นักสิ่งแวดล้อมวิพากษ์ กระบวนการ PNPCA ตรายาง ทำน้ำโขงวิบัติ หลังลาวประกาศเดินหน้าเขื่อนหลวงพระบาง

นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนชวนสังคมจับตาและตั้งคำถามต่อคุณภาพการพิจารณาโครงการเขื่อนหลวงพระบาง ภายใต้กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) หลังลาวประกาศเปิดตัวโครงการเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าแห่งล่าสุดบนแม่น้ำโขงสายประธาน

เมื่อวันที่ 2 กันยายน เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการรณรงค์ประเทศไทย องค์กรแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการประกาศสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าแห่งใหม่ของรัฐบาลลาว โดยกล่าวว่า ประชาชนหลายสิบล้านคนตลอดลำน้ำโขงในไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม จะต้องเผชิญกับการสูญเสียฐานทรัพยากรและวิถีความเป็นอยู่อย่างร้ายแรง หากยังคงมีการพัฒนาโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าเต็มรูปแบบในลุ่มแม่น้ำโขง

“เขื่อนหลวงพระบางเป็นโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าโครงการที่ 5 ที่มีการยื่นต่อ MRC แล้ว และที่ผ่านมาทางภาคประชาชนได้ส่งเสียงแสดงข้อทักท้วงต่อการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงทุกครั้ง เพราะผลกระทบข้ามพรมแดนจากเขื่อนต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตผู้คนนั้นรุนแรงมาก และเห็นชัดเจนเป็นรูปธรรมแล้วจากเหตุการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำโขงผันผวนรุนแรงช่วงที่ผ่านมา” เพียรพรกล่าว

“แต่จากกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า ของโครงการเขื่อนที่ผ่านๆมา เราพบปัญหาหลายอย่างที่ชวนตั้งคำถามต่อคุณภาพของกระบวนการ เช่น มีการคัดลอกเนื้อหาของรายงานเขื่อนปากแบงมาใช้ในรายงานของเขื่อนปากลายทั้งดุ้นเพียงแค่เปลี่ยนชื่อเขื่อนเท่านั้น เราจึงมีข้อสงสัยต่อกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าว่าเป็นไปอย่างแท้จริงหรือไม่ เพราะตอนนี้กระบวนการเหมือนเป็นเพียงการแจ้งต่อประเทศสมาชิกให้ทราบเท่านั้น”

ชาวประมง
ชาวประมงพื้นบ้านในอ.เชียงคาน จ.เลย กับปลาที่เพิ่งจับได้จากแม่น้ำโขง // สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ปรัชญ์ รุจิวนารมย์

เพียรพร กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่น่าเคลือบแคลงอย่างยิ่งว่ากระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าจะมีประสิทธิภาพเพียงใดในการกำหนดมาตรการป้องกันผลกระทบข้ามพรมแดน ในเมื่อเห็นได้ชัดว่าการดำเนินการตามกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของโครงการเขื่อนในแม่น้ำโขงที่ผ่านมา เป็นเพียงกระบวนการที่ทำเป็นพิธีเท่านั้น

ท้ายสุดแล้วกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าที่เอื้อให้กลุ่มทุนตักตวงผลประโยชน์จากการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าจะสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขงอย่างประเมินไม่ได้ และส่งผลกระทบต่อวิถีความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วทั้งลุ่มน้ำโขงในที่สุด เพียรพรกล่าว

รายงานการศึกษาผลกระทบจากการพัฒนาเขื่อนผลิตไฟฟ้าในลุ่มน้ำโขงโดยคณะผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมของ MRC เมื่อปีพ.ศ.2561 ระบุว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการพัฒนาเขื่อนผลิตไฟฟ้าทั้งหมดตามแผนในลุ่มน้ำโขงไม่อาจจะเทียบได้ กับความเสียหายร้ายแรงต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตประชาชนในลุ่มน้ำโขงจากการสูญเสียความมั่นคงทางอาหาร ซ้ำยังทวีปัญหาความยากจนในภูมิภาค โดยผลกระทบด้านลบจากการพัฒนาเขื่อนผลิตไฟฟ้าในแม่น้ำโขงอาจทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจในภูมิภาคสูงถึง 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

MRC ระบุว่า รัฐบาลลาวได้แจ้งต่อสำนักงานเลขาธิการ MRC เมื่อวันที่ 30 กันยายนว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบางในปีพ.ศ. 2563 นี้ และจะเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าในเร็วๆนี้

แผนที่
แผนที่แสดงจุดก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบาง

จากข้อมูลที่ทางการลาวแจ้งต่อ MRC ระบุว่า เขื่อนหลวงพระบางจะเป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าแบบน้ำไหลผ่าน (run-of-river dam) ตัวสันเขื่อนมีความยาว 275 เมตร สูง 80 เมตร กว้าง 97 เมตร มีกำลังการผลิตติดตั้งที่ 1,460 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ระหว่าง เขื่อนปากแบง และ เขื่อนไชยะบุรี บนแม่น้ำโขงสายประธานบริเวณแขวงหลวงพระบาง โดยตำแหน่งของเขื่อนจะอยู่ห่างจากเมืองปากอูไปทางเหนือประมาณ 5 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากเมืองหลวงพระบางไปทางท้ายน้ำประมาณ 25 กิโลเมตร

บริษัทเจ้าของโครงการเขื่อนหลวงพระบางคือ บริษัท Luang Prabang Power Company Limited ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติเวียดนาม ก่อตั้งโดย บริษัท PetroVietnam Power Corporation คาดว่าเขื่อนจะแล้วเสร็จและดำเนินการเต็มรูปแบบในปีพ.ศ. 2570 แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าไฟฟ้าจากเขื่อนหลวงพระบางจะขายให้กับใคร แต่คาดการณ์ว่าเขื่อนจะผลิตไฟขายให้กับประเทศไทยและเวียดนาม

เพียรพร ยังได้ตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นนี้ว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนในแม่น้ำโขง ซึ่งมีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมมหาศาล เพราะขณะนี้ประเทศมีกำลังไฟฟ้าสำรองล้นเหลือถึง 35%

ด้านประธานเจ้าหน้าที่บริหารสำนักเลขาธิการ MRC An Pich Hatda กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลลาวประกาศแผนพัฒนาโครงการเขื่อนหลวงพระบาง ซึ่งตั้งอยู่บนแม่น้ำโขงสายประธาน โครงการนี้จำเป็นจะต้องผ่านกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า ตามระเบียบปฏิบัติเรื่องการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง หรือ PNPCA (Procedures for Notification, Prior Consultation and Agreement) เพื่อให้ประเทศสมาชิก MRC ได้ศึกษารายละเอียดโครงการ และกำหนดข้อตกลงเพื่อลดผลกระทบข้ามพรมแดนที่อาจเกิดขึ้น

ข้อมูลเขื่อน
แผนที่และข้อมูลเขื่อนผลิตไฟฟ้าในแม่น้ำโขงตอนล่าง //ขอบคุณภาพจาก: MRC

Hatda กล่าวว่า หลังจากนี้ในการประชุมคณะทำงานร่วม MRC (MRC Joint Committee Working Group) วันที่ 8 ตุลาคม จะมีการปรึกษาหารือในประเด็นการจัดกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของโครงการเขื่อนหลวงพระบาง และกำหนดวันเริ่มต้นกระบวนการต่อไป

ตามระเบียบของ MRC ประเทศสมาชิกที่เสนอโครงการพัฒนาที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการไหลของน้ำในแม่น้ำโขงจะต้องแจ้งรายละเอียดของโครงการกับประเทศสมาชิกอื่นๆ และจะต้องผ่านกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าที่มีระยะเวลา 6 เดือน เพื่อให้ประเทศสมาชิกในลุ่มน้ำโขงได้ประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน และเสนอแนะมาตรการในการลดผลกระทบจากโครงการ ก่อนจะเริ่มโครงการ

Hatda ยืนยันว่า กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าภายใต้ข้อตกลงของ MRC ถือเป็นนร็นปำต้นแบบการจัดการน้ำข้ามพรมแดนที่ทั่วโลกจับตา และมีประสิทธิภาพในการประเมินผลกระทบจากโครงการพัฒนาบนแม่น้ำโขง สามารถเป็นช่องทางในการปรับปรุงรูปแบบโครงการ หรือกำหนดข้อตกลงร่วมกัน เพื่อป้องกันผลกระทบข้ามพรมแดนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมจากโครงการได้

“MRC พร้อมสนับสนุนกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของโครงการเขื่อนหลวงพระบาง ด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และข้อเสนอแนะที่เป็นเหตุเป็นผล พร้อมทั้งยึดมั่นในหลักการความโปร่งใสและเปิดเผยต่อสาธารณชนตลอดทั้งกระบวนการ ดังนั้นเราจึงขอเชิญชวนทุกๆคนที่มีความห่วงใยต่ออนาคตของลุ่มน้ำโขงให้เข้ามามีส่วนร่วมกับกระบวนการดังกล่าว ไม่ว่าจะมีจุดยืนต่อโครงการอย่างไร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสำนักเลขาธิการ MRC กล่าว

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมประมงปล่อยปลาล้านตัวแก้วิกฤตปลาแม่โขงสูญพันธุ์ นักวิชาการเตือนระวังเสียมากกว่าได้

Mekong River dams ‘will harm food security’