพื้นเสียหายกว่า 8,600 ไร่ //ขอบคุณภาพจาก: GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)

สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นดังกล่าวว่า สาเหตุของการเกิดไฟป่าเป็นวงกว้างในเขตป่าอนุรักษ์ จนเป็นเหตุให้ จ.เชียงใหม่ ต้องประสบกับมลพิษฝุ่นควัน PM2.5 อย่างสาหัส อาจเป็นเพราะความไม่พอใจเจ้าหน้าที่รัฐจากการออกคำสั่งห้ามเข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยโดยเด็ดขาด ตั้งแต่วันที่10 มกราคม ถึง 30เมษายน พ.ศ.2563 ซึ่งริดรอนสิทธิของชาวบ้านชุมชนดั้งเดิมในเขตอุทยานฯ ในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติที่ทดแทนได้เช่น เห็ด หน่อไม้ ผักและผลไม้ป่า

นอกจากนี้ สนธิระบุว่า ชาวบ้านหลายกลุ่มได้ออกมาแสดงความไม่พอใจว่า เจ้าหน้าที่ใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเอาผิดชาวบ้านที่ลักลอบเข้าไปในพื้นที่ป่า ทำให้คนจนที่ต้องอาศัยป่าทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวต้องถูกจัดการอย่างเข้มงวด แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่จัดการกับนายทุนที่บุกรุกป่า ออกเอกสารสิทธิทับที่ป่าอย่างผิดกฎหมาย อย่างจริงจังเท่า

ข้อสังเกตดังกล่าว สอดคล้องกับการวิเคราะห์เหตุปัจจัยไฟป่ารุนแรงในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย โดย บัณรส บัวคลี่ ผู้ร่วมก่อตั้งสภาลมหายใจเชียงใหม่ ที่ระบุว่า นอกเหนือจากปัจจัยทางธรรมชาติจากภัยแล้งแล้ว ปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง ที่มีผลต่อสถิติแปลกประหลาด ไฟไหม้ป่าอนุรักษ์สูงสุดในรอบหลายปี จนเป็นที่คาดการณ์ว่า หลายกรณีเป็นการเผากลั่นแกล้ง หวังผลทางการเมือง คือปัญหาความขัดแย้งระหว่างอุทยานกับชาวบ้าน

“ปกติกรมอุทยานฯ หรือกรมป่าไม้ มักจะมีปัญหาขัดแย้งกับชาวบ้านรอบๆ มาโดยตลอด เพิ่งมาระยะหลังที่มีโครงการพิสูจน์สิทธิ์เป็นเรื่องเป็นราวในส่วนของป่าสงวน (กรมป่าไม้) แต่ปีนี้ กรมอุทยานฯมีกฎหมายประกาศใหม่ และยังมีการขยายเขตอุทยานฯ บางแห่งกินพื้นที่ป่าชุมชนที่ชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษาได้ดีมาโดยตลอด” บัณรส กล่าว

“กรมอุทยานฯ ยังมีความขัดแย้งระหว่างรัฐกับกิจการ เช่น กิจการรีสอร์ตที่ถูกสั่งปิด มีผู้เสียประโยชน์จำนวนมากลงขัน”

เขายังตั้งข้อสังเกตไปถึงว่า ความขัดแย้งภายในกรมอุทยานฯ เอง อาจมีส่วนในการทำให้เกิดการเผาป่ากลั่นแกล้งขึ้น โดยเฉพาะขณะนี้กรมอุทยานฯ มีความขัดแย้งภายในจากกรณีเรื่องการต่ออายุวาระการดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานฯ แก่ ธัญญา เนติธรรมกุล ต่ออีก 1 ปี รวมไปถึงการที่ในปีงบประมาณนี้ กรมอุทยานฯ ถูกตัดงบประมาณลงกว่า 260 ล้านบาท

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังชี้ว่า จากพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐที่ผ่านมาหลายกรณีเช่น สั่งงดการเรี่ยไรเงินบริจาคช่วยเหลือภารกิจดับไฟป่าของ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล หรือกรณีคำสั่งเซ็นเซอร์ภาพมุมสูงไฟป่า ของทีมโดรนอาสา แสดงให้เห็นว่าระบบราชการ รวมไปถึงทัศนคติของคนภาครัฐ ก็นับเป็นอุปสรรคใหญ่การสร้างความโปร่งใสในการทำหน้าที่ของหน่วยงานราชการ ที่จะต้องปกป้องป่าไม้อันเป็นทรัพย์สมบัติส่วนรวมของทุกคนในชาติ

ไฟป่า
ชาวบ้านจิตอาสาร่วมดับไฟป่ากับเจ้าหน้าที่ //ขอบคุณภาพจาก: เดโช ไชยทัพ

“ในฐานะประชาชนผู้เดือดร้อนผมก็อยากรู้เช่นกันครับสาเหตุการเกิดไฟมาจากไหน เราเดือดร้อนทุกปีก็เพื่อจะแก้ให้ตรงจุด แล้วเราก็มีสิทธิ์รู้ด้วยว่าไฟเกิดตรงไหน แรงไหม พิกัดใด จะมาปิดหูปิดตาเราไม่ได้” บัณรส เน้นย้ำ

“แล้วเราก็มีสิทธิ์ไม่พอใจด้วย หากว่าการเกิดไฟมาจากเกมหรือความขัดแย้งของใครกลุ่มใดก็ตาม ประชาชนไม่ใช่เหยื่อ ไม่ใช่ตัวประกันในเกมของใคร! มองเห็นหัวประชาชนกันบ้าง!”

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง