คนหลังแนวกันไฟ ที่ไม่มีใครพูดถึง

บทความโดย: พนม ทะโน, เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง
กะเหรี่ยง
“ถ้าไม่มีเงินเดือน ท่านหัวหน้าจะมารักษาป่าที่บ้านผมไหม?”

ผมยังจำประโยคนี้ขึ้นใจเมื่อครั้งที่พะตี่จอนิ โอ่โดเชา ปราชญ์ปกาเกอญอแห่งบ้านหนองเต่า เล่าให้ฟังถึงบทสนทนาระหว่างพะตี่กับหัวหน้าพื้นที่อนุรักษ์ท่านหนึ่ง เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานมากแล้ว มีคณาจารย์พร้อมด้วยหัวหน้าพื้นที่อนุรักษ์หลายแห่ง เดินทางมาเยี่ยมพะตี่จอนิที่บ้านหนองเต่า ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมาทำความเข้าใจถึงความจำเป็นที่เจ้าหน้าที่ต้องมีกฎหมายควบคุมพื้นที่อนุรักษ์

ในขณะนั้นพะตี่ยังบทบาทสำคัญในการต่อสู้เรื่องสิทธิคนอยู่กับป่า และต่อสู้ให้สังคมเข้าใจความผูกพันธ์เรื่องจิตวิญญาณคน ป่า กับทรัพยากรธรรมชาติ ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็พยายามทำความเข้าใจถึงเหตุผลที่ตนเองต้องมาปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าอุทยานที่นี่ เพราะต้องดูแลปกป้องผืนป่าไว้ให้ลูกหลานในอนาคต จึงขอความร่วมมือให้พะตี่จอนิบอกกับลูกบ้านว่าอย่าเข้าไปตัดไม้ทำลายป่า (ทำไร่) และให้ช่วยกันดูแลรักษา ทางพะตี่จึงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงหยอกแกมหยิก “บ้านหัวหน้าอยู่ไหน มาจากไหนครับ?” หัวหน้าตอบว่า “ภูมิลำเนาเดิมเป็นคนต่างจังหวัด ไม่ได้เกิดที่เชียงใหม่” พะตี่จึงถามต่อว่า “ถ้าไม่มีเงินเดือน ท่านหัวหน้าจะมารักษาป่าที่บ้านผมไหม?” หัวหน้าชะงักไปครู่หนึ่ง ทั้งมีอาการสับสนและสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย คนอื่น ๆ จึงส่งเสียงหัวเราะเพื่อคลี่คลายบรรยากาศที่เกือบจะตึงเครียดให้ดูเป็นการพูดคุยแบบเป็นกันเอง

เมื่อเสียงหัวเราะหยุดลง พะตี่จึงชี้ให้ทุกคนดูรอบ ๆ บ้านว่า “นี่ก็ต้นไม้ นั่นก็ต้นไม้” ชี้นิ้วสูงขึ้นไปบนยอดเขาสูงหลังหมู่บ้านพร้อมพูดว่า “นั่นก็มีแต่ต้นไม้ ป่าไม้” พร้อมอธิบายต่อว่า “คนปกาเกอญอ เราอยู่กับป่า เราดูแลป่า และรอบ ๆ บ้านเราก็มีต้นไม้ ป่าไม้จริง ๆ เจ้าหน้าที่อุทยานบางคนรับเงินเดือนมาดูแลป่าไม้ในเขตอุทยานต่างจังหวัด แต่ข้างรั้วบ้านตนเองกลับไม่มีต้นไม้สักต้น” พะตี่สรุปทิ้งข้อคิดไว้ว่า “ไม่ได้ตั้งใจจะว่าท่านหัวหน้า หรือใครนะ เพียงแต่อยากเห็นทุกคนในประเทศไทย ช่วยกันรักษาป่ารอบ ๆ บ้านตนเองไว้ให้ได้ เพียงเท่านี้ ทุกพื้นที่ของประเทศก็จะมีแต่สีเขียว ไม่ต้องมีการจัดจ้างเจ้าหน้าที่อุทยานไปดูแลพื้นที่ต่าง ๆ ให้เสียงบประมาณ ที่สำคัญไม่ต้องมีเรื่องขัดแย้งกับชาวบ้านด้วย”

 

คนกะเหรี่ยงดูแลป่าอย่างไร

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “เดปอถู่” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ปลูกฝังให้คนปกาเกอญอรักษาป่าไม้ เมื่อคลอดบุตรผู้เป็นพ่อจะนำสายรกใส่กระบอกไม้ไผ่ ไปผูกไว้กับต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นรู้กันภายในชุมชนว่าห้ามตัด ห้ามทำลาย เพราะเปรียบเสมือนต้นไม้คู่ขวัญของเด็กน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก และเมื่อโตขึ้นเขาก็จะต้องดูแลต้นไม้ต้นนั้นต่อไป

เมื่อโตขึ้น ทุกย่างก้าวในชุมชน ในเขตป่า ในเรือกสวนไร่นา ล้วนมีความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณคอยกำกับไม่ให้ลูกหลานปกาเกอญอตัดไม้ ทำลายทรัพยากรพร่ำเพรื่อ สมัยก่อนเมื่อยังต้องล่าสัตว์มาเป็นอาหารอยู่บ้าง ก็ใช่ว่าจะล่าได้ตามใจชอบ มีสัตว์ห้ามล่าอยู่มากมาย เช่น ห้ามฆ่านกเงือก นกแซงแซว นกยูง ฯลฯ ห้ามกินลิง ค่าง ชะนี ห้ามยิงกวาง หรือเลียงผา เป็นต้น การทำไร่หมุนเวียนเองก็มีกฎเหล็กกำกับถึง 7 ข้อ หากใครละเมิดถือว่าสร้างความหายนะแก่ชุมชน อาจเกิดอาเพศได้ คนในชุมชนก็คอยห้ามปรามกันอีกทีหนึ่ง การจะเลือกพื้นที่ฟันไร่แต่ละครั้งก็ต้องปรึกษาผู้อาวุโสในชุมชน เลือกทำเลที่ไม่ขัดแย้งกับหลักความเชื่อซึ่งมีงานวิจัยภายหลังพบว่าสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ด้วย

 

มีไร่ต้องมีแนวกันไฟ

ไร่หมุนเวียนทุกแปลง ต้องมีการทำแนวกันไฟโดยรอบ เพื่อป้องกันไฟลามเข้าป่า เมื่อถึงวันจุดไร่ก็จะไปช่วยกันในลักษณะเอามื้อเอาแรง อย่างน้อยยี่สิบ ถึง สามสิบคน เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถควบคุมเพลิงให้อยู่ในเขตแนวกันไฟได้ และเวลาเผาไร่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ลาดชัน จะนิยมเผาจากด้านบนลงมาด้านล่าง เช่นนี้จะไม่ทำให้เปลวเพลิงโหมไหม้แรงมากนัก

นอกจากแนวกันไฟรายแปลง จะมีการทำแนวกันรอบชุมชนด้วย ซึ่งกำหนดตามขอบเขตดั้งเดิม บางแห่งยึดตามแนวสันเขา หรือสันปันน้ำ บางแห่งยึดเขตแบ่งชุมชนตามลำห้วย แนวกันไฟรอบหมู่บ้านนั้นมีความยาวมาก ตั้งแต่หลักสิบถึงหลักร้อยกิโลเมตร ชาวบ้านจะอาสาไปช่วยกันดับไฟป่าโดยไม่มีเงินสนับสนุนใด ๆ หากคำนวนค่าจ้างที่ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท ชุมชนใหญ่บางแห่งใช้แรงงานเท่ากับเงินค่าจ้างนับแสนบาทต่อปี

พักหลังมาหลายหน่วยงานเริ่มเห็นความสำคัญ จึงให้การสนับสนุนงบประมาณมาบ้าง เช่น งบจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น หรืองบประมาณจากหน่วยป้องกันไฟป่า ให้มาหมู่บ้านละ 2 – 3 พันบาทต่อปี พอเป็นค่าอาหารกลางวันบ้าง หรือบางปีงบประมาณเยอะก็จ้างชาวบ้านช่วยดับไฟป่าด้วย

แต่…การให้เงินสนับสนุนอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง เมื่อเงินไม่เข้าใครออกใคร ความแตกแยกจึงเกิดขึ้นในหลายชุมชน สมัยก่อนชาวบ้านห่อข้าว ห่อพริก ห่อเกลือไปเองตามอัตภาพ ใครมีอะไรก็นำมาแบ่งปันกัน เป็นบรรยากาศที่อบอุ่น เมื่อมีเงินอุดหนุนก็จะได้กินแต่ปลากระป๋องทุก ๆ ปี วัฒนธรรมการห่อกับข้าวไปเองหายไป เรื่องการดับไฟป่าเองก็เช่นกัน แต่ก่อนเมื่อเห็นควันพุ่งขึ้นมาจากยอดเขาไกลโพ้น ชาวบ้านไม่รอช้ารีบคว้ามีด ย่าม รองเท้า ไฟฉาย หากมีเวลาพอภรรยาก็อาจทันห่อข้าวให้พกติดไปด้วย ใครว่างก็รีบไปช่วยกันไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ไม่มีใครเกี่ยงกันเลยแม้แต่นิดเดียว แถมคนที่ไปดับไฟป่ากลับมายังรู้สึกภาคภูมิใจราวกับฮีโร่ไปกู้โลกมาสำเร็จ แต่ไม่นานมานี้มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับอาสาดับไฟป่าชุมชน ผู้ใหญ่บ้านก็ต้องจ้างคนไปดับไฟครั้งละ 10 คนบ้าง 20 คนบ้าง แล้วแต่งบที่เขาให้มา นำไปเก็บเป็นกองทุนหมู่บ้านก็ไม่ได้เพราะผิดระเบียบการใช้เงินอีก คราวนี้เมื่อมีบางคนได้เงิน และบางคนไม่ได้ ก็เริ่มเห็นความไม่เท่าเทียม เกี่ยงกัน ภาพความเสียสละที่งดงามในอดีตก็หายไป เพิกเฉยจนไฟป่าลามมาถึงชายคาบ้านอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

การให้เงิน แม้จะเป็นไปด้วยความหวังดี แต่อาจไม่ใช่คำตอบสำหรับชาวบ้านที่คอยดูแลป่าเหล่านี้ เพราะสิ่งที่เขาต้องการคือความมั่นคงในที่ดิน คือหลักประกันว่าเขาสามารถดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิมได้ คือกฎหมายที่คุ้มครองไม่ให้พวกเขาถูกจับเพราะกำลังดูแลผืนป่าของชุมชนและประเทศชาติ

สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม เปิดพื้นที่นี้ให้เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับนักเขียนรับเชิญ ในการแสดงทรรศนะด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเปิดกว้าง