ย้ำอีกครั้งก่อนไทยกลายเป็นถังขยะโลก ภาคประชาสังคมร้องรัฐแก้กม. แบนนำเข้าขยะพิษ

ย้ำอีกครั้งก่อนไทยกลายเป็นถังขยะโลก ภาคประชาสังคมร้องรัฐแก้กม. แบนนำเข้าขยะพิษ

มลพิษขยะอันตรายยังเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อคุณภาพชีวิตประชาชนและสิ่งแวดล้อมในหลายพื้นที่ของไทย ตัวแทนชุมชนที่ได้รับผลกระทบระบุ ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบ ให้ออกข้อกำหนดในการห้ามนำเข้าขยะพิษจากต่างประเทศ และทบทวนแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อยกระดับมาตรการกำกับดูแลกิจการโรงงานกำจัดขยะและป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม

เครือข่ายองค์กรสิ่งแวดล้อม นักวิชาการ และตัวแทนชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษโรงงานกำจัดขยะอันตรายจาก 9 พื้นที่ในภาคตะวันออกและภาคกลาง จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง”การจัดการขยะและของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ผลักดันสู่นโยบายรัฐ” เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบอีกครั้ง ให้ยกเลิกการนำเข้าขยะอันตรายทุกชนิดเข้ามากำจัดในประเทศไทย และปรับแก้กฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องให้มีการป้องกันสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะของประชาชนที่เข้มงวดรัดกุมขึ้น หลังจากยังพบว่าหลายพื้นที่ในภาคตะวันออกและภาคกลางยังได้รับผลกระทบจากโรงงานกำจัดขยะพิษ และการลักลอบทิ้งขยะอันตรายในที่สาธารณะ

เวทีประชุม
บรรยากาศการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การจัดการขยะและของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ผลักดันสู่นโยบายรัฐ” ที่ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ปรัชญ์ รุจิวนารมย์

ตัวแทนภาคประชาชนจาก ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี สุนทร คมคาย เปิดเผยในเวทีการประชุมว่า ชาวบ้าน ต.เขาไม้แก้ว ได้รับผลกระทบจากกลิ่นเหม็นขยะ และการปนเปื้อนสารพิษจากขยะอันตรายในสิ่งแวดล้อม หลังจากเมื่อปีพ.ศ. 2561 มีโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมเข้ามาตั้งกิจการอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรม แม้ว่าชาวบ้านเคยร้องเรียนแล้วกับผู้ว่าราชการจังหวัด และทางการได้มีมติให้จัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษจากโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม หากแต่ก็ไม่มีความคืบหน้า ซ้ำร้ายปัญหากลับยิ่งแย่ลง

“หลังจากโรงงานแห่งนี้เริ่มดำเนินกิจการก็มีการนำเอากากอุตสาหกรรมจำนวนมากจากนอกพื้นที่เข้ามาจัดการที่นี่ มีกองขยะอุตสาหกรรมกว่า 200,000 ตันกองในพื้นที่ ไม่มีการคลุมผ้ายางใดๆทั้งสิ้น ทำให้ฝนชะสารเคมีอันตรายลงน้ำใต้ดิน” สุนทร กล่าว

“กากอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นสารอันตราย ต้องมีการจัดการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างรัดกุม แต่ความเป็นจริงพบว่าการจัดการขยะในพื้นที่ทำได้แย่ พบคันกั้นบ่อขยะขาด น้ำขยะไหลปะปนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ปนเปื้อนแม่น้ำ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่ใช้ในการทำเกษตรกรรม ทำให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชนเกษตรอินทรีย์ที่อยู่ข้างเคียง และท้ายน้ำจากโรงงาน”

เขายังเปิดเผยว่า ชาวบ้านในพื้นที่แทบไม่ได้รับทราบมาก่อนเลยว่าจะมีโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมเข้ามาก่อตั้งในพื้นที่ ไม่รับรู้เงื่อนไขในการอนุญาตให้เปิดโรงงาน ดังนั้นเมื่อโรงงานเริ่มดำเนินกิจการ ชาวบ้าน ติดตามไม่ได้ว่าโรงงานทำถูกต้องตามเงื่อนไขหรือไม่

“พื้นที่ต.เขาไม้แก้วถูกกำหนดเป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับเกษตรกรรมในผังเมือง ซึ่งตามจริงแล้วไม่สามารถตั้งโรงงานอุตสาหกรรมได้ แต่โรงงานนี้เกิดขึ้นได้เพราะคำสั่งคสช.ที่ยกเว้นข้อจำกัดของกฎหมายผังเมือง ทำให้โรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมนี้สามารถก่อตั้งได้ ดังนั้นชาวบ้านจึงอยากให้มีการทบทวนการอนุญาตและกำกับดูแลการขยายกิจการกำจัดขยะอันตรายในพื้นที่ผลิตอาหาร และพื้นที่ชุมชน” เขากล่าวทิ้งท้าย

สัมพันธ์ ศรีรัตนกูล ตัวแทนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาขยะพิษจาก จ.สระแก้ว กล่าวว่า นับตั้งแต่รัฐบาลริเริ่มโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ก็พบว่ามีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมกำจัดขยะเข้ามาก่อตั้งในพื้นที่ จ.สระแก้ว เป็นจำนวนมาก โดยจากการสอบถามข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมจังหวัดพบว่า มีการยื่นเรื่องขอตั้งโรงงานกำจัดขยะอันตรายที่สระแก้วแล้วกว่า 40 โรงงาน ซึ่งถ้าหากรัฐอนุญาตให้ก่อตั้งโรงงานทุกคำขอ จะมีโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมมาตั้งใน จ.สระแก้ว ตกเฉลี่ยแล้วตำบลละโรงเลยทีเดียว

ขยะนำเข้า
ภาพการตรวจค้นตู้สินค้าที่พบว่ามีการลักลอบนำเข้า่ขยะพลาสติก ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี //ขอบคุณภาพจาก: มูลนิธิบูรณะนิเวศ

ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง อธิบายว่า การหลั่งไหลของขยะพิษจากต่างประเทศเข้ามาในไทย และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของบธุรกิจรีไซเคิลและกำจัดขยะในไทย มีปัจจัยสำคัญมาจากการที่ประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้รับรีไซเคิลและกำจัดขยะอันตรายเจ้าใหญ่ ได้ออกมาตรการยกเลิกการนำเข้าขยะอันตรายและเพิ่มดีกรีความเข้มงวดการประกอบกิจการกำจัดขยะในประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้ขยะส่งออกจากประเทศพัฒน่าแล้วจำนวนมากจึงทะลักเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆที่ยังไม่มีการจำกัดการนำเข้าขยะอันตราย และมีกฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อมอ่อนแอ

จากการสำรวจข้อมูลการนำเข้าขยะพบว่า ในปีพ.ศ. 2561 ประเทศไทยมีอัตราการนำเข้าขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นถึง 2,000 – 7,000% และมีการนำเข้ามีขยะอิเล็กทรอนิกส์มากถึง 38,423 ตันภายในระยะเวลาปีเดียว ข้อมูลยังเผยว่าไทยรับนำเข้าขยะอันตรายจากกว่า 81 ประเทศ โดย ญี่ปุ่น ฮ่องกง และสหรัฐ เป็นประเทศที่ส่งออกขยะพลาสติกมาจัดการที่ไทยมากที่สุด 3 อันดับแรก

เพ็ญโฉม กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาครัฐไทยเองก็มีทิศทางนโยบายมุ่งเน้นส่งเสริมการลงทุนในกิจการคัดแยก รีไซเคิล และกำจัดขยะอันตราย มากกว่าที่จะป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เห็นได้จากการออกคำสั่งคสช.4/2559 ยกเลิกการบังคับใช้กม.ผังเมืองสำหรับกิจการรีไซเคิลและกำจัดขยะ หรือกฎหมายใหม่ๆ เช่น พรบ.โรงงาน ที่มีการผ่อนปรนกฎระเบียบให้สามารถอนุญาตก่อตั้งโรงงานรับกำจัดขยะได้ง่ายขึ้น

ข้อผ่อนปรนต่างๆในการอนุญาตและกำกับดูแลกิจการรับกำจัดขยะอันตรายทำให้หลายๆโรงงานมีมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ต่ำมาก ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงประสบความเดือดร้อนเป็นอย่างมากจากปัญหามลพิษที่ปนเปื้อนมาจากโรงงานเหล่านี้

ด้วยเหตุนี้ เพ็ญโฉมจึงเสนอให้รัฐบาลยกเลิกคำสั่งคสช.ฉบับที่ 4/2559 และปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีมาตรการควบคุมดูแลการประกอบกิจการรีไซเคิลและกำจัดขยะให้เข้มงวดรัดกุมขึ้น

นอกจากนี้ สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ยังเสนอเพิ่มเติมให้มีการปฏิรูปกระบวนการพิจารณาการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการ (EIA) และยกเลิกข้อผ่อนปรนในการอนุญาตก่อตั้งโรงงานรับกำจัดขยะ เพื่อไม่ให้มีการขยายกิจการที่สร้างมลพิษรุนแรงเหล่านี้ไปยังพื้นที่ผลิตอาหารและพื้นที่อยู่อาศัยอย่างไร้การควบคุม โดยเขาเสนอให้ตั้งโรงงานกำจัดขยะอันตรายและกากอุตสาหกรรมเฉพาะภายในนิคมอุตสาหกรรม และต้องมีมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด

 , , , ,