24 ปีที่ยืดเยื้อ สมัชชาคนจนบนเส้นทางการต่อสู้เพื่อสิทธิและทรัพยากรของประชาชน

24 ปีที่ยืดเยื้อ สมัชชาคนจนบนเส้นทางการต่อสู้เพื่อสิทธิและทรัพยากรของประชาชน

แม้สมัชชาคนจนจะประสบความสำเร็จในการเจรจากับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและผลกระทบจากนโยบายภาครัฐในการชุมนุมครั้งล่าสุด แต่ตัวแทนเครือข่ายยังคงแสดงความกังวลว่า ปัญหาสิทธิและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงฐานทรัพยากรจะยังคงกลัดหนองต่อไป ตราบเท่าที่นโยบายของรัฐบาล รัฐธรรมนูญ ยังไม่คำนึงถึงการปกป้องสิทธิและความเท่าเทียมของประชาชน

วันที่ 23 ตุลาคม 2562 ณ บริเวณถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ เครือข่ายองค์กรชาวบ้านในนาม “สมัชชาคนจน”  เดินทางจากหลายจังหวัดเข้ามาชุมนุมที่กรุงเทพฯ เป็นวันที่ 18 เพื่อเรียกร้องแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและผลกระทบจากนโยบายภาครัฐ ซึ่งเป็นการชุมนุมใหญ่ครั้งแรกในรอบ 5 ปี ตั้งแต่เกิดรัฐประหาร ปี 2557 โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2562 สำหรับการออกมาได้เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาผลกระทบจากนโยบายรัฐ จำนวน 5 กลุ่มปัญหา รวม 35 กรณี ดังต่อไปนี้

  1. กรณีปัญหาที่สาธารณประโยชน์ ที่ราชพัสดุ พื้นที่ป่าไม้ ป่าสงวนแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติ ที่ดินของรัฐประเภทอื่นๆ และกรณีผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า
  2. แนวทางการแก้ไขปัญหากรณีปัญหาโครงการก่อสร้างเขื่อน ฝาย และอ่างเก็บน้ำ
  3. แนวทางการแก้ไขปัญหากรณีปัญหาได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ
  4. แนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร
  5. แนวทางการเจรจาแก้ไขปัญหาด้านแรงงาน
สมัชชาคนจน
เทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกับผู้ชุมนุมสมัชชาคนจนเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม //ขอบคุณภาพจาก:
สมัชชาคนจน Assembly of the Poor

โดยในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ เวลา 15.00 น. เทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ณัฏฐชัย ศรีรุ่งสุขพินิจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ธงชัย ลืออดุลย์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สุภรณ์ อัตถาวงศ์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เดินทางพบปะกลุ่มสมัชชาคนจนที่รวมตัวกันบริเวณถนนลูกหลวง ข้างกระทรวงศึกษาธิการ โดยได้รับรายงานว่ากลุ่มสมัชชาคนจนทยอยเก็บของเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ หลังจากได้รับทราบผลสรุปจากทางรัฐบาล ซึ่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แถลงสรุปผลการเจรจาแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน โดยมีเนื้อหาระบุ ดังนี้

  1. รัฐบาลได้รับทราบปัญหาข้อร้องเรียนและข้อเสนอเชิงนโยบายของสมัชชาคนจน ซึ่งได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาในทันที และจะขับเคลื่อนผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องต่อไป
  2. รัฐบาลร่วมกับสมัชชาคนจนได้จัดทำบันทึกข้อตกลงซึ่งมีกรอบเวลาร่วมกันในการดำเนินการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนและข้อเสนอเชิงนโยบาย ซึ่งจะได้นำผลการจัดทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวนำเรียนที่ประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งต่อไป
  3. สำหรับข้อเสนอให้แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของสมัชชาคนจนตามร่างคำสั่งที่สมัชชาคนจนเสนอไว้ จะได้เร่งดำเนินการนำกราบเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป
  4. สำหรับเรื่องที่สมัชชามีความวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง คือ การผ่อนผันให้ทำกินในที่ดินเดิมของสมัชชาคนจนนั้น ในเรื่องนี้ได้มีบันทึกความเข้าใจระหว่างสมัชชาคนจนและรัฐบาล ซึ่งได้เห็นชอบตามความในบันทึกความเข้าใจดังกล่าวแล้ว  และจะนำเรียนที่ประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งต่อไป

 

สมัชชาคนจนย้ำ รัฐธรรมนูญต้องเคารพสิทธิ เห็นหัวคนจน

บารมี ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาและเลขาธิการเครือข่ายสมัชชาคนจน ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวสิ่งแวดล้อมถึงการเดินทางเข้ามาชุมนุมในช่วง 18 วันที่ผ่านมาว่า หลังจากช่วงรัฐประหาร ปี 2557 เกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงทำให้การเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจนไม่สามารถกระทำได้เพราะประเทศไทยเป็นระบอบเผด็จการชั่วคราว ในช่วงเวลาดังกล่าวเราเห็นแล้วว่ารัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ.2560 ที่กำลังออกมานั้นแตกต่างจากสิ่งที่เครือข่ายชาวบ้านสมัชชาคนจนเคยเรียกร้องให้เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2540 และ ปี พ.ศ.2550 ซึ่งได้เสนอคำขวัญว่า “ต้องเป็นประชาธิปไตยที่กินได้ เป็นการเมืองที่เห็นหัวคนจน”

แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกลับลดทอนสิทธิเสรีภาพประชาชน ทั้งๆที่หลายเรื่องที่เป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนแต่ปรากฎว่าถูกกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการดำเนินการ ประชาชนมีแค่สิทธิในการรอหรือขอให้รัฐทำหน้าที่ ตรงนี้เห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ได้แก้ไขหรือสร้างความเป็นธรรม จึงมีข้อเสนอในการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญด้วย นอกจากแก้ไขปัญหาผลกระทบจากนโยบายรัฐ จำนวน 5 กลุ่มปัญหา รวม 35 กรณี

“ตอนนี้เราก็ต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องสมัชชาคนจนมากขึ้น ชาวบ้านมีบางคนที่มาชุมนุมในครั้งนี้ที่ถูกหมายเรียกข้อหาทำผิด พ.ร.บ. การชุมนุมฯ และจะดำเนินคดีแกนนำสมัชชาคนจนที่มาประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งอันนี้เป็นผลพวงมาจากกฎหมายซึ่งอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ด้วย หรือกรณีที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐที่เป็นผลมาจากคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กว่า 300-400 ฉบับ จะเห็นได้เลยว่าคำสั่งที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติมันรวบอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางทั้งสิ้น ประชาชนแทบไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม หรือเป็นได้เพียงตัวประกอบในการตัดสินใจ แต่ไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินใจ เพราะอำนาจทุกอย่างอยู่ที่ส่วนกลาง” บารมี กล่าว

 

นโยบายการเมือง กับการก่อกำเนิด ต่อสู้ ล้มลุกคลุกคลาน ของสมัชชาคนจน

เขายังได้อธิบายให้เห็นถึงเส้นทางการเรียกร้องของกลุ่มสมัชชาคนจนที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน นับตั้งแต่เครือข่ายสมัชชาคนจนก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2538 โดยเล่าว่า กลุ่มสมัชชาคนจนเริ่มต้นจากกลุ่มคนจนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาของรัฐ นิยามความยากจนไม่ใช่เรื่องแค่คนจนทางเศรษฐกิจ แต่รวมไปถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพัฒนาของภาครัฐที่ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เช่น ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า การสร้างเขื่อน หรือการประกาศพื้นที่สาธารณะทับที่ทำกิน ยกตัวอย่างเช่น กรณีปัญหาเขื่อนปากมูลซึ่งเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 20 ปี มีประชาชนที่ได้รับผลกระทบอีกจำนวนหลายคน ที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาจากผลกระทบดังกล่าว

“ปลายปี 2538  ช่วงรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา มีการเปิดเวทีเพื่อพูดคุยเจรจาและได้หลักการแก้ปัญหาในหลายๆเรื่อง ทีนี้รัฐบาลเกิดการยุบสภา จนได้พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ในช่วงปี 2539 ชาวบ้านก็มาเรียกร้องมากขึ้นจาก 47 กรณีปัญหา กลายเป็น 100 กว่ากรณีปัญหา สมัชชาคนจนชุมนุมยืดเยื้อยาวนาน 99 วัน มีการเจรจากับรัฐบาลทุกวันในแต่ละกรณีปัญหา เพราะฉะนั้นหลายเรื่องเราเจรจาได้ข้อยุติและแก้ไขปัญหาไปได้ประมาณ 60%” บารมี เล่า

“พอเข้ามาสมัยรัฐบาลนายกชวน หลีกภัย ช่วงปี 2540 พูดตรงๆว่าไม่สนใจที่จะแก้ไขปัญหาแค่รับทราบแต่ไม่มีการเจรจา เราจึงประกาศชุมนุมดาวกระจาย ตอนนั้นมีการชุมนุมที่เขื่อนปากมูล ชัยภูมิ เชียงใหม่ สกลนคร และอีกหลายที่ จนกระทั้งต่อเนื่องถึงสมัยรัฐบาลนายกทักษิณ ชินวัตร ช่วงปี 2545 ก็มีการลงมากินข้าวและรับปากที่จะแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้าน มีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาแต่ไม่มีชาวบ้านเป็นส่วนร่วมมีแต่นักการเมือง”

“หลังปี 2549 ความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงมากในประเทศไทย สมัชชาคนจนจึงไม่ได้เคลื่อนไหวในเรื่องนี้ พ.ศ.2550 เราออกมาเคลื่อนไหวในรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่ก็ไม่ได้อะไรเช่นกัน จนกระทั้ง พ.ศ.2557 ก็มีการทำรัฐประหารอีก ชาวบ้านก็ไม่สามารถออกมาเคลื่อนไหวได้เพราะประเทศไทยเป็นเผด็จการเต็มตัว รัฐไม่ได้สนใจแก้ไขปัญหาชาวบ้านเพราะคิดแต่จะแก้ปัญหาทางการเมือง ในครั้งนี้ปี พ.ศ.2562 จึงออกเคลื่อนไหวอีกครั้งเพราะมีการเลือกตั้งแล้วและชาวบ้านหลายพื้นที่ก็ได้รับผลกระทบจำนวนมาก”

 

แผลกลัดหนองของชุมชนในเขตป่าจาก “นโยบายทวงคืนผืนป่า” โดยคำสั่ง คสช.

ไพฑูรย์ สร้อยสด โฆษกสมัชชาคนจน และสมาชิกในชุมชนบ้านหมู่บ้านเก้าบาตร์ อำเภอโนนดินแดง จ.บุรีรัมย์  ได้ยกกรณีพื้นที่ชุมชนของตนซึ่งเป็นพื้นที่แรกที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า โดยคำสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 64/2557 และ 66/2557 ได้มีคำสั่งไล่รื้อชุมชนและให้ชาวบ้านในหมู่บ้านเก้าบาตร์ที่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ โดยเมื่อช่วงกรกฎาคม ปี พ.ศ.2557 เจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้ชาวบ้านรื้อบ้านและอพยพออกจากพื้นที่ทำกิน และมีการปิดล้อมพื้นที่กดดันชุมชนมีการเผาบ้านเพื่อให้ชุมชนย้ายออกจากพื้นที่ทันที โดยปิดล้อมชุมชนเป็นระยะเวลาหนึ่ง ทำให้มีสมาชิกจำนวน 26 ครัวเรือน ที่ถูกไล่รื้อออกมาจากพื้นที่ทำกิน

“แม้ในนโยบายทวงคืนผืนป่า โดยคำสั่งที่ คสช. 64/2557 และ 66/2557 จะระบุว่าจะไม่ถูกนำไปปฏิบัติกับราษฎรที่ยากไร้ ไม่มีที่ดินทำกิน แต่เนื่องจากความที่ไม่มีหลักเกณฑ์ว่าคนไหนเป็นนายทุน คนไหนเป็นคนยากไร้ มันจึงเกิดความมั่วขึ้น กลายเป็นว่าคนที่ถูกจัดการจากนโยบายทวงคืนผืนป่า คำสั่ง คสช. 64/2557 และ 66/2557 มีแต่คนจนที่โดน คนรวยหรือรีสอร์ต เช่น พื้นที่วังน้ำเขียว แทบจะไม่เห็นเลย บ้านเก้าบาตร์เป็นพื้นที่แรกที่ถูกนโยบายทวงคืนผืนป่า ถูกไล่ลื้ออพยพออกมา โดยปฏิบัติการเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2557 ถึงวันที่ 8 กรกฎาคม 2557  โดยแจ้งให้ชาวบ้านรื้อบ้านและอพยพออกจากพื้นที่ และบอกว่าจะมีที่รองรับให้ มีการสำรวจรายชื่อตรวจสอบสิทธิ” ไพฑูรย์ กล่าว

เมื่อกล่าวถึงบริบทของปัญหาพื้นที่ เขาเล่าว่าปฐมเหตุของการเรียกร้องพื้นที่ทำกินที่สัมปทานให้เอกชนทับที่ของชาวบ้านนั้น ต้องเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2508 -2509 รัฐบาลประกาศสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย พื้นที่ตรงนี้เดิมเป็นป่าสงวนแห่งชาติส่วนใหญ่ แต่ว่าในช่วงนั้นรัฐบาลต้องการชนะพรรคคอมมิวนิสต์จึงมีการเปิดพื้นที่ป่าให้ชาวบ้านเข้าไปบุกเบิกทำกินและให้สัมปทานตัดไม้แก่ป่าเอกชน และมีการสร้างถนน

ในตอนนั้นชาวบ้านในชุมชนและละแวกใกล้เคียงขึ้นอยู่กับอําเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ก็ได้อพยพเข้ามาทำกิน แถวอำเภอปากคำ และชุมชนจากจังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดนครราชสีมา ก็เข้ามาทำกินด้วย พอช่วงปี พ.ศ.2518-2519 มีการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์และชุมชนพื้นที่ตรงนี้ พอต่อมาในช่วงปี 2520 การปะทะกันระหว่างทหารและคอมมิวนิสต์จบลง จึงเริ่มมีการอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ป่า กองทัพภาคที่สองสังกัดกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) และกรมป่าไม้นำชาวบ้าน เข้ามาโดยจัดให้ตั้งหมู่บ้าน มีการจัดสรรที่ดินให้ครอบครัวละ 15 ไร่ เป็นพื้นที่ทำกินและ 1 เป็นพื้นที่อยู่อาศัยโดยรัฐให้สิทธิทำกิน (สทก.) ตามมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2522 เรื่อง ให้ราษฎรมีสิทธิทำกิน รัฐช่วยเหลือราษฎรที่เข้าถือครองทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ให้ทำกินแบบมรดกตกทอดแก่ทายาทได้ แต่ห้ามจำหน่ายจ่ายโอน

“พื้นที่ที่จัดสรรให้ชาวบ้านแต่ไม่เพียงพอต่อการทำกินได้รับรองสิทธิเป็นพื้นที่ดินประเภท สทก. แต่สิ่งที่เป็นปัญหาตอนนี้ พื้นที่ที่เขาเคยจัดให้เรามันเป็นพันธะผูกพันของลูกผู้ชายชายชาติทหาร ตรงพื้นที่ที่เหลือถ้าลูกหลานเติบใหญ่ขยายครอบครัวจะมีการจัดสรรพื้นที่ทำกินให้อีกที ตอนนี้ให้แค่พ่อกับแม่เท่านั้นก่อน ชาวบ้านพอได้ยินแบบนั้นก็เชื่อมั่นในทหาร ชาวบ้านก็รอได้ แต่หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2525 กรมป่าไม้ได้นำพื้นที่ที่เตรียมจัดสรรให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์เพื่อการทำกินไปให้เอกชนสัมปทานปลูกป่ายูคาลิปตัส ทั้งหมด 23,766 ไร่ ชาวบ้านก็ไม่ได้สิทธิอะไรจากพื้นที่ที่เคยสัญญาเหล่านั้น คือ ชาวบ้านมีความพยายามที่จะกลับเข้าไปทำกินอยู่เรื่อยๆ แต่บริษัทเอกชนเป็นบริษัทใหญ่ ชาวบ้านก็รอต่อ เมื่อรัฐให้สัมปทานแก่เอกชน ในช่วงที่มีการขอทำเรื่องยื่นขอเช่าพื้นที่ทำกินแข่งกับเอกชนชาวบ้านก็ขอยื่นเช่นกันเหมือนกับเอกชนแต่เงื่อนไขสำคัญที่ทางกรมป่าไม้บอกว่าชาวบ้านไม่ได้คือ คุณมีรถแทรกเตอร์ไหม คุณมีรถไถคันใหญ่ไหม ซึ่งชาวบ้านตอนนั้นมีแค่จอบกับเสียม สุดท้ายชาวบ้านสู้บริษัทไม่ได้” ไพฑูรย์ เล่า

เขากล่าวต่อว่า จนปีพ.ศ.2546 เมื่อสัญญาเช่าระหว่างกรมอุทยานฯ (จากเดิมที่เป็นกรมป่าไม้) และบริษัทเอกชนสิ้นสุดลง ชาวบ้านก็ลุกขึ้นมาทวงถามสิทธิที่หน่วยงานรัฐเคยสัญญาไว้ว่าจะจัดสรรพื้นที่ทำกินให้ชาวบ้าน และได้เรียกร้องทวงถามตลอดมา ในช่วงสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมัชชาคนจนได้ขอให้มีการจัดสรรพื้นที่ทำกินให้กับชาวบ้าน แล้วส่วนหนึ่งก็กันไปเป็นพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งการทวงถามครั้งนั้นก็มีมติว่าให้ผ่อนผันชาวบ้านกลับไปยังพื้นที่ทำกินได้ตามปกติ แต่ไม่ได้รับสิทธิในการถือครองที่ดิน ชาวบ้านจึงได้รับการผ่อนผันให้ใช้ที่ดินได้เพื่อการทำมาหากินได้ อย่างไรก็ดี จนมาถึงสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รัฐบาลก็ยังดำเนินการจัดสรรที่ดินทำกินให้ชาวบ้านไม่แล้วเสร็จ

จนกระทั่งเกิดรัฐประหารในปี พ.ศ.2557 ซึ่งหลังจากรัฐประหารไม่นาน คสช. ก็ได้ออกคำสั่งที่ 64/2557  เรื่อง “การปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทรัพยากรป่าไม้” หรือเรียกกันว่า “นโยบายทวงคืนผืนป่า” ทำให้ชาวบ้านไม่สามารเรียกร้องสิทธิในการมีพื้นที่ทำกินและถูกอพยพไล่รื้อให้ออกมาจากพื้นที่ดังกล่าว

สมัชชาคนจน
ไพฑูรย์ สร้อยสด หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า จากกรณีที่หมู่บ้านเก้าบาตร์ อำเภอโนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ถือภาพหลักฐานความเสียหายจากปฏิบัติการไล่รื้อชุมชนของเจ้าหน้าที่ / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ศิริรุ่ง ศรีสิทธิพิศาลภพ

“ในความรู้สึกของชาวบ้านรู้สึกสะเทือนใจมากกว่า ในช่วงนั้นรัฐบาลใช้ชาวบ้านให้เป็นเป็นโล่ห์มนุษย์สู้กับคอมมิวนิสต์ พอรัฐบาลชนะก็ปล่อยชาวบ้านทิ้งเหมือนเสร็จนาฆ่าโคถึก และอีกส่วนหนึ่งมุมมองของรัฐหรือสังคมส่วนใหญ่ก็มองว่าประเทศมันต้องมีป่า และเรื่องสิ่งแวดล้อมสำคัญ แต่สังคมไม่เคยคิดเลยว่าป่าที่มันหายๆไป มันเกิดจากใคร ทางกรมป่าไม้พยายามชี้มาตลอดว่าชาวบ้านบุกรุกป่า แต่ไม่เคยบอกว่าที่ป่ามันลดเพราะกรมป่าไม้ให้สัมปทานเอกชนส่วนหนึ่งด้วย” ไพฑูรย์ กล่าว

“อีกส่วนคือการบริหารวางแผนจัดการป่ามันผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น เพราะแม้ว่าในอดีตประเทศไทยเคยมีพื้นที่ป่ามหาศาล แต่จากการที่รัฐบาลไทยตักตวงทรัพยากรป่าไม้ โดยให้สัมปทานป่าจำนวนมาก รวมถึงมีการเปิดป่าให้ชาวบ้านเข้าไปทำกินตามกลยุทธในสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ ทำให้ป่าไม้ไทยลดเหลือน้อยกว่า 40% รัฐไทยเพิ่งมานึกขึ้นได้ตอน พ.ศ.2528 เป็นครั้งแรกที่มีนโยบายป่าไม้แห่งชาติ  ซึ่งแม้ในแต่ละยุคสมัยจะมีการเปลี่ยนชื่อนโยบาย แต่หลักการและเป้าหมายสำคัญ คือเอาคนออกจากป่าเพื่อให้ได้พื้นที่ป่ากลับมา 40% ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง  ทั้งยังชี้ให้สังคมมองแต่ว่าชาวบ้านบุกรุกป่าต้องเอาออกเพื่อให้มีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นแต่ไม่ได้มองหรือไม่นับพื้นที่ป่าของเอกชน”

 

การอนุรักษ์ที่เห็นศักดิ์ศรีความเป็นคน : มุมมองที่แตกต่างเรื่องสิทธิในสิ่งแวดล้อมระหว่างรัฐและชุมชน

ในประเด็นเรื่องความเข้าใจของคนส่วนใหญ่กับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีมุมมองแตกต่างกันระหว่างภาครัฐและชุมชนไพฑูรย์ กล่าวว่า ในการมาชุมนุมครั้งนี้วันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีการถกเถียงกันในที่ประชุมระหว่างชาวบ้านสมัชชาคนจนและเจ้าหน้าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยชี้ว่าการเรียกร้องสิทธิของชาวบ้านสมัชชาคนจนเป็นการเรียกร้องเกินสิทธิของคนส่วนใหญ่ โดยอ้างว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศมีจำนวนมากมายที่ยังไม่มีแม้กระทั้งพื้นที่ทำกิน แต่ชุมชนนี้มาขอพื้นที่ทำกินเพิ่มเติม ซึ่งความเข้าใจดังกล่าวนำไปสู่ข้อถกเถียงเรื่องการเข้าใจบริบทชุมชนและประวัติศาสตร์ของแต่ละพื้นที่ การจัดการปัญหาพื้นที่ทำกินเป็นหน้าที่ของรัฐที่ควรพึงให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิได้แต่การละเลยและการไม่ให้ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นการทำความเข้าใจหรือการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ชาวบ้านคอนสาร
ภาพจากชุมชนชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ซึ่งเป็นอีกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า //ขอบคุณภาพจาก: Tai Oranuch

เขากล่าวต่อว่า การเปรียบเทียบของเจ้าหน้าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมชี้ให้เห็นว่ารัฐไม่มีความเข้าใจเรื่องสิทธิทำกินที่ชาวไทยทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าถึงที่ดินอย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้การเรียกร้องเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเพียงเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะที่ของตน แต่เป็นสิ่งที่ชาวบ้านสมัชชาคนจนผลักดันมาตลอดว่าทุกคนควรมีสิทธิเข้าถึงที่ดิน ไม่ควรที่จะมีใครเพียงแค่ไม่กี่คนไปถือครองที่ดินเป็นส่วนใหญ่ แต่ละพื้นที่ชุมชนล้วนแล้วแต่มีประวัติศาสตร์เฉพาะซึ่งรัฐจะมองข้ามส่วนนี้ไปไม่ได้ การละเลยประวัติศาสตร์ของคนพื้นที่เพื่อจะบอกว่าผิดกฎหมายหรือละเมิดสิทธิประชาชนคนอื่นๆมันไม่ควรเกิดขึ้น

“พี่น้องที่อยู่ในเขตป่าเขาอยู่กับป่า เขารู้ว่ามันควรจะอนุรักษ์ตรงไหน ทำกินแบบไหน เพื่อให้วิถีชีวิตของเขาอยู่ได้ เขาอยู่กับป่าถ้าไม่พึ่งพิงป่าเขาอยู่ไม่ได้ ถ้าศึกษางานวิจัยทั้งพี่น้องภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน จะพบว่าทุกชุมชนต่างมีมุมมองในการอนุรักษ์ป่าไม้ เพียงแต่มุมมองต่อการอนุรักษ์ของพวกเขาอาจจะแตกต่างกับภาพที่สังคมสร้างขึ้นมา ที่มองว่าถ้าป่าจะต้องเป็นป่าอย่างเดียว ต้องไม่ต้องมีคนอยู่ ไม่ใช่เราไม่เห็นด้วยในการอนุรักษ์ แต่สิ่งที่ควรจะมองคือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีความเป็นคนของเรา ที่ควรจะดำเนินควบคู่ไปกับการอนุรักษ์” ไพฑูรย์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 , , , , ,