แล้งจนไม่พอปลูกข้าว นักวิชาการแนะเร่งเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน รับมือแล้งวิกฤต

แล้งจนไม่พอปลูกข้าว นักวิชาการแนะเร่งเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน รับมือแล้งวิกฤต

กรมชลประทานเผย สถานการณ์ภัยแล้งในช่วงฤดูแล้งปีนี้ส่อเค้าสาหัส หลังพบว่าปริมาณน้ำจัดสรรจากอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศสำหรับฤดูแล้งปีพ.ศ. 2562/2563 มีอยู่เพียง 17,620 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เท่านั้น ไม่เพียงพอต่อการสนับสนุนการทำนาปรังในเขตชลประทาน อีกทั้ง 6 เขื่อนใหญ่ยังมีน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ด้านนักวิชาการการจัดการน้ำเสนอให้กรมชลประทานเร่งปรับปรุงระบบชลประทานที่มีอยู่ให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่ และสร้างแหล่งเก็บน้ำขนาดเล็กท้องถิ่น เพื่อรับมือสภาวะภัยแล้ง

ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึง สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ทั่วประเทศว่า ณ วันที่ 7 พฤศจิกายน มีน้ำต้นทุนกักเก็บ อยู่ที่ 50,341 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 66 ของความจุอ่างทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งมีปริมาณน้อยกว่าปริมาณน้ำสะสมในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ซึ่งมีปริมาณกักเก็บรวม 61,197 ล้าน ลบ.ม. อยู่ถึง 10,856 ล้าน ลบ.ม.

อธิบดีกรมชลประทานยังเปิดเผยว่า ปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก็มีปริมาณต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วมากเช่นกัน โดยปริมาณน้ำกักเก็บรวมในเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิตต์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสัก เหลืออยู่รวม 11,998 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 48 เท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำกักเก็บเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนปีที่แล้วที่ 19,536 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 79

ข้อมูลน้ำในเขื่อน
ข้อมูลน้ำใน 4 เขื่อนหลัก ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และ 5 เขื่อนปริมาณน้ำน้อยวิกฤต //ที่มา: คลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ

นอกจากนี้ จากข้อมูลการกักเก็บน้ำของอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศยังพบว่า มีเขื่อนขนาดใหญ่ถึง 6 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำกักเก็บในช่วงเริ่มต้นฤดูแล้งต่ำกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างได้แก่ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา (ร้อยละ 27) เขื่อนอุบลรัตน์ (ร้อยละ 24) เขื่อนลำพระเพลิง (ร้อยละ 21) เขื่อนลำนางรอง (ร้อยละ 21) เขื่อนทับเสลา (ร้อยละ 23) และเขื่อนกระเสียว (ร้อยละ 22)

ดังนั้นกรมชลประทานจึงสามารถจัดสรรน้ำสำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค การเกษตร อุตสาหกรรม และรักษาระบบนิเวศคตลอดฤดูแล้ง (ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2562 – 30 เมษายน พ.ศ.2563) เพียง17,620 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าปริมาณน้ำจัดสรรฤดูแล้งเมื่อปีที่ผ่านมาถึงราว 7,000 ล้าน ลบ.ม. โดยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก มีปริมาณน้ำจัดสรรรวมทั้งสิ้น 4,000 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปีที่แล้ว 3,700 ล้าน ลบ.ม.

“การบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งปี 62/63 กรมชลประทาน ได้วางแนวทางและเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งอย่างต่อเนื่องเรียบร้อยแล้ว โดยจะใช้ระบบชลประทานในการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีการเตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำ และรถยนต์บรรทุกน้ำ โดยจะกระจายอยู่ตามสำนักงานชลประทานและพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนให้มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งได้อย่างทันท่วงที” ทองเปลว กล่าว

อย่างไรก็ดี อธิบดีกรมชลประทานได้กล่าวขอความร่วมมือไปยังเกษตรกรในทุกพื้นที่ให้หลีกเลี่ยงการเพาะปลูกพืชที่ต้องการน้ำมากเช่น ข้าวนาปรัง ในช่วงฤดูแล้งนี้ไปก่อน โดยให้หันไปเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายจากการขาดแคลนน้ำ และเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผน มีน้ำสำรองไว้ใช้จนถึงต้นฤดูฝนปีหน้าอย่างเพียงพอ

ปริมาณฝนปี 2562
ข้อมูลปริมาณน้ำฝนตลอดทั้งปึพ.ศ. 2562 ชี้ว่า สภาวะฝนแล้งรุนแรงทั่วประเทศเป็นสาเหตุสำคัญที่เสริมให้สภาวะภัยแล้งในปีนี้มีความรุนแรงมาก //ที่มา: ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน

จากสถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงตั้งแต่สิ้นสุดฤดูฝน ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคอย่างเร่งด่วน

“สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศชี้ชัดว่าภัยแล้งในครั้งนี้จะสาหัสยิ่งกว่าปีที่ผ่านๆมา เพราะปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้วที่เราเผชิญภัยแล้งติดต่อกัน ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรเร่งจัดหาแหล่งกักเก็บน้ำในท้องที่ รวมถึงขุดเจาะบ่อบาดาล เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในเบื้องต้น” ผศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าว

“สำหรับกรมชลประทานก็ควรที่จะเร่งทำการปรับปรุง เสริมประสิทธิภาพระบบชลประทาน เพื่อให้สามารถใช้งานจัดสรรน้ำได้อย่างเต็มที่ โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพราะในขณะนี้ระบบคลองส่งน้ำชลประทานมีศักยภาพในการทำงานเพียง 40 – 50% เท่านั้น นอกจากนี้การปรับปรุงระบบชลประทานสามารถทำได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมากอีกด้วย”

ผศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าวเสริมว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะต้องเร่งสร้างความเข้าใจกับเกษตรกรด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะนพื้นที่ที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำรุนแรงเช่น พื้นที่ชลประทานจากเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ซึ่งไม่เหลือปริมาณน้ำใช้การสำหรับการเกษตรใดๆทั้งสิ้นในช่วงฤดูแล้งนี้แล้ว เพื่อให้เกษตรกรสามามรถปรับตัวและหาทางเลือกในการประกอบอาชีพได้ นอกจากนี้ภาครัฐยังควรหามาตรการรองรับให้กับเกาตรกรในกรณีที่ไม่สามารถทำการเกษตรได้ด้วย

“ปีนี้เรามีข้อมูล และรับรู้ตั้งแต่เนิ่นๆว่าจะเกิดปัญหาภัยแล้งรุนแรง ดังนั้นการแจ้งเตือนและทำความเข้าใจกับเกษตรกรล่วงหน้า จึงสำคัญไม่แพ้กันที่จะป้องกันไม่ให้พืชผลของเกาตรกรต้องเสียหายจากการขาดแคลนน้ำ และป้องกันปัญหาการจัดการน้ำที่อาจเกิดขึ้น” ผศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าว

 , , , ,