สะท้อนผลงานรัฐบาลเนื่องในวันสิ่งแวดล้อม ชี้รัฐยังเน้นการเติบโตเศรษฐกิจ ไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

สะท้อนผลงานรัฐบาลเนื่องในวันสิ่งแวดล้อม ชี้รัฐยังเน้นการเติบโตเศรษฐกิจ ไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมชี้ วันสิ่งแวดล้อมไทย การเสิร์ฟซุปหูฉลามในงานเลี้ยงพรรคร่วมรัฐบาลเพียง 1 วัน ก่อนถึงวันสิ่งแวดล้อมไทย ในวันที่ 4 ธันวาคม สะท้อนชัดว่าภาครัฐไทยยังไร้ความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมเตือนให้รัฐบาลเร่งปรับเปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาให้คำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเป็นสำคัญ เพื่อรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (climate change)

จากการรายงานข่าวแกนนำรัฐบาล ซึ่งรวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ กินเลี้ยงสังสรรค์กับสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม โดยมีซุปหูฉลามเป็นหนึ่งในเมนูของงานเลี้ยง นำไปสู่กระแสความไม่พอใจในหมู่ผู้รักธรรมชาติ เพราะเป็นที่ตระหนักในวงกว้างจากการรณรงค์ของนักอนุรักษ์อย่างยาวนานว่า ธรรมเนียมการเสิร์ฟเมนูหูฉลาม นำไปสู่การล่าฉลามขนานใหญ่ เพียงเพื่อตัดเอาครีบหูของฉลามเพื่อป้อนความต้องการของตลาด ทำให้ประชากรฉลามทั่วโลกลดลงอย่างรวดเร็วจนใกล้สูญพันธุ์

งานเลี้ยง
ภาพบรรยากาศภายในงานเลี้ยงพรรคร่วมรัฐบาลที่มีการเสิร์ฟเมนูหูฉลามเจ้าปัญหา //ขอบคุณภาพจาก: ตัวจี๊ดปรี๊ดข่าว

ข้อมูลจากกรีนพีชระบุว่า จากความต้องการครีบหูฉลามที่สูงมาก โดยเฉพาะจากประเทศในแถบเอเชียตะวันออก และการล่าฉลามเพื่อเอาครีบอย่างไม่บันยะบันยัง ทำให้ฉลามหลายชนิดมีประชากรลดลงกว่า 90-95% ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับผลการศึกษาโดย Boris Worm และคณะ ที่เปิดเผยว่า ในแต่ละปีมีฉลามกว่า 100 ล้านตัวถูกล่าเพื่อเอาครีบ หรือติดเครื่องมือประมงตาย ซึ่งเทียบเท่ากับว่า แต่ละวันจะมีฉลามถูกล่ากว่า 200,000 ตัว หรือเฉลี่ยแล้วจะมีฉลามตายวินาทีละ 3 ตัวเลยทีเดียว

ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาทางทะเล จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แสดงความเห็นต่อกรณีนี้ว่า แม้ว่าจะเป็นไปได้มากว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารที่ร่วมในงานเลี้ยงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเลือกเสิร์ฟเมนูหูฉลามในงานเลี้ยงแกนนำรัฐบาล และเป็นการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ แต่การละเลยประเด็นรณรงค์ไม่รับประทานหูฉลาม เพื่ออนุรักษ์ประชากรฉลาม ชี้ให้เห็นว่าผู้นำในระดับนโยบายของรัฐบาลไม่ใส่ใจต่อประเด็นสิ่งแวดล้อม แม้เพียงกระทั่งแสดงตนเป็นตัวอย่างที่ดีด้านสิ่งแวดล้อมเลย

ไม่เพียงแต่การเมินเฉยต่อการรณรงค์ไม่บริโภคหูฉลาม ศักดิ์อนันต์ กล่าวว่า ความไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมของภาครัฐยังแสดงออกในอีกหลายๆกรณี อาทิ การถอนพื้นที่ชายฝั่งอันดามันตอนล่างออกจากรายการที่จะนำเสนอมรดกโลก เพียงเพราะข้อทักท้วงอย่างไม่เป็นทางการจากฝ่ายเศรษฐกิจว่าการเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกในพื้นที่ดังกล่าว อาจทำให้รัฐไม่สามารถสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา ที่ จ.สตูล ได้

“และมันก็แสดงให้เห็นได้จากหลายกิจกรรม หลายโครงการ หลายนโยบายที่ไม่แคร์สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าเราจะชี้ให้เห็นผลเสียของการสร้างกำแพงกันคลื่นอย่างไร ไม่ว่าเราจะแสดงให้เห็นว่า ปากบารา มีความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร ไม่ว่าจะมีเสียงคัดค้านเรื่องการสร้างทางเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ว่าจะบอกเล่าถึงโครงการฝายขยะในป่าอนุรักษ์ และสารพัดโครงการที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เขาไม่เคยสนใจเรื่องแบบนี้” ศักดิ์อนันต์ ทิ้งท้าย

“เราจึงได้เห็นเรื่องราวที่ไม่แคร์สิ่งแวดล้อมอยู่เป็นประจำ”

มาบตาพุด
หนึ่งในผลงานพัฒนาอุตสาหกรรมของรัฐไทย นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง //ขอบคุณภาพจาก: เบญจ์ เพชราภิรัชต์

ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมหาศารคาม ชี้ว่า ความเพิกเฉยของรัฐบาลต่อประเด็นสิ่งแวดล้อม มีสาเหตุจากฐานวิธีคิดของผู้นำรัฐบาลที่ไม่เห็นความสำคัญของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นรัฐบาลและหน่วยงานรัฐจึงมีแนวยุทธศาสตร์ และแผนนโยบายการพัฒนาประเทศ ที่คำนึงเฉพาะมิติด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก

ดังจะเห็นได้จากหลายๆโครงการที่รัฐบาลผลักดัน ยกตัวอย่างเช่น การส่งเสริมกิจการอ้อยน้ำตาลในภาคอีสาน ที่นำไปสู่การขยายตัวของการเพาะปลูกอ้อยเชิงเดี่ยว การก่อตั้งโรงงานน้ำตาล และโรงไฟฟ้าชีวมวล ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมร้ายแรงต่อระบบนิเวศและประชาชนในพื้นที่จาก การปนเปื้อนสารเคมีเกษตรจากไร่อ้อย น้ำเสียจากโรงงานน้ำตาล หรือฝุ่นควัน PM2.5 จากการเผาอ้อยและโรงไฟฟ้าชีวมวล

“แม้ไทยจะเป็น 1 ในประเทศภาคีที่ร่วมดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ แต่ภาครัฐไทยไม่ได้ยึดหลัก SDGs ในการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากมติของภาครัฐที่อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างใหญ่หลวง เช่น การล้มมติยกเลิกการใช้ 3 สารเคมีเกษตร แผนการอนุญาตเปิดเหมืองทอง หรือการที่ภาครัฐยังคงยึดติดกับการสร้างเขื่อน เผาเชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า” ไชยณรงค์ กล่าว

เขากล่าวเตือนว่า จากสถานการณ์สภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเลวร้ายลงทุกที ซึ่งจะส่งผลให้ประชาคมโลก รวมถึงไทย ต้องเผชิญกับภัยพิบัติจากสภาวะอากาศแบบสุดขั้ว แนวทางการพัฒนาที่ก่อความเสียหายต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ย่อมเป็นการซ้ำเติมวิกฤตภัยด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศให้สาหัสยิ่งขึ้น ดังนั้นเหล่าผู้นำในรัฐบาลไทยจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปลี่ยนฐานวิธีคิด โดยให้คำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นหลักในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของสังคมไทยในการรับมือกับภัยจากสภาวะโลกร้อน

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 , , , ,