ภาคประชาสังคมลั่นแผนคุ้มครองสิทธิจากธุรกิจยังมีจุดบอด หวั่นเป็นเพียงเสือกระดาษ

เครือข่ายภาคประชาสังคมชี้แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (NAP) อาจใช้ไม่ได้ผล เนื่องจากไม่มีแผนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม ชี้การปกป้องสิทธิฯและสิ่งแวดล้อมต้องให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม ด้านกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) หวังสร้างแนวร่วมทุกภาคส่วนผลักดันแผนฯ เพื่อประโยชน์สูงสุดในการปกป้องสิทธิมนุษยชนจากการดำเนินธุรกิจ 

เมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่ผ่านมา มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ร่วมกับชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม จัดงานแถลงข่าว “ความคาดหวังและข้อเสนอต่อการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน” ณ ห้องอเนกประสงค์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมนำเสนอความคาดหวังของภาคประชาสังคมต่อภาครัฐในการนำแผนปฏิบัติการระดับชาติฯ ไปใช้อย่างเป็นรูปธรรมและใช้ได้จริง

ชนาง
ภาพเวทีเสวนาในงานแถลงข่าว “ความคาดหวังและข้อเสนอต่อการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน” / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ธิติ ปลีทอง

ในช่วงท้ายของงาน ภาคประชาสังคมได้ร่วมกันเปิดตัว “เครือข่ายุชมชนและภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” (Community and Civil Society Coalition for Business and Human Rights Watch: CCBHR)” สร้างความมั่นใจในการติดตามแผนปฏิบัติการฯ อย่างใกล้ชิด

ส. รัตนมณี พลกล้า ทนายความและผู้ก่อตั้งมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า ทางองค์กรได้ติดตามการจัดทำแผนปฏิบัติการฯ อย่างใกล้ชิดตั้งแต่ปี 2561 – 2562 เห็นว่าแนวทางการปฏิบัติตามแผนและนำแผนไปใช้ไม่ปรากฏชัดเจน ยังไม่เห็นว่าทางภาครัฐจะมีการติดตามการปฏิบัติตามแผนอย่างไร ดังนั้น จึงมีความสำคัญออย่างยิ่งที่ภาครัฐจะต้องรับฟังเสียงจากภาคประชาสังคมอย่างตั้งใจ

จะติดตามแผนนี้ได้อย่างไร ใครเป็นผู้ติดตาม ภาคประชาสังคมจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการติดตามแผนอย่างไร ซึ่งแผนนี้กล่าวข้องกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน

“เราต้องการเห็นมาตรการเชิงรูปธรรมที่มีความชัดเจนนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงกระดาษ” ส. รัตนมณี กล่าว

เธฮให้มุมมองเพิ่มเติมไว้อย่างน่าสนใจว่า “แผนนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีภาคธุรกิจเข้ามาร่วมด้วย ดังนั้น ภาครัฐต้องชี้แจงกับภาคธุรกิจว่าการดำเนินธุรกิจต้องควบคู่ไปกับการเคารพสิทธิมนุษยชน เพราะกระแสโลกในปัจจุบันนั้น การเคารพสิทธิมนุษยชนจะเป็นประโยชน์สำหรับการประกอบธุรกิจเองด้วย เพราะผู้บริโภครุ่นใหม่คำนึงถึงเรื่องนี้ในการประกอบการตัดสินใจเพื่อเลือกใช้สินค้าและบริการนั้น ๆ”

สำหรับความคาดหวังของภาคประชาสังคมต่อแผน NAP แววรินทร์ บัวเงิน ผู้แทนกลุ่มคนรักษ์บ้านแหง กล่าวว่า ประเด็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังเป็นประเด็นที่ร้องแรงมากในไทย รัฐทวงเอาฐานทรัพยากรจากประชาชน และไม่เคยมีการจัดสรรที่ดินอย่างเป็นธรรม ให้กับประชาชน ส่งผลให้ประชาชนต้องแผ้วถางป่า เพื่อบุกเบิกพื้นที่ทำกิน การทำงานของรัฐเองก็ไม่มีการบูรณาการร่วมกันจริง หลังจากทีมีการออกประกาศและคำสั่ง คสช. นับจากรัฐประหารเมื่อปี 2557 ส่งผลให้เกิดการฟ้องร้องคดีต่อประชาชนที่ออกมาปกป้องทรัพยากร ชาวบ้านจำเป็นต้องต่อสู้ กระบวนการต่อสู้ทั้งในทางการเมืองและในกระบวนการยุติธรรมเป็นไปได้ยาก ถือเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องยกเลิกประกาศและคำสั่งของ คสช. ทั้งหมดก่อน

ทั้งนี้แววรินทร์เสนอว่าควรมีการจัดทำรายงานติดตามและตรวจสอบการลงทุนของบริษัทและภาครัฐเป็นประจำ เพื่อเป็นการติดตามการนำแผนปฏิบัติการฯ ไปใช้ด้วย

ด้าน ชนาง อำภารักษ์ สมาชิกคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน  หรือ ETOs Watch Coalition กล่าวว่า สิ่งที่ภาคประชาสังคมมีข้อเสนอแนะไปยังภาครัฐนั้นได้รับการรับรองเพียงครึ่งเดียว เท่าที่อ่านแผนปฏิบัติการฯ ยังไม่เห็นพบแนวทางการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเท่าใดนัก และในขณะนี้ก็เสียเวลาไปแล้วหนึ่งปี เนื่องจากแผนเริ่มประกาศเมื่อปลายปี 2562 เหลือเวลาอีกเพียง 3  ปี เท่านั้น

ชนาง
ภาพเวทีเสวนาในงานแถลงข่าว “ความคาดหวังและข้อเสนอต่อการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน” / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ธิติ ปลีทอง

“ในส่วนของปัญหาการลงทุนข้ามพรมแดนมีความสำคัญมาก ทั้งในแง่ของการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และสิ่งแวดล้อมซึ่งมีความซับซ้อนอย่างมาก ทั้งในเรื่องเขื่อนแม่น้ำโขง ที่ส่งผลกระทบข้ามพรมแดน ในส่วนของการลงทุนไทยในเมียนมา เพิ่งมีข่าวการต่อสู้ทางการศาลระหว่างบริษัทไทยและชาวบ้าน ในส่วนของการลงทุนของไทยในกัมพูชา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมน้ำตาล ชาวบ้านได้ทำการฟ้องแบบกลุ่ม (class action) ต่อบริษัทไทยที่เข้าไปละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ของพวกเขา” ชนาง กล่าว

“รัฐต้องพัฒนากลไกรับเรื่องร้องเรียนแบบองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD)  และผลักดันให้ไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกของ OECD นอกจากนั้นประเทศไทยควรใช้กลไก กสม. ในการตรวจสอบการลงทุนข้ามพรมแดน ซึ่งสามารถทำได้ทันที”

นอกจากนี้ เธอยังตั้งข้อสังเกตว่า สถาบันการเงินหรือบรรดาธนาคารต่าง ๆ ที่ได้รับผลประโยชน์จากการให้เงินลงทุน รวมถึงคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (กลต.) ก็ควรดำเนินการในภาคปฏิบัติเพื่อสร้างมาตรการกำกับและตรวจสอบการลงทุนข้ามพรมแดนที่ใช้ได้จริงด้วยเช่นกัน

“เราต้องหากลไกที่สนับสนุนการปกป้องสิทธิของประชาชนได้จริง ๆ ทั้งในเรื่องของการฟ้องร้องและการแสดงออกของประชาชนในการปกป้องสิทธิของพวกเขาและทรัพยากรที่พวกเขาใช้ประโยชน์และรักษา” ชนาง กล่าว

พรทิพย์ หงชัย กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด กล่าวว่า ได้เข้าเวทีรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในประเด็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต่อกรมคุ้มครองสิทธิฯ ไว้หลายครั้ง และเห็นว่าในแผนฯ ยังไม่ได้มีข้อปฏิบัติที่แท้จริง ตนจึงมีข้อเสนอ 7 ข้อ ได้แก่

  1. เรียกร้องให้หยุดฟ้องคดีปิดปากต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
  2. แก้ไขเกองทุนยุติธรรมให้เข้าง่าย
  3. เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาการคุ้มครองบุคคลว่าด้วยการบังคับสูญหาย
  4. เร่งออกกฎหมายการป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและทำให้บุคคลสูญหาย
  5. เร่งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนให้กับเจ้าที่รัฐและภาคธุรกิจ
  6. จัดทำบัญชีทนายความที่มีความเชี่ยวชาญในการทำคดีสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนไว้ใจได้ว่าจะได้รับความเป็นธรรม
  7. ออกมาตรการปกป้องนักสิทธิมนุษยชนหญิงไม่ให้ถูกคุกคามไม่ว่าประการใด

โดยทั้ง 7 ข้อเสนอ มีความเร่งด่วนที่รัฐบาลควรทำให้สำเร็จในปีนี้

รูปปก ประท้วง บ้านไผ่
ภาพการประท้วงโรงงานน้ำตาล อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ชี้ให้เห็นว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการประกอบธุรกิจ ยังคงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญของความขัดแย้งในชุมชน //ขอบคุณภาพจาก: ขบวนการอีสานใหม่

ในขณะที่ จีรภรณ์ ศิริพลัง ทุมมาศ ผู้แทนจากรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เผยว่าแผนปฏิบัติการระดับชาติฯ ฉบับนี้ในแง่ของการขับเคลื่อนนั้นเป็นเรื่องยาก ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยหลังจากมีการประกาศใช้แผนฯ กรมคุ้มครองสิทธิฯ ได้ขยายความร่วมมือในการดำเนินการแผนนี้ไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งระดับส่วนกลางและระดับจังหวัด และจะจัดการประชุมเพื่อให้ภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมกำหนดว่าแผนดำเนินการะยะสั้น กลาง ยาว จะมีวิธีการดำเนินอย่างไร อีกทั้งจะทำการศึกษาเพื่อสร้างมาตรการแรงจูงใจที่ทำให้ภาคธุรกิจดำเนินธุรกิจที่เคารพสิทธิมนุษยชนมากยิ่งขึ้น

สำหรับแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน หรือ NAP  เริ่มจัดทำขึ้นหลังจากที่ทางรัฐบาลไทยได้รับหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UN  Guiding Principle on Business and Human Rights: UNGP) มาปรับใช้ โดยเริ่มขึ้นในปี 2559 ซึ่งแผนปฏิบัติการฯ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินการตามหลักการ โดยแผนนี้มีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้จัดทำ โดยใช้ระยะเวลาและกระบวนการจัดทำกว่า 3 ปี โดยแผนดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการปกป้องสิทธิมนุษยชน ตามหลักการสามเสาหลัก คือ คุ้มครอง (Protect) เคารพ (Respect) และเยียวยา (Remedy)

ภายในแผนดังกล่าวได้บรรจุ 4 ประเด็นหลักเร่งด่วนที่ต้องมีการนำไปปฏิบัติใช้และให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ได้แก่ (1) แรงงาน (2) ชุมชน ที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (3) นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และ (4) การลงทุนของบรรษัทข้ามชาติ โดยประเทศไทยนับเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีการนำแผนปฏิบัติระดับชาติฯ มาใช้อย่างเป็นทางการอย่างไรก็ตาม หลักการ UNGP ไม่ถือเป็นเอกสารในทางกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากไม่มีค่าบังคับเป็นกฎหมาย