พายุดีเปรสชันลูกใหม่จ่อซ้ำรอยโพดุล อีสานยังอ่วมฝน เสี่ยงท่วมซ้ำ

พายุดีเปรสชันลูกใหม่จ่อซ้ำรอยโพดุล อีสานยังอ่วมฝน เสี่ยงท่วมซ้ำ

พิษโพดุลทำน้ำท่วมแล้ว 26 จังหวัด คร่าชีวิต 4 ราย ด้าน ปภ. เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกว่า 40,000 ครัวเรือน พร้อมติดตามเตรียมรับมืออุทกภัยทั่วประเทศตลอด 24 ชม.

นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2562 ว่า จากการประสานข้อมูลสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะภาคอีสาน จะยังมีฝนหนักต่อไปในช่วงหนึ่งถึงสองวันนี้ จากอิทธิพลของพายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรง ซึ่งอาจซ้ำเติมผลกระทบจากพายุโพดุลเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะใน 10 จังหวัดที่สถานการณ์อุทกภัยยังไม่คลี่คลาย

หลายพื้นที่ในตัวเมืองขอนแก่นเช้าวันจันทร์นี้จมอยู่ใต้น้ำท่วมขัง ภายหลังฝนจากอิทธิพลของพายุโพดุลตกกระหน่ำตลอดคืนที่ผ่านมา Credit: The Isaan Record / ยศพนธ์ เกิดวิบูลย์

เพื่อรับมือกับปริมาณฝนจากพายุดีเปรสชันและอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้น นายชยพลกล่าวว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้สั่งการศูนย์ ปภ. พื้นที่ให้ประสานงานกับหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น ในการติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน ระดับน้ำ และแนวโน้มสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิด ตลอด 24 ชั่วโมง

โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยประกาศเตือน 19 จังหวัดในพื้นที่ภาคอีสาน 16 จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ 12 จังหวัดภาคกลาง 7 จังหวัดภาคตะวันออก และ 6 จังหวัดภาคใต้ ให้เฝ้าระวังภัยน้ำท่วมฉับพลันจากฝนตกหนักแล้ว

นอกจากนี้ทางกรมยังได้สั่งการหน่วยงานรับผิดชอบในพื้นที่เสี่ยงภัยให้จัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็วและเครื่องมืออุปกรณ์ ให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทันที รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนให้ติดตามพยากรณ์อากาศ และปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยอย่างเคร่งครัด

นายชยพลกล่าวว่า จากอิทธิพลพายุโซนร้อน “โพดุล” ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2562 จนถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินสไลด์ในพื้นที่ 784 หมู่บ้าน ใน 26 จังหวัดทั่วประเทศ ส่งผลให้มีผู้ได้รับผลกระทบรวม 39,857 ครัวเรือน ผู้บาดเจ็บ 1 คน ผู้สูญหาย 2 ราย และผู้เสียชีวิต 4 ราย ในขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมใน 10 จังหวัดได้แก่ พิษณุโลก พิจิตร อำนาจเจริญ ชัยภูมิ มุกดาหาร ยโสธร ขอนแก่น อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด และน่าน ยังไม่คลี่คลาย

“กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยร่วมกับจังหวัด หน่วยทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเจ้าหน้าที่ พร้อมระดมวัสดุอุปกรณ์ ยานพาหนะ และเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยและคลี่คลายสถานการณ์ภัย โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกเครื่องส่งสูบน้ำระยะไกลเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง รวมถึงดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ประภัย โดยแจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม และถุงยังชีพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว” นายชยพลกล่าว

ด้านกรมชลประทาน นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า แม้บางพื้นที่จะได้รับผลกระทบจากอุทกภัย แต่ปริมาณน้ำฝนจากพายุโพดุลยังช่วยเติมน้ำให้หลายๆเขื่อน โดยเฉพาะในภาคอีสานที่ก่อนหน้านี้ประสบปัญหาความแห้งแล้งอย่างหนัก ทำให้มีปริมาณน้ำกักเก็บเพิ่มมากขึ้น และลดความเสี่ยงต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งที่กำลังมาถึง

อย่างไรก็ดี นายทองเปลวกล่าวว่า แม้ว่าปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างจะมีมากขึ้น หากแต่ระดับน้ำในบางอ่างเก็บน้ำยังมีปริมาณน้อยกว่าที่ควร เช่น เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น มีปริมาณน้ำในอ่างฯอยู่ที่ 549 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 23 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯประมาณ 5.82 ล้าน ลบ.ม.และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ที่ 71 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 7 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯประมาณ 18.75 ล้าน ลบ.ม. เป็นต้น

ดังนั้นนายทองเปลวจึงได้เน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทานทั่วประเทศ ให้เก็บกักน้ำไว้ในเขื่อนทุกแห่งให้ได้มากที่สุด โดยยกเว้นเขื่อนที่มีปริมาณน้ำเกินความจุเก็บกักหรือล้นทางระบายน้ำล้น (Spillway) อยู่ในขณะนี้ ให้เร่งลดปริมาณน้ำลงให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมตามแต่ละช่วงเวลา โดยไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศพายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ฉบับที่ 4 ในวันเดียวกันว่า พายุลูกดังกล่าวกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตก โดยมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนในระยะต่อไป

อิทธิพลของพายุยังเสริมให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทย ยังคงมีกำลังแรงต่อเนื่อง ทำให้หลายพื้นที่ทั่วประเทศยังคงมีฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกมีฝนตกหนักถึงหนักมาก

สำหรับคลื่นลมในทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงคลื่นสูง 2 – 3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

 

 

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

พื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลพายุโซนร้อน “โพดุล” ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2562 จนถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินสไลด์ในพื้นที่ 26 จังหวัด ได้แก่ อำนาจเจริญ กระบี่ ปราจีนบุรี แพร่ นครพนม เชียงใหม่ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี ระนอง เพชรบูรณ์ มหาสารคาม ขอนแก่น หนองบัวลำภู ยโสธร กาฬสินธุ์ น่าน ตราด มุกดาหาร อุตรดิตถ์ ชัยภูมิ สุรินทร์ พิษณุโลก พิจิตร แม่ฮ่องสอน ชุมพร และอุดรธานี รวม 82 อำเภอ 228 ตำบล 784 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 39,857 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 4 ราย (อุบลราชธานี พิจิตร พิษณุโลก อำนาจเจริญ) ผู้บาดเจ็บ 1 คน (ชัยภูมิ) สูญหาย 2 ราย (อำนาจเจริญ พิจิตร) ยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่

  1. พิษณุโลก น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเนินมะปราง อำเภอวังทอง อำเภอนครไทย และอำเภอชาติตระการ รวม 16 ตำบล 92 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 3,007 ครัวเรือน ถนนเสียหาย 20 สาย สะพานเสียหาย 1 แห่ง
  2. พิจิตร น้ำไหลหลากข้าท่วมในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอสามง่าม อำเภอทับคล้อ อำเภอวังทรายพูน อำเภอสากเหล็ก อำเภอบางมูลนาก และอำเภอตะพานหิน รวม 13 ตำบล 77 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 5,100 ครัวเรือน
  3. อำนาจเจริญ น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอหัวตะพาน และอำเภอเมืองอำนาจเจริญ รวม 2 ตำบล 2 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 65 ครัวเรือน
  4. ชัยภูมิ น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแก้งคร้อ และอำเภอเมืองชัยภูมิ รวม 2 ตำบล 3 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 5 ครัวเรือน
  5. มุกดาหาร เกิดน้ำหลากและวาตภัยในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองมุกดาหาร อำเภอดงหลวง อำเภอหนองสูง อำเภอนิคมคำสร้อย อำเภอดอนตาลอำเภอหว้านใหญ่ และอำเภอคำชะอี รวม 32 ตำบล 33 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 300 ครัวเรือน
  6. ยโสธร น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอป่าติ้ว อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอเมืองยโสธร อำเภอทรายมูล อำเภอไทยเจริญ อำเภอเลิงนกทา และอำเภอกุดชุม รวม 43 ตำบล 275 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 8,061 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 5,080 ไร่
  7. ขอนแก่น น้ำจากลำห้วยจิไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบ้านไผ่ และอำเภอแวงใหญ่ รวม 5 ตำบล 6 หมู่บ้าน อพยพประชาชนในอำเภอบ้านไผ่ 3 จุด 220 คน ประชาชนได้รับผลกระทบ 19,124 ครัวเรือน
  8. อุบลราชธานี น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 11 อำเภอ ได้แก่ อำเภอน้ำขุ่น อำเภอน้ำยืน อำเภอเมืองอุบลราชธานี อำเภอกุดข้าวปุ้น อำเภอเขื่องใน อำเภอเขมราฐ อำเภอพิบูลมังสาหาร อำเภอตระการพืชผล อำเภอโขงเจียม อำเภอม่วงสิบสอง และอำเภอดอนมดแดง รวม 30 ตำบล 111 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,223 ครัวเรือน
  9. ร้อยเอ็ด น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเสลภูมิ อำเภอโพธิ์ชัย อำเภอเมยวดี และอำเภอเมืองร้อยเอ็ด รวม 12 ตำบล 38 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 3,476 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 4,110 ไร่ ถนนเสียหาย 5 สาย สะพานเสียหาย 1 แห่ง พนังกั้นน้ำ 3 แห่ง
  10. น่าน เกิดน้ำท่วมขังในอำเภอทุ่งช้าง และถนนสายทุ่งช้าง – เฉลิมพระเกียรติ ปัจจุบันรถไม่สามารถสัญจรผ่านได้
 , , , ,