เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชี้ ย้ายชัยวัฒน์ไปปัตตานีไม่แก้ปัญหา ย้ำต้องพักราชการเท่านั้น

ทส.สั่งย้ายด่วน ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้ต้องหาหลักในคดีการอุ้มฆ่า บิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ แกนนำชุมชนกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ไปประจำที่สำนักทรัพยากรจังหวัดปัตตานี ด้านเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองระบุ คำสั่งย้ายชัยวัฒน์เป็นเพียงความพยายามลดแรงกดดันจากสังคม แต่ไม่ช่วยป้องกันการใช้อำนาจในตำแหน่งราชการของผู้ต้องหา ข่มขู่คุกคามพยาน ย้ำต้องสั่งพักราชการ ชัยวัฒน์และพวกเท่านั้น

จากกรณีที่ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จตุพร บุรุษพัฒน์ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ว่า สำนักงานปลัด ทส.ได้รับหนังสือจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ขอให้กระทรวงฯ พิจารณาย้าย ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร จากตำแหน่งเดิม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 อุบลราชธานี ไปประจำสำนักทรัพยากรจังหวัดปัตตานี โดยชี้แจงว่าการย้ายตำแหน่งของ ชัยวัฒน์ เป็นการโยกย้ายข้าราชการตามวาระปกติ ไม่เกี่ยวข้องกับการตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอุ้มฆ่าบิลลี่ หรือการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยื่นเรื่องขอเพิกถอนการประกันตัวของ ชัยวัฒน์ แต่อย่างใด

ชัยวัฒน์
ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร //ขอบคุณภาพจาก: อุดมเดช เกตุแก้ว

ศักดิ์ดา แสนมี่ เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย แสดงความเห็นต่อการโยกย้ายตำแหน่งของ ชัยวัฒน์ ว่า คำสั่งโยกย้ายดังกล่าวถือว่าขัดกับข้อเรียกร้องของกลุ่มเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ 6 องค์กร ที่ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ทางกลุ่มได้ยื่นหนังสือเรียกร้องต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วราวุธ ศิลปอาชา ให้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาให้พักราชการ ชัยวัฒน์ กับพวกรวม 4 คน ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอุ้มฆ่าบิลลี่ ในระหว่างที่กำลังดำเนินคดีอยู่ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาใช้อำนาจตามตำแหน่งราชการเข้ามาข่มขู่คุกคามพยาน และแทรกแซงการสืบสวนคดี

“เรามองว่าคำสั่งย้าย ชัยวัฒน์ ไปประจำสำนักทรัพยากรจังหวัดปัตตานี เป็นเพียงความพยายามของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่จะแสดงต่อสังคมว่า กระทรวงฯไม่ได้นิ่งนอนใจต่อการตกเป็นผู้ต้องหาของ ชัยวัฒน์ และได้มีคำสั่งการต่อกรณีดังกล่าวแล้ว” ศักดิ์ดา กล่าว

“อย่างไรก็ดี แม้ว่าตำแหน่งใหม่ของ ชัยวัฒน์ ที่สำนักทรัพยากรจังหวัดปัตตานี จะไม่มีอำนาจเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุในคดี แต่เขายังมีอำนาจในฐานะข้าราชการระดับสูงอยู่ ซึ่งเขาอาจใช้อำนาจดังกล่าวในการแทรกแซงการสอบสวนคดี หรือข่มขู่คุกคามพยานในคดีได้”

ดังนั้น เขาจึงย้ำว่า กระทรวงฯควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาพักราชการผู้ต้องหาทั้งหมดในคดีจนกว่าการพิจารณาคดีจะสิ้นสุด เพื่อหลีกเลี่ยงอุปสรรคต่างๆต่อการสอบสวนคดี และให้ความคุ้มครองพยานในคดี จากการใช้อำนาจในตำแหน่งราชการโดยมิชอบ

เขายังกล่าวเสริมว่า การพักราชการผู้ต้องหาในคดีนี้ทั้งหมด ยังเป็นผลดีต่อภาครัฐเช่นกัน เพราะการที่ ชัยวัฒน์และพวก ตกเป็นผู้ต้องหาในคดี จำเป็นต้องเดินทางไปขึ้นศาลเพื่อต่อสู้คดี พวกเขาจึงไม่สามารถปฏิบัติราชการได้อย่างเต็มที่ จึงควรให้ผู้ต้องหาทั้งหมดออกจากราชการเป็นการชั่วคราวไปก่อนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ซึ่งถ้าหากศาลพิพากษายกฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมด กระทรวงฯก็ยังสามารถให้พวกเขากลับมารับตำแหน่งราชการได้อีกครั้ง

เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์
ตัวแทนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ 6 องค์กร ยื่นหนังสือเรียกร้องให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พักราชการ ชัยวัฒน์และพวก ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีอุ้มฆ่าบิลลี่ จนกว่าคดีจะถึงที่สุด //ขอบคุณภาพจาก: มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวไทยพีบีเอส รายงานว่า พนักงานสอบสวน DSI ได้ยื่นเรื่องพร้อมหลักหลักฐานประกอบต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อให้พิจารณาเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวของชัยวัฒน์แล้ว

โดย พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ และรองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้ข้อมูลว่า จากพฤติการณ์ของชัยวัฒน์ ที่ก่อนหน้านี้ผู้ต้องหาได้ปฏิเสธไม่ให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวน แต่ต่อมากลับไปให้ข้อมูลอันเกี่ยวเนื่องกับคดีกับสื่อมวลชนหลายสำนัก DSI เห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายการเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และทำให้เป็นอุปสรรคในการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ ทาง DSI จึงร่างรายงานพฤติการณ์ของชัยวัฒน์ และยื่นต่อศาลเพื่อให้พิจารณาเพิกถอนประกันของผู้ต้องหา

ไทยพีบีเอส รายงานว่า คำร้องของ DSI ยังขอให้ศาลพิจารณาเพิ่มเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาในคดีนี้ มิให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับคดี หรือให้ข้อมูลกับประชาชนผ่านระบบอินเตอร์เน็ตแก่ประชาชนเกี่ยวกับคดีนี้ และห้ามไม่ให้ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนไปในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบวัตถุพยานสำคัญ และมีพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องอาศัยอยู่ เนื่องจากสร้างความหวาดกลัวให้กับพยาน หรือให้ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนใส่กำไลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันการหลบหนี โดยศาลรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว และนัดให้มาฟังคำสั่งในวันที่ 25 พฤศจิกายน เวลา 13.30 น.

ในวันเดียวกัน ศาลอาญามีนบุรีได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.6246/2561ที่ ชัยวัฒน์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง  อดีต ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ สมัคร ดอนนาปี และวุฒิ บุญเลิศ นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชน ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีที่ วุฒิ โพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการตรวจสอบการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินทับที่ป่า ไร่ชัยราชพฤกษ์ ซึ่งพี่ชายของชัยวัฒน์ มีชื่อเป็นผู้ครอบครอง โดยศาลพิจารณายกฟ้อง เนื่องจากศาลเห็นว่าหลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะชี้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมตามฟ้อง

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง