กรีนพีชเผยเกษตรเชิงเดี่ยวรุกคืบกินป่าอินโดฯ ต้นเหตุหมอกควันข้ามพรมแดนหนักสุดในรอบสี่ปี

กรีนพีชชี้ช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมายต้านหมอกควันของสิงคโปร์ ทำให้การเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวกลับมาขยายตัวอีกครั้ง จนทำให้สถานการณ์หมอกควันข้ามพรมแดนกลับมารุนแรงอีกครั้งในปีนี้ พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งออกฉลากสำหรับผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปาล์มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาหมอกควันไฟป่าจากอินโดนีเซีย

นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ความแห้งแล้งผิดปกติในภูมิภาค ประกอบกับการขยายตัวของเกษตรเชิงเดี่ยวในอินโดนีเซียอันได้แก่ สวนปาล์มน้ำมัน และพืชเส้นใยสำหรับทำกระดาษ เพื่อป้อนวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าอุปโภคในชีวิตประจำวันในระดับโลก น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้สถานการณ์หมอกควันไฟป่าข้ามพรมแดนจากอินโดนีเซียรุนแรงเป็นพิเศษในปีนี้

“จากปัจจัยด้านภูมิอากาศที่ค่อนข้างชื้น และ การบังคับใช้ “กฎหมายหมอกควันข้ามพรมแดน” ของสิงคโปร์ ทำให้นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558 ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนจากอินโดนีเซียทุเลาลงอย่างมาก แต่จากการที่ปีนี้สถานการณ์หมอกควันข้ามพรมแดนกลับมารุนแรงอีกครั้ง ทำให้เราตั้งข้อสังเกตว่ากลไกการบังคับใช้กฎหมายหมอกควันข้ามพรมแดนของสิงคโปร์อาจเริ่มมีปัญหา” นายธารากล่าว

Indonesia fire smog
ภาพถ่ายดาวเทียมจากนาซาเผยให้เห็นจุดความร้อนและควันไฟป่าเหนือเกาะบอร์เนียว ในประเทศอินโดนีเซีย //ขอบคุณภาพจาก: NASA Earth Observartory

นายธาราอธิบายว่า สิงคโปร์ได้ออกกฎหมายหมอกควันข้ามพรมแดน หรือ Transboundary Haze Pollution Act และเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2557 เพื่อเป็นกลไกทางกฎหมายสำหรับควบคุมการดำเนินธุรกิจสวนปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซียของบริษัทที่มีที่ตั้งในสิงคโปร์ ไม่ให้เผาป่าเพื่อบุกเบิกพื้นที่การเกษตร และไม่ใช้วิธีการเผาในการทำเกษตร อันเป็นการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนที่ต้นเหตุ

“แม้ว่ากฎหมายฉบับนี้สามารถควบคุมการลงทุนในกิจการเกษตรเชิงเดี่ยวในอินโดนีเซีย ให้มีมาตรฐานการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น และแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากแต่กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้กับเฉพาะบริษัทในสิงคโปร์เท่านั้น นี่จึงเป็นช่องโหว่สำคัญให้บริษัทปาล์มน้ำมันหันไปตั้งฐานธุรกิจที่มาเลเซียและประเทศอื่นๆแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวของสิงคโปร์” นายธาราวิเคราะห์

อย่างไรก็ดี นายธารากล่าวว่า ประชาชนทั่วไปที่เป็นผู้บริโภคอาหารและผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปาล์มในชีวิตประจำวันก็มีความสามารถที่จะควบคุมไม่ให้มีการทำสวนปาล์มน้ำมันอย่างไม่เหมาะสมและแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนได้เช่นกัน โดยการใช้อำนาจในการเลือกซื้อของผู้บริโภคในการเลือกใช้เฉพาะสินค้าที่มีฉลากรับรองว่าทำมาจากน้ำมันปาล์มที่ไม่มีทำลายป่าเท่านั้น

palm oil certification
ตัวอย่างฉลากรับรองน้ำมันปาล์มที่มาจากแหล่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น นายธาราจึงเสนอว่า ภาครัฐควรเร่งออกมาตรการรับรองและออกฉลากสินค้าที่ผลิตจากน้ำมันปาล์มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถจำแนกและเลือกซื้อสินค้าได้ เพราะในไทยยังไม่มีการออกฉลากรับรองน้ำมันปาล์มอย่างกว้างขวางเหมือนในประเทศแถบยุโรป

จากรายงานของกรีนพีชพบว่า อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันเป็นหนึ่งในภาคการผลิตที่มีส่วนสำคัญต่อ การทำลายผืนป่าเขตร้อนมากที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย โดยกรีนพีชประเมินว่าการลงทุนในกิจการสวนปาล์มน้ำมันของกลุ่มผู้ค้าน้ำมันปาล์มจำนวน 25 กลุ่ม ได้ทำลายผืนป่าฝนเขตร้อนกว่า 24 ล้านเฮกตาร์ หรือราว 812,500 ไร่ ในอินโดนีเซียไปแล้ว ในช่วงระหว่างปีพ.ศ.2533 ถึง พ.ศ.2558

การเผาป่าเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันยังก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนทั้งในประเทศอินโดนีเซียเอง และ 4 ชาติเพื่อนบ้านได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน และไทย ซ้ำยังเป็นการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศ เสริมให้สภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้น

จำนวน hotspot asean
กราฟแสดงจำนวนจุดความร้อนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนล่าง //ขอบคุณข้อมูลจาก: ศูนย์อุตุนิยมวิทยาอาเซียน

ด้านสถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ตอนล่างของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงวิกฤต โดยศูนย์อุตุนิยมวิทยาอาเซียนเตือนว่า จากความแห้งแล้งและสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่เกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียวที่ยังคงลุกลามต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์หมอกควันไฟป่าข้ามพรมแดนจากอินโดนีเซียจะยังคงรุนแรงไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน

จากสถานการณ์มลพิษฝุ่นควันข้ามพรมแดน ทำให้โรงเรียนเกือบ 1,500 แห่งในมาเลเซีย รวมไปถึงโรงเรียนอีกมากกว่า 1,500 แห่งในอินโดนีเซีย ต้องปิดการเรียนการสอน ส่วนการแข่งขันรถยนต์ฟอร์มูลา วัน (เอฟวัน) ที่จะมีขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้ที่สิงคโปร์ อาจจะต้องเลื่อนออกไปเช่นกันจากปัญหามลพิษหมอกควันข้ามพรมแดน

PM2.5 หาดใหญ่
รายงานคุณภาพอากาศที่หาดใหญ่ //ขอบคุณข้อมูลจาก: AQICN

สถานการณ์หมอกควันข้ามพรมแดนในภาคใต้ตอนล่างของไทยยังคงสาหัสต่อเนื่องเช่นกัน โดยข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษรายงานว่า ในวันที่ 20 กันยายน ค่าฝุ่นละออง PM2.5 ใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ยังอยู่ในเกณฑ์เป็นอันตรายต่อสุขภาพเป็นวันที่ 3 ติดต่อกันแล้ว โดยค่า PM2.5 ที่ อ.หาดใหญ่ เช้ามืดนี้ วัดได้อยู่ที่ 65 ไมโครกรัมต่อลูกบากศ์เมตร (มคก./ลบ.ม.) สูงกว่าค่ามาตรฐานของทั้งประเทศไทยและองค์การอนามัยโลกที่ 50 มคก./ลบ.ม. และ 25 มคก./ลบ.ม. ตามลำดับ

ดังนั้นประชาชนในพื้นที่จึงควรงดกิจกรรมกลางแจ้งและสวมใส่หน้ากาก N95 เมื่อออกนอกอาคาร รวมถึงติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ภาคใต้ยังจมฝุ่นไฟป่า ทำอัตราผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจพุ่ง

ทส.ลงนาม MOU 11 หน่วยงานแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ด้านหาดใหญ่ยังอ่วมควันไฟป่า