มองย้อน 5 ประเด็นร้อนสิ่งแวดล้อมปีหมู การพัฒนาที่ไร้ความยั่งยืนยังเป็นปัญหาหลัก

เพียงอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าเราก็กำลังจะก้าวข้ามสู่ศักราชใหม่กันแล้ว สำนักข่าวสิ่งแวดล้อมจึงอยากเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านร่วมมองย้อนประเด็นความเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม 5 ด้าน ในปี พ.ศ.2562 ไปด้วยกัน เพื่อที่เราจะได้ทบทวนสถานการณ์ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่วนใหญ่ยังคงยืดเยื้อ และเรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาไปด้วยกัน

 

ซากเต่าทะเล
ซากเต่าทะเลที่พบลอยเกยตื้นในจ.ชลบุรี //ขอบคุณภาพจาก: ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ
  1. สารพันปัญหาขยะ จากขยะในท้องสัตว์ทะเล สู่การนับถอยหลังแบนขยะพลาสติก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญของสังคมไทยคือปัญหาขยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาขยะในทะเล ที่ไทยเคยติดอันดับ 6 ประเทศที่ก่อขยะในทะเลมากที่สุด จากการจัดอันดับเมื่อปี พ.ศ.2560 อย่างไรก็ดีในปีนี้ประเทศไทยยังคงประสบปัญหาสิ่งแวดล้อมจากขยะไม่น้อยไปกว่าเก่า โดยเฉพาะปัญหาจากขยะในทะเล ขยะพลาสติก และขยะอิเล็กทรอนิกส์นำเข้า

เริ่มกันด้วยประเด็นปัญหาขยะในทะเล และการตายของสัตว์ทะเลหายากอาทิ เต่า วาฬ และพะยูน โดยในปีนี้พบว่ามีสัตว์ทะเลหายากเข้ามาติดตื้น ป่วย และตาย จากการกินขยะพลาสติกเข้าไปเป็นจำนวนสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านๆมาอย่างเห็นได้ชัด (อ่านต่อ: เศร้า! ขยะทะเลดับชีวิตเต่า 13 ตัว ในช่วงเวลาแค่ 2 วัน “ดร.ธรณ์” ย้ำถึงเวลาลดขยะพลาสติกอย่างจริงจัง) พะยูนน้อย ‘มาเรียม’ ถือเป็นหนึ่งในเคสที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนรักษ์สิ่งแวดล้อมมากที่สุด โดยหลังจากเจ้าหน้าที่ได้ช่วยลูกพะยูนพลัดหลงแม่ที่ จ.กระบี่ และนำมาอนุบาลจนมาเรียมสามารถกลับคืนทะเลได้ กระนั้นเมื่อเดือนสิงหาคม ลูกพะยูนขวัญใจชาวไทยกลับป่วยและเสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน ผลการชันสูตรโดยทีมสัตวแพทย์ชี้ชัดว่ามีถุงพลาสติกหลายชิ้นอุดตันลำไส้จนอักเสบ (อ่านต่อ: เศร้า! มาเรียมลูกพะยูนขวัญใจตาย “ช็อก-เจอถุงพลาสติก”)

นอกจากข่าวการตายของสัตว์ทะเลจากขยะพลาสติกแล้ว ในปีนี้เรายังพบหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงภัยคุกคามของการปนเปื้อนไมโครพลาสติกในห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ โดยเมื่อเดือนกันยายน ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ 3 จ.ตรัง รายงานว่าได้พบไมโครพลาสติกในปลาทูไทย (อ่านต่อ: มันอยู่ในปลาทู!! นักวิจัยพบไมโครพลาสติกในปลาทูไทย) ซึ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผลกระทบจากขยะในทะเลไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับผู้สคนในสังคมอีกต่อไป

อย่างไรก็ดีในช่วงปีที่ผ่านมาได้มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาขยะอย่างต่อเนื่องจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลงนามร่วมกันของประเทศสมาชิกอาเซียนใน ปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยการต่อต้านขยะทะเลในภูมิภาคอาเซียน (อ่านต่อ: ถก“ขยะทะเล” ในที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนสมัยพิเศษ เห็นชอบปฏิญญากรุงเทพ) หรือการประกาศโครงการ Everyday Say No To Plastic Bags งดการแจกถุงพลาสติกใน 75 แบรนด์ค้าปลีกในไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2563 เป็นต้นไป (อ่านต่อ: ท็อปสั่งลุย รมต.สิ่งแวดล้อมไฟแรง ประกาศแก้ปัญหาขยะพลาสติก เปลี่ยนกรุงเทพฯเป็นเมืองสีเขียว)

ถึงแม้ว่า ในปีนี้เราจะเห็นภาพการร่วมมือกันจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาขยะของประเทศ กระนั้นเรายังมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับขยะอีกหลายประเด็น เช่น ปัญหาการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ (อ่านต่อ: ย้ำอีกครั้งก่อนไทยกลายเป็นถังขยะโลก ภาคประชาสังคมร้องรัฐแก้กม. แบนนำเข้าขยะพิษ) ที่ยังรอการแก้ไขอย่างจริงจังเช่นกัน

 

ทวงคืนผืนป่า
ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า รวมตัวกันหน้าศาลจังหวัดลำปาง ก่อนหน้าการอ่านคำตัดสินคดีบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม //ขอบคุณภาพจาก: มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ
  1. ปัญหาที่ดินป่าไม้ เรื่องคาราคาซังที่มีหลายมาตรฐาน?

นับตั้งแต่การประกาศนโยบายทวงคืนผืนป่า โดยรัฐบาลคสช.เมื่อปี พ.ศ.2557 ประเด็นการยึดคืนพื้นที่รุกเขตป่าสงวน และอุทยานแห่งชาติ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนข้ามปีที่ไม่มีทีท่าว่าจะเสียอันดับไปง่ายๆ เช่นเดียวกับปี พ.ศ.2562 ประเด็นความขัดแย้งจากการยึดคืนพื้นที่บุกรุกในเขตป่าสงวน – อุทยานแห่งชาติ ยังคงระอุ ท่ามกลางข้อโต้แย้งถึงการเลือกปราบปรามชุมชน คนตัวเล็กตัวน้อยในเขตป่า มากกว่าการบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มนายทุนใหญ่ที่รุกพื้นที่ป่าที่ปรากฎขึ้นอย่างชัดเจนในปีนี้

หนึ่งในเรื่องที่เป็นข้อครหามากที่สุดของปีในประเด็นปัญหาที่ดินป่าไม้ได้แก่ กรณีฟาร์มไก่ ของ เอ๋ ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ที่นับตั้งแต่เรื่องแดงขึ้นมาเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จนถึงบัดนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีการดำเนินการเอาผิดกับปารีณาได้ (อ่านต่อ: ป่าไม้ยันทำคดี”เอ๋ ปารีณา”ตามความเป็นจริง, แฟ้มคดี : ที่ดิน‘ปารีณา’ส่อวุ่นป่าไม้ลุย-สปก.เงียบวิษณุชี้คืนแล้วไม่ผิดยกเทียบ‘เขายายเที่ยง’)

จากประเด็นดังกล่าว ได้มีการนำกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าบุกยึดคืนพื้นที่ ดำเนินการเอาผิดชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเขตทับซ้อนกับพื้นที่ป่าสงวน – อุทยานแห่งชาติหลายคดี ที่พบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ใช่ผู้บุกรุกใหม่ แต่เป็นผู้อาศัยในเขตป่ามานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนการประกาศเขตป่าสงวน – อุทยานแห่งชาติ แต่การดำเนินการเอาผิดกับคนกลุ่มนี้กลับทำอย่างว่องไว ผิดกับคดีบุกรุกป่าของนักการเมือง หรือนายทุนใหญ่ (อ่านต่อ: คนจนขอความเป็นธรรมเหตุถูกเลือกปฏิบัติจากนโยบายทวงคืนผืนป่า เผยครอบครัวล่มสลาย-ลูกต้องออกจากเรียน พีมูฟเรียกร้อง 4 ข้อ) โดยเฉพาะกรณีการทวงคืนผืนป่าที่บ้านซับหวาย ต.ห้วยแย้ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ซึ่งศาลได้ตัดสินให้ชาวบ้าน 14 คนต้องโทษจำคุก จากคดีรวมกันทั้งสิ้น 19 คดี (อ่านต่อ: ทวงคืนผืนป่า : เสียงจากชาวบ้านซับหวาย น้ำตาคนจนหลังถูกทวงคืนผืนป่า)

ผลกระทบจากการเร่งรัดดำเนินนโยบายทวงคืนผืนป่ากับกลุ่มชาวบ้านไร้ที่ดิน ยังนำไปสู่ปัญหาสังคมมากมาย และสร้างผลกระทบรุนแรงต่อวิถีชีวิตของผู้คนที่แอบอิงอาศัยกับทรัพยากรมาเนิ่นนาน (อ่านต่อ: ‘ทวงคืนผืนป่า’ ทำเกษตรกรรายย่อยเมืองเลยสูญที่ดินทำกิน คาดส่งผลซึมเศร้า ก่อนผูกคอดับ) กรณีปัญหาการทวงคืนผืนป่า ตามเป้าหมายขยายพื้นที่ป่าของประเทศให้ได้ถึง 40% ตามนโยบายของรัฐบาล จึงยังคงเป็นปัญหาคาราคาซังที่ยังคงแก้ไม่ตกจนถึงบัดนี้ (อ่านต่อ: ปารีณา 1,700 ไร่ และความเหลื่อมล้ำด้านที่ดิน | สัมภาษณ์ ประยงค์ ดอกลำใย)

 

หมอกควันมลพิษหนาทึบปกคลุมกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 29 กันยายน // สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ปรัชญ์ รุจิวนารมย์
  1. ภัยเงียบฝุ่น PM2.5 ยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาสิ่งแวดล้อมไทย

นับตั้งแต่ต้นปี ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนไทยสังเกตได้ชัดเจนที่สุดน่าจะเป็นหมอกควันหนาทึบที่ห่มทับหลายหัวเมืองใหญ่ อาทิ เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น ตลอดจนถึง กรุงเทพมหานคร (อ่านต่อ: หวั่นแย่ลงอีก! วิกฤตฝุ่นพิษPM2.5 ‘กทม.’ มลพิษสูงที่สุดในฤดูหนาว, ฝุ่น : PM 2.5 ในเชียงใหม่ขึ้นสูงแตะอันดับหนึ่งของโลก, Air quality worsens but data lacking in Northeast areas) โดยสถานการณ์ฝุ่นควันมีความสาหัสที่สุดในช่วงระหว่างฤดูแล้งตั้งแต่ ปลายเดือนธันวาคมของปีก่อนหน้า เรื่อยมาจนถึงต้นเดือนพฤษภาคม เมื่อฤดูฝนมาถึง จะสังเกตได้ว่าช่วงเวลาประสบปัญหาจากฝุ่น PM2.5 ในช่วงต้นปีของปีนี้มีความยาวนานขึ้นอย่างชัดเจน

กระนั้น สภาพปัญหามลพิษจากฝุ่นควัน PM2.5 ก็ยังไม่จางหายไปจากสังคมไทยเสียทีเดียว ย่างเข้าเดือนกันยายน ปัญหาหมอกควันย้อนกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ที่ภาคใต้ (อ่านต่อ: ภาคใต้ยังจมฝุ่นไฟป่า ทำอัตราผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจพุ่ง) และหลังจากนั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ ฝุ่นควัน PM2.5 ก็กลับมาปกคลุมกรุงเทพมหานครเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆอีกครั้ง (อ่านต่อ: กรุงเทพจมควัน PM2.5 แทนใต้ สมาคมแพทย์เตือนรัฐเร่งรับมือฝุ่นควันก่อน “เผาจริง” ปลายปี)

ล่วงไปจนถึงย่างเข้าฤดูแล้งช่วงปลายปี สถานการณ์ฝุ่นควันสาหัสก็กลับมาเยือนกรุงเทพมหานคร และหลายพื้นที่ในภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคเหนือตามคาดหมาย (อ่านต่อ: เชียงใหม่ฝุ่นPM2.5พุ่งเกินค่ามาตรฐานรับเทศกาลปีใหม่, กรุงเทพฯฝุ่นพิษ PM 2.5 พุ่ง ติดอันดับ 12 เมืองอากาศแย่ที่สุดในโลก) ชี้ให้เห็นว่ามาตรการต่างๆของภาครัฐที่เร่งทยอยออกมาเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ยังคงไม่ประสบความสำเร็จ ดังจะเห็นได้จาก ความล่าช้าในออกมาตรการรับมือฝุนควันของแต่ละท้องที่ จนทำให้ประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยง (อ่านต่อ: นักวิชาการชี้ฝุ่นพิษหลงฤดูในกรุงเทพฯ ฟ้องความล้มเหลวของภาครัฐในการรับมือปัญหามลพิษ PM2.5) หรือแม้กระทั่งมาตรการที่ออกมายังเน้นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยยังไม่ได้เอาจริงเอาจังกับการจัดการปัญหาที่ต้นเหตุนัก (อ่านต่อ: กทม.ติดตั้งหอฟอกอากาศเครื่องแรกที่หน้าเซ็นทรัลเวิร์ล นักวิชาการชี้ช่วยลด PM2.5 ได้ไม่มาก) นอกจากนี้มาตรการแจ้งเตือนสภาพอากาศของทางภาครัฐก็ยังไม่เหมาะสมกับการเตือนภัยในสภาพความเป็นจริงนัก จนทำให้ประชาชนยังต้องพึ่งพาแอปพลิเคชันตรวจเช็คคุณภาพอากาศเอกชนในการป้องกันตนเองจากสถานการณ์ฝุ่นควันพิษ (อ่านต่อ: Air4Thai ไม่แม่น ผู้เชี่ยวชาญแนะเช็คค่าฝุ่นแอปเรียลไทม์อื่น เตือนธันวานี้อ่วมแน่)

จากสถานการณ์ที่กล่าวมา จึงพอสรุปได้ว่าสถานการณ์หมอกควัน PM2.5 ยังคงเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ควรจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป

 

ภาพถ่ายดาวเทียมพายุซูเปอร์ไต้ฝุ่นฮากิบิส
ภาพถ่ายดาวเทียมพายุซูเปอร์ไต้ฝุ่นฮากิบิส จากเว็บไซต์ https://www.windy.com
  1. ท่วมแล้งรุนแรงพร้อมๆกัน สภาพอากาศแปรปรวนป่วนทั่วทุกภูมิภาค

เป็นที่ชัดเจนจากสถานการณ์สภาพอากาศที่แปรปรวนผิดปกติไปทั่วโลกว่าปีนี้เป็นปีเราประสบกับผลพวงจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยประสบมา ทั้งจากเหตุการณ์ไฟป่าครั้งใหญ่ในป่าอเมซอน (อ่านต่อ: ห่วงไฟป่าเปลี่ยนอเมซอนกระทบสภาพอากาศโลก) ไฟป่าครั้งใหญ่ในออสเตรเลียที่คุกคามถิ่นอาศัยของโคอาล่า จนสัตว์สัญลักษณ์ของออสเตรเลียชนิดนี้ตกในสภาวะเสี่ยงสูญพันธุ์ยิ่งขึ้น (อ่านต่อ: นับถอยหลังโคอาลาสูญพันธุ์ ไฟป่าออสเตรเลียคร่าชีวิตโคอาล่าไปแล้วกว่าพันตัว) ไปจนถึงพายุรุนแรงหลายลูกที่พัดเข้าถล่มญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องช่วงกลางปีที่ผ่านมา (อ่านต่อ: โลกร้อนส่งซูเปอร์ไต้ฝุ่นฮากิบิสถล่มโตเกียว อุตุฯญี่ปุ่นชี้ความรุนแรงพายุอาจถึงขั้นประวัติการณ์)

เหตุการณ์ความแปรปรวนของภูมิอากาศโลกกระทบถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยเช่นกัน โดยตั้งแต่ต้นปี ไทยก็ต้องพบกับพายุโซนร้อน “ปาบึก” พัดถล่มชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกในเดือนมกราคม นับเป็นพายุลูกแรกที่พัดถล่มพื้นที่นี้นับตั้งแต่มีการบันทึกประวัติการเกิดพายุในไทย (อ่านต่อ: พายุปาบึก: รู้อะไรแล้วบ้างเกี่ยวกับพายุนอกฤดูมรสุมรุนแรงที่สุดพัดถล่มอ่าวไทย)

ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศยังไม่หยุดอยู่เท่านั้น เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูฝนแต่กลับกลายเป็นว่าปีนี้ปริมาณน้ำฝนกลับตกน้อยผิดปกติเป็นประวัติการณ์เช่นกัน (อ่านต่อ: วิกฤต “ภัยแล้ง” มาเร็วกว่าเดิม น้ำทะเลหนุน น้ำเขื่อนแห้ง น้ำประปามีลุ้น เกษตรกรลุ่มเจ้าพระยาสาหัส) สภาวะภัยแล้วรุนแรงยังส่งผลกระทบไปทั่วภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ทำให้ประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ต้องประสบกับสภาวะขาดแคลนน้ำอย่างหนักตั้งแต่ยังไม่หมดฤดูมรสุม (อ่านต่อ: แล้งหนักกระทบทั้งลุ่มน้ำโขง นักวิจัยเบิร์กเลย์แลปเตือนโลกร้อนจะทำให้ยิ่งแล้ง)

จากสถานการณ์ความผิดปกติของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นผลพวงมาจากสภาวะโลกร้อน และเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในแวดวงวิชาการนานาชาติว่าสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเลวร้ายลงเรื่อยๆ และเวลาในการแก้ไขสถานการณ์กำลังหมดไปทุกที (อ่านต่อ: จับตาเวที COP25 นานาชาติประสานเสียงเร่งแก้โลกร้อน ชี้เวลากู้โลกกำลังจะหมด)

อย่างไรก็ดี เรายังไม่เห็นท่าทีที่กระตือรือร้นนักจากภาครัฐในการเร่งผลักดันแผนลดก๊าซเรือนกระจกให้เป็นไปตามเป้าหมายข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ตั้งเป้าควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้พุ่งสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส (อ่านต่อ: ที่ประชุมแก้ปัญหาโลกร้อนพังไม่เป็นท่า นับถอยหลังวันหายนะ) หรือแม้แต่ภาครัฐไทยเองก็ยังไม่มีการปรับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Nationally Determined Contributions หรือ NDCs) ของตน ให้มีความท้าทายยิ่งขึ้น เพื่อเติมช่องโหว่ของความพยายามลดก๊าซเรือนกระจก (emission gap) ที่ยังถ่างกว้าง (อ่านต่อ: ไทยยังไม่ปรับเป้าลดคาร์บอน แม้เวที COP25 ย้ำชัด ประชาคมโลกต้องยกระดับเป้าหมายสู้โลกร้อน) ซ้ำร้ายยังมีความพยายามจากภาคอุตสาหกรรมที่ยังผลักดันให้เกิดโครงการที่ส่งผลเสียต่อเป้าหมายการลดโลกร้อน (อ่านต่อ: อุตฯเชียงใหม่ยัน เหมืองอมก๋อยไม่กระทบสิ่งแวดล้อมพื้นที่ เพราะถ่านหินเอาไปเผาใช้ที่ลำปาง)

วิกฤตสภาวะโลกร้อนจึงเป็นเรื่องร้อนที่ชาวโลกยังต้องจับตา และเร่งหาทางแก้ไขสถานการณ์ให้เร็วที่สุดก่อนที่อนาคตของเราจะตกอยู่กับความไม่แน่นอนเช่นเดียวกับสภาพภูมิอากาศโลก

 

ทะเลทรายแม่น้ำโขง
สภาพแม่น้ำโขงลดต่ำผิดฤดูกาลเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม เผยให้เห็นป่าไคร้กลางแม่น้ำโขงแหังตายเพราะผลจากการขึ้นลงอย่างผิดปกติของแม่น้ำโขงในปีที่ผ่านมา //ขอบคุณภาพจาก: Chainarong Setthachua
  1. เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าและการพัฒนาขนานใหญ่ ต้นตอแม่น้ำโขงวิบัติ

ปี พ.ศ.2562 นับได้ว่าเป็นปีที่เราได้เห็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนนานาชาติที่เข้าไปลงทุนสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าบนแม่น้ำโขงสายประธาน ทั้งจากการทดลองเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเขื่อนไชยะบุรีในเดือนเมษายน และเริ่มดำเนินการผลิตไฟฟ้าส่งขายไทยอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม (อ่านต่อ: เขื่อนยักษ์ ‘ไซยะบุรี’ จ่ายไฟแล้ววันนี้) ความคืบหน้าโครงการเขื่อนดอนสะโฮงที่มีแผนจ่ายไฟไปยังกัมพูชาในเดือนมกราคมนี้ (อ่านต่อ: เขื่อนดอนสะโฮงเตรียมทดลองปั่นไฟเดือนตุลาคมส่งเขมร) หรือการประกาศเตรียมสร้างเขื่อนหลวงพระบาง อันจะเป็นเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าโครงการล่าสุดบนลำน้ำโขงเมื่อเดือนตุลาคม (อ่านต่อ: นักสิ่งแวดล้อมวิพากษ์ กระบวนการ PNPCA ตรายาง ทำน้ำโขงวิบัติ หลังลาวประกาศเดินหน้าเขื่อนหลวงพระบาง)

ความเคลื่อนไหวในวงการก่อสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงในปีที่ผ่านมา สอดรับกับสภาพความเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วของระบบนิเวศแม่น้ำโขงที่ปรากฎให้เห็นอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยพบว่าการขึ้นลงของระดับน้ำในแม่น้ำโขงมีความผันผวนรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาที่ระดับน้ำโขงลดลงต่ำสุดในรอบ 50 ปี ทั้งๆที่อยู่ในช่วงฤดูฝน และแม่น้ำยังคงมีความผันผวนรุนแรงไปจนตลอดทั้งปี (อ่านต่อ: แม่น้ำโขง : เกิดอะไรขึ้นกับไทย เมื่อจีนและลาวไม่ระบายน้ำจากเขื่อนบนแม่น้ำโขง)

จากสภาพการณ์ความผันผวนรุนแรงของกระแสน้ำในแม่น้ำโขง ทำให้ระบบนิเวศของแม่น้ำเกิดความเสียหายอย่างหนัก ปลาจำนวนมากติดตื้นแห้งตาย ไม่สามารถว่ายน้ำขึ้นไปวางไข่ในฤดูน้ำหลากได้ จนสร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารในอนาคต (อ่านต่อ: ชาวบ้านร้องเขื่อนเปลี่ยนแม่น้ำโขงเป็นทะเลทราย กุ้งหอยปูปลาแห้งตายเกลื่อน)

ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงปีที่ผ่านมาเรายังได้เห็นปรากฎการณ์ที่แม่น้ำโขงเปลี่ยนสี จากสีปูนขุ่น กลายเป็นสีฟ้าคราม ซึ่งชี้ให้เห็นผลกระทบต่อการไหลของตะกอนจากการสร้างเขื่อนอย่างชัดเจน เนื่องจากน้ำใสปราศจากตะกอนดังกล่าวจะกัดเซาะพาเอาตะกอนออกจากตลิ่งและท้องน้ำเพื่อคืนสมดุลตะกอน นำไปส่การพังทลายของตลิ่งในที่สุด (อ่านต่อ: ผู้เชี่ยวชาญชี้ แม่น้ำโขงสีคราม ส่งสัญญาณเตือนไทยเสียดินแดน)

จากสถานการณ์ดังกล่าว จึงแสดงให้เห็นว่า ผลกระทบต่อเนื่องจากการสร้างและดำเนินการเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าในแม่น้ำโขง กำลังทำให้ระบบนิเวศแม่น้ำโขง อันเป็นฐานทรัพยากรสำคัญที่อุ้มชูผู้คนหลายสิบล้านคน ตลอดสองฝั่งแม่น้ำใน 5 ประเทศ ใกล้ถึงจุดแตกหักเข้าไปทุกที จนอาจสร้างภัยร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมในอนาคต หากแต่ยังไม่มีทีท่าว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคจะทบทวนแผนการลงทุนเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าในแม่น้ำโขง และลงมือแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด

ด้วยเหตุนี้ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อมจึงเลือกให้กรณีแม่น้ำโขงวิบัติให้เป็นประเด็นสิ่งแวดล้อมที่สาหัสที่สุดในปี พ.ศ. 2562 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปนี้