ภาคธุรกิจไทยนำทัพเปลี่ยนขยะเป็นสินค้า เพิ่มมูลค่าและลดปริมาณขยะเพื่อโลก

บริษัทชั้นนำไทยเดินหน้าร่วมแก้วิกฤตขยะพลาสติกผ่านแนวคิดการนำเอาขยะมาสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือ upcycling โดยมุ่งเน้นนำขยะพลาสติกกลับมาเป็นวัสดุในการผลิตสินค้าอีกครั้ง

 

จากรายงานล่าสุดขององค์การสหประชาชาติระบุว่าประเทศในภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิก ต้องใช้เงินปีละ 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในการจำกัดขยะพลาสติกในทะเลที่เกิดจากธุรกิจท่องเที่ยว การจับปลา และการเดินเรือ หรือประมาณ 39,650 ล้านบาทต่อปี ขณะที่กลุ่มประเทศยุโรปใช้งบประมาณในการจัดการขยะพลาสติกในทะเลสูงถึง 630 ล้านยูโร ต่อปี หรือ ราวๆ 25,200 ล้านบาทต่อปี

รายงานยังระบุว่า ปัจจุบันร้อยละ 79 ของขยะพลาสติกที่ใช้แล้วทิ้งทั่วโลกที่ประมาณว่ามีจำนวนมากถึง 400 ล้านตันต่อปี ถูกจัดการด้วยการฝั่งกลบ อีกร้อยละ 12 ถูกเผา  แต่มีขยะพลาสติกเพียงร้อยละ 9 ที่ถูกนำกลับมา upcycle เพื่อเป็นวัสดุในการผลิตสินค้าใหม่

ขวดพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง /ขอบคุณภาพจาก: Emilian Robert Vicol จาก Pixabay

จากต้นทุนในการกำจัดขยะที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณของขยะที่เพิ่มขึ้นทำให้แนวคิดในการกำจัดขยะมาสู่การนำเอาขยะมาสร้างมูลค่าเพิ่มภายใต้แนวคิดในการพัฒนาสินค้าที่ใช้ขยะพลาสติกมาเป็นส่วนประกอบ จากผลการศึกษาล่าสุดของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย ชางอัน(Chung-Ang University) ระบุว่าจากจำนวนสินค้าในตลาดที่มีป้ายระบุว่า “upcycled” ทั่วโลก 30,000 ผลิตภัณฑ์ ในปี 2554 เป็น 263,685 ผลิตภัณฑ์ในปี 2561

ขณะที่บทความล่าสุดของนิตยสาร Forbs สหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาระบุว่า สินค้าแบรนด์ดังอาทิ Tommy Hilfiger, Eileen Fisher, และ Adidas ต่างให้ความสำคัญกับการนำเอาวัสดุที่ใช้แล้วรวมทั้งพลาสติกนำกลับมาพัฒนาและสร้างเป็นสินค้าที่ออกขายไปในตลาดทั่วโลก เฉพาะ Adidas ผลิตรองเท้าที่ใช้วัสดุที่ใช้แล้วมาผลิตเป็นรองเท้าออกขายไปในตลาดแล้วถึง 6 ล้านคู่ทั่วโลก

การที่ผู้ประกอบการแบรนด์ดัง ตอบรับแนวคิดนี้โดยนำขยะมาเป็นวัสดุในการผลิตสินค้าที่ขายได้ในมูลค่าที่สูงขึ้น ทำให้แนวคิดในการแปลงขยะให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้นแพร่หลายไปทั่วโลกทั้งภาคธุรกิจขนาดกลางและเล็กรวมทั้นในประเทศไทย ประเทศที่ใช้ขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Single-Use Plastic) จำนวนสูงถึง 2 ล้านตันต่อปี

บริษัทพีทีที โกลบอล เคมีคอล จำกัด(มหาชน) หนึ่งในองค์กรที่ผลิตพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง 250,000 ตันต่อปี จับมือกับกลุ่มเสื้อผ้าและแฟชั่นชั้นนำของไทยนำเอาพลาสติกที่ใช้แล้วทิ้งกลายเป็นขยะในทะเล มาผลิตเสื้อเชิ้ตและเสื้อโปโล รวมถึงผ้าพันคอ คิดเป็นมูลค่าขายสูงถึง 20 ล้านบาทในช่วงสามปีที่ผ่านมา

“เราทำเรื่องกำจัดขยะแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งที่เป็นปัญหาด้านการบริหารจัดการขยะในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน โดยการเก็บขยะขวดพลาสติกที่ใช้แล้วทิ้งรวมจำนวน 500,000 ขวด ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยนำมาพัฒนารวมกับแอร์โรว์ ในการผลิตเสื้อเชิ้ต และเสื้อโปโล ที่ใช้ขวดพลาสติกที่ใช้แล้ว และร่วมกับทางจิม ทอมป์สัน นำมาผลิตเป็นผ้าพันคอ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีมูลค่าการขายรวมตลอดระยะเวลา 3 ปี กว่า 20 ล้านบาท” วราวรรณ ทิพพาวนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกิจการองค์กร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) กล่าวในงาน Upcycling For A Better World 2019 เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา

จำนวนสินค้าที่มีป้ายระบุว่า “upcycled” ทั่วโลก 30,000 ผลิตภัณฑ์ ในปี 2554 เป็น 263,685 ผลิตภัณฑ์ในปี 2561

นอกจากการนำเอาขยะมาแปรรูปเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มแล้ว บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) ยังมีนโยบายที่จะลดกำลังการผลิตพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งลดลงจาก 250,000 ตันต่อปี เป็น 100,000 ต้นต่อปีในปี 2564

“ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศไทยปลอดจากถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งในปี 2564 เราตอบสนองนโยบายดังกล่าว และยังลงทุนอีก 3,000 ล้านบาทร่วมกับพันธมิตรเราจากออสเตรีย ในการทำโรงงานแปรรูปขยะพลาสติกให้เป็นเม็ดพลาสติกที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อตอบโจทย์การลดขยะพลาสติกในประเทศ” วราวรรณ กล่าว

ในขณะที่ สุนทร ไกรตระกูล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คาร์เปท เมกเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้สัมภาษณ์ในงานเดียวกันว่า บริษัทเขาได้พัฒนาและวิจัยร่วมกับ ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน หรือ RISC ในการนำเอาขยะจากขวดพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง มาพัฒนาเป็นพรมทอมือที่ทำจากเส้นใยแปรรูปขยะขวดพลาสติกจากทะเลมาเป็นผลิตภัณฑ์พรมที่มีคุณสมบัติที่ดีกว่าพรมทั่วไปในท้องตลาด อาทิ ป้องกันคราบสกปรก เชื้อรา นุ่ม ดูแลง่ายและปัองกันไฟในระดับมาตรฐานสากล ASTM D2859

“งานออกแบบพรมที่ทำจากขวดพลาสติกใช้แล้วที่มาจากทะเล ได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาด หลังจากที่นำเอาผลงานออกมาแสดง ก็มีคนสนใจ มีคำสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทั้งๆ ที่เราเสนอราคาในระดับพรีเมี่ยม สะท้อนให้เห็นว่า ผู้คนในปัจจุบันให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม และพร้อมที่จะจ่ายแพงขึ้น เพื่อซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงสินค้าที่นำเอาขยะมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าที่สูงขึ้น” สุนทร กล่าว

งานออกแบบพรมที่ทำจากขวดพลาสติกใช้แล้วทิ้ง ที่มาจากทะเล

รศ.ดร. สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าคณะที่ปรึกษาศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน หรือ RISC ระบุว่า การแก้ปํญหาขยะพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งที่ดีที่สุดคือ “การไม่ใช้” แต่ในเมื่อเป็นไปไม่ได้ เราก็ต้องมาแก้ปัญหาว่าจะบริหารจัดการอย่างไร การนำเอาเรื่องของการวิจัย และการออกแบบเข้ามาผสมผสานกันเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิด upcycling หรือ การนำเอาขยะพลาสติกกลับมาใช้ใหม่โดยการออกแบบและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้า เป็นแนวทางหนึ่งที่จูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการนำเอาขยะพวกนี้กลับมาใช้ใหม่และสร้างเป็นสินค้าที่มีส่วนช่วยในการลดขยะประเภทนี้

“จากผลการศึกษาและวิจัยของเราพบว่า การนำเอากระบวนการ upcycling มาออกแบบและสร้างเป็นผลิตภัณฑ์จากขยะให้มีมูลค่าเพิ่มสามารถสร้างสินค้าที่มีฟังก์ชั่นการใช้งาน และสวยงามไม่แตกต่างจากของใหม่ สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ และผู้ใช้ยังมีส่วนร่วมในการลดขยะได้ชื่อว่า เป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม” รศ.ดร. สิงห์ กล่าว

โดยปัจจุบันทาง RISC ได้มีการศึกษาวิจัย ร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชนอีกหลายหน่วยงานในการพัฒนาสินค้าที่นำเอาขยะพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งกลับมาแปรรูปและออกแบบเพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพและตอบโจทย์กับความต้องการของตลาด

“ตลอดระยะเวลาการทำงานด้านนี้ สิ่งที่ผมเรียนรู้คือ นอกจากการพัฒนาและวิจัยทางวิทยาศาสตร์แล้ว เราต้องนำเอาการออกแบบเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดไปได้พร้อมๆ กัน” รศ.ดร.สิงห์ กล่าว พร้อมกับระบุว่า การนำขยะมาแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม (Upcycling) ไม่ใช่เป็นเทรนด์ แต่เป็นสิ่งที่คนทั่วโลกให้ความสำคัญ การกำจัดขยะทิ้งเสียงบประมาณและมีค่าใช้จ่ายสูง แต่การนำกลับมาใช้ใหม่ และพัฒนาให้เป็นสินค้าแฟชั่น เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เป็นการนำเอาเทคโนโลยี และนวัตกรรมของการออกแบบ มาใช้ในการแก้ไขปัญหาขยะที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ

การเปลี่ยนขยะเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นอีกหนึ่งทางออกในการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกวัสดุที่ถูกผลิตให้มีอายุการใช้งานยาวนานเป็นร้อยปีกว่าที่จะย่อยสลายได้ นอกเหนือจากการงด ลด ละ การใช้พลาสติก เปลี่ยนมาใช้วัสดุธรรมชาติแทน