ไม่มีใครกังวลเรื่องกักตุนข้าว ส่องวิถีเกษตรหมู่บ้านกะเหรี่ยงในวันที่โควิดระบาด

ในวันที่โควิดระบาด ผู้คนเก็บตัวอยู่ในบ้าน ไข่ไก่และอาหารแห้งถูกกวาดตุนหมดชั้นซุปเปอร์มาร์เก็ต  หมู่บ้านบนดอยหลายแห่งได้ประกาศปิดไม่ให้สัญจรเข้าออกเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ดูเหมือนพวกเขาจะอยู่ได้เป็นปีโดยไม่ต้องซื้ออาหารกักตุน

เท่าที่ดู ไม่เห็นใครในหมู่บ้านคุยเรื่องการกักตุนข้าว หมู่บ้านมียุ้งข้าว   ข้าวไม่มีหมดอยู่แล้ว ไม่เดือดร้อนถ้าไม่อยากกินของหวานจากในเมืองมากเกินไป เหล้าก็ทำเองได้ดร.ประเสริฐ ตระการศุภกร นักวิชาการชาวกะเหรี่ยงจากเชียงใหม่ หัวเราะตอนท้ายประโยคหมูไก่ถ้าอยากกินจริงๆ ก็ฆ่าที่เลี้ยงไว้ กะเหรี่ยงมีกระบวนการกินและการพึ่งพาตนเองในบ้าน

ตอนนี้ หมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงทั้งในภาคเหนือและภาคตะวันตกมากกว่า 12 หมู่บ้านได้ประกาศปิดหมู่บ้าน มีทั้งที่ตั้งใจจะปิดยาวจนกว่าสถานการณ์จะบรรเทาลง และมีทั้งที่อาจจะต้องติดต่อกับภายนอกหรือเป็นทางผ่านต่อไปหมู่บ้านอื่น จึงได้ประกอบพิธีปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายตามธรรมเนียมดั้งเดิมและปิดเป็นเวลา 24 ชั่วโมง 

เขาเล่าว่า ปัจจุบัน หมู่บ้านกะเหรี่ยงแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทตามรูปแบบการทำมาหากิน ได้แก่ ประเภทแรก หมู่บ้านดั้งเดิม ทำไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่หลากหลาย เป็นภูมิปัญญาทำเกษตรที่ปล่อยที่ดินให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ เช่น หมู่บ้านดอยช้างป่าแป๋ จังหวัดลำพูน ซึ่งประกาศปิดหมู่บ้านเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา ยังคงการทำเกษตรหมุนเวียนเต็มรูปแบบ ประเภทสองคือหมู่บ้านผสมผสาน ทำไร่หมุนเวียนบางส่วนและทำการเกษตรเพื่อขาย ส่วนแบบที่สามคือหมู่บ้านที่ปรับมาใช้ชีวิตตามสังคมกระแสหลัก เปลี่ยนจากการทำไร่หมุนเวียนเป็นผลิตเชิงเดี่ยวและเชิงเศรษฐกิจ พึ่งพาป่าน้อยลง หันมาซื้ออาหารจากตลาด

ไร่หมุนเวียนเป็นแหล่งเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์หลากหลายสายพันธุ์ ตัวอย่างเมล็ดพันธุ์จากหมู่บ้านดอยช้างป่าแป๋ จ.ลำพูน // ขอบคุณภาพจาก: เพ็ญพิชชา ศรีดี

ปราชญ์ชาวปกาเกอะญอ เผย ทั่วประเทศไทยมีหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงประมาณราวพันเก้าร้อยแห่ง กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ยังเป็นหมู่บ้านแบบดั้งเดิมที่คงวิถีชีวิตพึ่งพาป่า หมู่บ้านแบบผสมผสานและแบบวิถีชีวิตกระแสหลักมีประเภทละ 20 เปอร์เซ็นต์

อยู่ได้เป็นปี ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ สำหรับชุมชนพึ่งพาตัวเองแบบปกาเกอะญอ เพราะปกาเกอะญอมีทัศนคติ ปลูกข้าวไว้กินเป็นปีๆ ในช่วงก่อนถึงปีต่อไป ก็ต้องผลิตได้

ซูปเปอร์มาร์เก็ตของชาวกะเหรี่ยง

ชุมชนมีแหล่งอาหารในชุมชน แต่หน้าร้อนแบบนี้จะมีน้อยกว่าหน้าฝน โดยเฉพาะคนที่ทำไร่หมุนเวียนที่มีผลผลิตตามฤดูกาล หน้าร้อนมีเผือก มัน ฟักทอง เก็บไว้กินบ้าง พืชเขียวไม่ค่อยมี จะอาศัยหาพืชผักในป่าเป็นหลัก

นอกจากไร่หมุนเวียนแล้ว ป่าเป็นอีกหนึ่งแหล่งอาหารสำคัญของชาวกะเหรี่ยง คำกลอนและสุภาษิตในภาษากะเหรี่ยงแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมพึ่งพิงธรรมชาติ 

ประเสริฐยกตัวอย่างให้ฟังเป็นภาษากะเหรี่ยง ก่อนแปลเป็นไทย

ขึ้นไปในป่าดงดิบ สู่ต้นน้ำป่าใหญ่ ตัดหนอหวาย เก็บปลายเฟิร์นน้ำมาแกงมาอยู่มากินกัน

เขาอธิบายว่า ชาวกะเหรี่ยงจะหากินโดยไม่เอาเปรียบสัตว์ ไม่เอาเปรียบพืชผักในป่า พืชผักบางอย่างที่เสี่ยงสูญพันธ์ ถ้าจะเด็ดกินจะกินกันเฉพาะตอนอยู่ในป่า แต่ไม่เอากลับมากินที่บ้าน เกิดเป็นกฎจารีต เชื่อว่าหากฝ่าฝืน จะมีบางสิ่งบางอย่างที่ต่ำตามจากป่าออกมา

เข้าป่าไม่ต้องเอาอะไรเข้าไปเลย หุงข้าวก็ใช้กระบอกไม้ไผ่ได้ จะต้มจะทำอะไรก็ได้ หอมและอร่อย ยิงปลาอะไรก็ได้

สำหรับเนื้อสัตว์ ประเสริฐอธิบายว่า หมู่บ้านกะเหรี่ยงทั้งแบบดั้งเดิมหรือแบบวิถีชีวิตสมัยใหม่ต่างเลี้ยงสัตว์ไว้ที่บ้าน เช่น หมู ไก่ วัว ควาย สมัยก่อนเลี้ยงไว้ทำพิธีกรรม จะล้มสัตว์เฉพาะเมื่อมีพิธีใหญ่อย่างพิธีแต่งงาน นอกจากนี้ยังเป็นเงินทุนก้อนใหญ่ไว้ขายยามจำเป็น

ไม่เพียงแค่ตอบโจทย์เรื่องปากท้องเท่านั้น เครื่องใช้ไม้สอยสามารถทำจากธรรมชาติได้เช่นกัน ไม่ว่าจะช้อนไม้ไผ่ กะบุงสานจากไผ่ ที่อยู่อาศัยทำจากไม้ไผ่ แต่ปัจจุบันนิยมทำเป็นบ้านไม้กระดานมากขึ้นเพื่อความมั่นคง ซึ่งได้ไม้จากป่าเช่นกัน ส่วนเสื้อผ้า ผู้หญิงชาวกะเหรี่ยงจะเป็นผู้ทอและถ่ายทอดความรู้ให้เด็กสาวเรียนรู้แต่เด็ก

ไร่หมุนเวียน หมู่บ้านดอยช้างป่าแป๋ จ.ลำพูน // ขอบคุณภาพจาก: เพ็ญพิชชา ศรีดี

อาหารที่หาไม่ได้ในหมู่บ้าน

วัตถุดิบหนึ่งที่หมู่บ้านกะเหรี่ยงผลิตเองไม่ได้ นั้นคือเกลือ 

แม้ชาวบ้านจะนำโป่งซึ่งมีรสเค็มมาใช้แทนบ้าง แต่ยังได้รสไม่ดีเท่ากับเกลือ สมัยก่อนจึงมีคนป่วยด้วยโรคคอพอกจำนวนมากเพราะขาดไอโอดีน

เรื่องเกลือเป็นเรื่องใหญ่ สมัยก่อนเราเข้าถึงเมืองยาก จนเกิดสำนวนคุยกันว่าไปหาเกลือแล้วแปลว่าตายไปแล้ว!” ประเสริฐย้อนความหลัง 

กระบวนการไปหาเกลือสมัยก่อนเป็นเรื่องใหญ่ ต้องเดินทางออกไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนนอก อาจถูกโจรฆ่าระหว่างเดินทาง จึงนับเป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อชีวิต 

มีเรื่องเล่าถึงพ่อแม่ครอบครัวหนึ่งได้เดินทางไปหาเกลือ ทิ้งลูกไว้ข้างหลัง พอกลับมา ลูกก็ได้กลายเป็นลิงเป็นคั่งเสียแล้ว เพราะรอกินข้าวไม่ไหว จึงต้องออกไปหากินกับป่าไม้ แม้พ่อแม่จะรบเร้าให้กลับเป็นคนก็ไม่ยอมกลับมา

นำมาสู่ข้อห้ามว่าห้ามฆ่าลิงและชะนี เพราะถือว่าเคยเป็นมนุษย์ เป็นบรรพชน มีคำพังเพยว่าชะนีตายหนึ่งตัว เจ็ดป่าเงียบเหงา นกกกตายเจ็ดตัว ต้นไทรเจ็ดต้นเงียบเหงา’” 

“ก่อนหมู่บ้านจะปิดหนีโควิด ก็คงตุนเกลือไว้แหละ” ประเสริฐหยอก

กับข้าวทำจากมันฝรั่งและผักคอคอเดาะ หาได้จากไร่หมุนเวียน หมู่บ้านดอยช้างป่าแป๋ จ.ลำพูน // ขอบคุณภาพจาก: เพ็ญพิชชา ศรีดี

ไม่มีใครอดอยากในบ้านต้นไทรย่าทวด

ปกาเกอะญอเชื่อว่าต้นตระกูลรากเหง้ามาจากต้นไทร มีคำสอนว่ามือคาเคลอะเนทีลอต้นไทรย่าทวดน้ำตาไหล ต้นไทรย่าทวดเป็นบรรพบุรุษใจดี มีเมตตา หากเห็นคนอดอยาก ไม่มีกิน น้ำตาท่านจะไหล จึงเป็นคำสอนให้ทุกคนแบ่งปันกัน ใครมีเยอะก็แบ่งให้คนที่มีน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่ม่าย 

คำสอนนี้ยังเป็นปรัชญาที่สอนถึงการดูแลธรรมชาติเพื่อส่งต่อให้ถึงคนนอกหมู่บ้าน ดั่งสุภาษิตว่าฉันอยู่ต้นน้ำก็เผื่ออาหารหรือก่อข้าวไว้ให้คุณ คุณอยู่ปลายน้ำก็ห่อข้าวห่อน้ำไว้ให้ฉัน

ชาวกะเหรี่ยง บ้านปางทอง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ทำพิธี “เซราะแกล” เพื่อป้องกันโรคระบาดโควิด-19 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 ชาวบ้านจะปิดหมู่บ้าน 1 วันและประสานให้ผู้เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงโรค รายงานตัวกับผู้ใหญ่บ้านและยังไม่เข้าชุมชน // ขอบคุณภาพจาก: ชาติชาย กุศลมณีเลิศ เยาวชนบ้านปางทอง

หมู่บ้านบนดอยกับสถานการณ์โควิด

ทุกวันนี้ หนุ่มสาวชาวกะเหรี่ยงได้เดินทางไปเรียนต่อและทำงานนอกหมู่บ้าน เมื่อเกิดวิกฤตโรคระบาดขึ้น จึงพากันทยอยเดินทางกลับบ้าน ชาวบ้านกับองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่นจึงจับมือทำงานร่วมกัน เพื่อสื่อสารเรื่องการกักตัวและวิธีรับมือต่างๆ 

ผมคุยกับผู้ใหญ่บ้าน งงกับสถานการณ์เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิด เป็นเรื่องหนักใจสำหรับทุกคน หมู่บ้านที่ตัดสินใจปิดแล้วเพราะกลัวเรื่องโรค อาจจะค้าขายกับเมืองน้อยลง แต่หมู่บ้านประเภทผสมผสานและแบบสมัยใหม่อาจจะต้องเข้าๆ ออกๆ ทำมาหากินกับข้างนอก เราอาจจะต้องมีกระบวนการติดตามตรวจสอบคนเดินทางเข้าออกหมู่บ้าน จะปิดไปเลยก็คงยาก

ประเสริฐเล่าว่าพอเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น จึงได้ยินชาวบ้านเริ่มพูดคุยถึงความสำคัญของการผลิตอาหารเพื่อบริโภค มากกว่าการผลิตเพื่อขาย เพื่อลดค่าใช้จ่ายและสร้างความมั่นคงในครอบครัว

ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลง ชุมชนกะเหรี่ยงเองก็ได้เปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตไม่ต่างกัน นักวิชาการชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าหากสถานการณ์โควิดนี้ยาวนาน วิกฤตอาจจะพลิกเป็นโอกาสน่ายินดีอย่างหนึ่ง ชุมชนจะหันมาฟื้นคืนการผลิตเพื่อบริโภคมากขึ้น

“กะเหรี่ยงมีคำพูดหนึ่งพูดว่า ‘เวลาเราทำงาน เราทำ เวลาเรากิน เรากินแบบราชา’ กินแบบราชาคือกินแบบเป็นเจ้าของ ผมนึกถึงคำของฝรั่ง Food Soveriegty อธิปไตยทางอาหาร เป็นกระบวนการที่เจ้าของชุมชนเป็นคนดูแลอาหารเอง” 

—————————————————————————————————————–

ติดตามฟัง กรีนนิวส์ Live สด: “วิกฤต COVID-19 ในมิติอาหารกับความมั่นคงของชีวิตคนเมือง” กับ คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI Foundation) ได้ในเพจเฟซบุ๊ก สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง