จับทิศทาง 5 เทรนด์พลาสติกเพื่อความยั่งยืน จากงานนวัตกรรมพลาสติกและยางที่ใหญ่ที่สุดในโลก

จับทิศทาง 5 เทรนด์พลาสติกเพื่อความยั่งยืน จากงานนวัตกรรมพลาสติกและยางที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

พลาสติกเป็นวัสดุที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ในปีพ.ศ. 2450 และกลายเป็นที่นิยมใช้งานกันแพร่หลายในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา พลาสติกเป็นวัสดุที่ยืดหยุ่น ราคาถูกและมีประโยชน์ ทว่าหลังจากค้นพบว่าการใช้จำนวนมากนั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้สังคมเริ่มตื่นตัวและสร้างสรรค์ทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภาคเอกชนนั้นได้มีบทบาทสำคัญ ร่วมค้นคว้าและพัฒนานวัตกรรมพลาสติกเพื่อความยั่งยืน

งานจัดแสดงนวัตกรรมและสินค้าพลาสติกและยางที่ใหญ่ที่สุดในโลก “K2019” ที่เมืองดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 16-23 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลาสติกชั้นนำจากทั่วโลกเข้าจัดแสดงนวัตกรรมถึง 3,300 รายจาก 63 ประเทศ รวมถึง “เอสซีจี” หนึ่งในผู้นำธุรกิจปิโตรเคมีของไทย งานซึ่งจัดทุกสามปีคราวนี้มาในคอนเซ็ปต์ “พลาสติกเพื่อความยั่งยืน” และ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy)  แสดงถึงเทรนด์อุตสาหกรรมพลาสติกโลก โดยมี 5 เทรนด์น่าจับตา

K2019
งานจัดแสดงนวัตกรรมและสินค้าพลาสติกและยาง K2019 ณ เมืองดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี // ภาพ เอสซีจี

 

1. รีไซเคิลได้ง่ายขึ้น

บรรจุภัณฑ์มักผสมกับวัสดุชนิดอื่นที่ไม่ใช่พลาสติก เช่น เป็นฟิล์มซ้อนทับหลายชั้น ทำให้ไม่สามารถรีไซเคิลได้ ผู้ประกอบการหลายเจ้าไม่ว่าจะเป็น Sabic, Borealis, Dow และผู้ประกอบการจากทางไทยอย่างเอสซีจี จึงนำแนวคิด Mono Materials ที่พัฒนาบรรจุภัณฑ์หลายชั้นโดยใช้วัสดุชนิดเดียวกันทั้งหมดเพื่อให้นำไปรีไซเคิลได้

 

Mono Materials
ตัวอย่างบรรจุภัณฑ์ Mono Materials // ภาพ เอสซีจี

      2. ลดทรัพยากรการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพวัสดุ

พัฒนาพลาสติกประเภทอุตสาหกรรมเฉพาะทางให้ลดปริมาณทรัพยากรที่ใช้ผลิตลง เช่น เทคโนโลยี SMX™ ที่เอสซีจีใช้กับงานหลากหลายชนิด อาทิ ถังบรรจุสารเคมีขนาดใหญ่ บรรจุภัณฑ์ประเภทฟิล์มที่สามารถทนต่อแรงกระแทกและแรงเจาะทะลุได้ดีเป็นพิเศษ และฝาน้ำอัดลมรุ่นน้ำหนักเบา ใช้วัสดุน้อยลงแต่ให้ความแข็งแรงมากขึ้น นอกจากนี้ยังต่อยอดสู่การผลิตท่อที่รองรับแรงดันสูง เช่น ท่อก๊าซและเหมืองต่อไป

 

      3. นำขยะกลับมาเป็นวัตถุดิบ

หัวใจหลักของเศรษฐกิจหมุนเวียนคือการฟื้นคืนทรัพยากรให้เหลือของเสียทิ้งน้อยที่สุด เทคโนโลยีรีไซเคิลมีทั้งการรีไซเคิลด้วยกระบวนการกล (Mechanical Recycling) นำพลาสติกใช้งานแล้วมาทำเป็นเม็ดพลาสติกและขึ้นรูปเป็นสินค้าเพื่อใช้งานโดยตรง หรือการรีไซเคิลด้วยกระบวนการเคมีภัณฑ์ (Chemical Recycling) นำพลาสติกมูลค่าต่ำหรือรีไซเคิลไม่่ได้กลับไปเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในกระบวนการผลิตทั้งในรูปแบบก๊าซและของเหลว ซึ่งได้รับการรับรองว่ามีคุณสมบัติเทียบเท่าพลาสติกปกติ สัมผัสอาหารได้ โดยมีสินค้าหลายแบรนด์ที่นำไปใช้เป็นบรรจุภัณฑ์แล้ว เช่น คนอร์ และกล่องไอศกรีมแม็กนั่มของยูนิลีเวอร์

     4. วัสดุทางเลือก

ผลิตพลาสติกทางเลือกจากหลากหลายวิธี เช่น ผลิตจากมวลชีวภาพอย่างกากอ้อยและข้าวโพด  (Bio-based Feedstock) และการสังเคราะห์จากคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อทดแทนการผลิตจากปิโตรเลียมที่มีอยู่จำกัด ที่สำคัญคือผู้บริโภคต้องแยกทิ้งบรรจุภัณฑ์ประเภทนี้เพราะไม่สามารถรีไซเคิลได้เหมือนพลาสติกทั่วไป

      5. ผนึกกำลังเพื่อความยั่งยืน

งาน K2019 เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบจากหลากหลายแหล่งผลึกกำลังเพื่อความยั่งยืน ไม่ว่าจะบริษัทต่างชาติ เช่น BASF ที่จับมือกับ Jaguar Land Rover ร่วมศึกษาการนำขยะมาผลิตชิ้นส่วนในรถยนต์ และบริษัทไทยอย่างเอสซีจีกับเบทาโกรที่ร่วมพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะกับการบรรจุไก่สดเป็นพิเศษ

บูธเอสซีจีในงาน K2019 // ภาพ เอสซีจี

เทรนด์พลาสติกเพื่อความยั่งยืนทั้ง 5  สะท้อนให้เห็นว่าเหล่าผู้ประกอบการมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์่ทางเลือกการใช้พลาสติกที่ยั่งยืนตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง สอดคล้องกับหัวใจของเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยงานแสดงนวัตกรรมพลาสติกและยางที่ใหญ่ที่สุดในโลก “K2022” ครั้งหน้าจะจัดขึ้นครั้งหน้าระหว่างวันที่ 19-26 ตุลาคม 2022

 

 

 

 , , , , ,